ชวนเรียนรู้ 6 Mindset การทำงาน แบบ ‘Anne Hathaway’ นักแสดงตัวแม่แห่งวงการ ที่ยอมกลับไปเป็น ‘มือใหม่’ และเติบโตขึ้นในทุกบทบาท 


 

Anne-Hathaway

6 Mindset การทำงานจาก Anne Hathaway บทเรียนการเติบโต การเริ่มต้นใหม่ และการรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงระดับตัวแม่ของฮอลลีวูด สำหรับ Anne Hathaway (แอน แฮททาเวย์) ที่ในปี 2026 นี้เราได้เห็นแม่ Anne บนจอภาพยนตร์ต่อเนื่องถึง 5 เรื่องติด ตั้งแต่ Mother Mary, The Devil Wears Prada 2, The Odyssey, The End of Oak Street และปิดท้ายด้วย Verity ที่เข้าฉายเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ก่อนจะประกาศพัก หลังจากทำงานหนักมาตลอดปี พร้อมโพสต์คลิปหายตัวไปกับควัน ส่งท้ายช่วงโปรโมตหนังของปีนี้แบบชวนขำขัน


Key Takeaways

  • เตรียมตัวจนเข้าใจงานจริงๆ ตั้งคำถามและทำความเข้าใจรายละเอียดก่อนลงมือ เพื่อให้รู้ว่ากำลังทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร

  • เปิดรับการเป็นมือใหม่เสมอ แม้มีประสบการณ์มากแล้ว ก็ยังเรียนรู้ทักษะใหม่และก้าวข้ามข้อจำกัดที่เคยเชื่อเกี่ยวกับตัวเองได้

  • ขอความช่วยเหลือและใส่ใจคนรอบข้าง กล้าบอกเมื่อรับมือกับปัญหาคนเดียวไม่ไหว พร้อมดูแลอารมณ์ตัวเองเพื่อให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี

  • รู้จักขีดจำกัดและให้เวลากับการพัก การทุ่มเทเกินกำลังอาจส่งผลต่อสุขภาพ จึงควรจัดสรรเวลาพักฟื้นหลังผ่านช่วงงานหนัก


เส้นทางนักแสดงของ Anne เริ่มต้นขึ้นในช่วงอายุ 16 ปี กับซีรีส์โทรทัศน์ Get Real (1999) ก่อนจะแจ้งเกิดจนโด่งดังกับบทเจ้าหญิงมีอาใน The Princess Diaries (2001) ซึ่งตลอดเส้นทางกว่า 25 ปี Anne มีผลงานภาพยนตร์กว่า 40 เรื่อง ทั้งงานแสดง และพากย์เสียง โดยมีเรื่องที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง The Devil Wears Prada, Interstellar และ The Intern รวมถึง Les Misérables ที่พาเธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในปี 2013

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า Anne เป็นหนึ่งในคนที่มี Mindset ของการทำงานหนัก และทุ่มเทแรงกาย แรงใจอย่างหมดหน้าตัก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงร่างกายอย่างหนักเพื่อรับบท Fantine  ใน Les Misérables จนถึงการฝึกเต้นเกือบสองปีสำหรับ Mother Mary 

จึงอยากชวนย้อนดู 6 มายด์เซ็ตการทำงานของ Anne ผ่านวิธีเตรียมตัว ประสบการณ์ในกองถ่าย และบทเรียนที่ Anne เล่าด้วยตัวเอง ทั้งการฝึกทักษะที่ทั้งชีวิตไม่เคยสัมผัสมาก่อน การเตรียมตัวอย่างหนักชนิดที่ว่าคุยบทกับผู้กำกับทีละบรรทัด ไปจนถึงผลกระทบจากการทุ่มเทอย่างตรงไปตรงมา 

 

1. เก็บทุกเม็ดจนกว่าจะเข้าใจงานจริงๆ ก่อนลงมือทำ

 

ใน A24 Podcast ตัวของ Anne เล่าว่า ระหว่างเตรียมงานจะตั้งคำถามกับทุกอย่างในบท แม้แต่ประโยคที่ชอบอยู่แล้วก็ยังต้องคุยให้เข้าใจ วิธีนี้เคยทำให้ผู้กำกับบางคนตกใจ จนต้องอธิบายกันยกใหญ่ก่อนเข้ากองถ่าย 

Anne มองว่าช่วงเตรียมงานเป็นเวลาสำคัญ จึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการถาม และทบทวน เพื่อให้ตัวเองเข้าใจจริงๆ เพราะอยากทำให้สิ่งที่ผู้กำกับคิดไว้เกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องเข้าใจทั้งสิ่งที่ตัวละครนั้นกำลังทำ และเหตุผลเบื้องหลัง

“I just want to hit the ground running and know exactly what we’re doing and why.”

David Lowery (เดวิด โลเวอรี) ผู้กำกับและผู้เขียนบท Mother Mary ยืนยันว่า ทั้งคู่ไล่คุยกันทีละบรรทัด และบางบรรทัดก็คุยมากกว่าหนึ่งรอบ 

ตัวอย่างหนึ่งคือการเตรียมตัวแสดงเรื่อง Armageddon Time ซึ่ง Anne รับบทเป็นแม่ของตัวละครเอกที่มีแม่ของผู้กำกับ James Gray เป็นต้นแบบ Anne จึงพูดคุยทำความรู้จักกับแม่ของ James ถึงความทรงจำวัยเด็ก ตั้งแต่ที่บ้านชอบเปิดรายการอะไร แม่ชอบเต้นกับเพลงแบบไหน ไปจนถึงมีเสื้อผ้ากี่ชุด Anne มองว่าคำตอบเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพชีวิตประจำวัน และความชอบของคนที่ต้องสวมบทบาท แล้วนำรายละเอียดเหล่านั้นมาใช้ประกอบการแสดงให้ตัวละครมีมิติมากขึ้น

 

2. เป็นมือใหม่ได้เสมอ และก้าวข้ามสิ่งที่เคยคิดว่าตัวเองทำไม่ได้

 

บทนักร้องใน Mother Mary ทำให้แอนต้องฝึกเต้นเกือบทุกวันเป็นเวลาเกือบสองปี ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น พร้อมเรียนร้องเพลงไปด้วย แม้จะเดินบนเส้นทางนักแสดงมากว่า 25 ปี แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ทำให้เราเป็น ‘มือใหม่’ อยู่เสมอ

“I had to submit to being a beginner … You’re not ‘bad.’ You’re just a beginner.”

สิ่งที่ทำให้บท Mary ท้าทายสำหรับ Anne เป็นพิเศษ คือตัวเองเคยเชื่อมาตลอดว่าไม่สามารถเต้นได้ ตอนเด็ก Anne เข้าคลาสเรียนเต้นอยู่หลายครั้ง แต่ไม่พัฒนาขึ้นเลย การรับบท Mary ทำให้ Anne ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับการเต้นอีกครั้ง และจนสุดท้าย Anne สามารถที่จะก้าวข้ามมันไปได้

“I had to undo a certainty that I had about myself.”

Michaela Coel นักแสดงร่วมในเรื่องเล่าว่า ประทับใจกับความสามารถในการเต้นของ Anne มาก โดยเฉพาะฉากเต้นบนพื้นไม้โดยไม่มีดนตรีประกอบ ซึ่งปฏิกิริยาของ Coel หลังเห็นฉากนั้นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ Anne ภูมิใจที่สุดในฐานะนักแสดง

 

3. เปิดรับความช่วยเหลือในวันที่รับมือคนเดียวไม่ไหว

 

ในช่วงแรกๆ ของการเป็นนักแสดง Anne เล่าว่าเคยมีอาการวิตกกังวลรุนแรงครั้งหนึ่ง ตอนนั้น Anne อยู่คนเดียว ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง และไม่กล้าบอกใคร ยิ่งคิดว่าคนทั้งกองถ่ายอาจกำลังรออยู่ ยิ่งกังวลและกดดันตัวเองมากขึ้น

ต่อมา Anne กล้าที่จะขอความช่วยเหลือมากขึ้น Anne จะขอคุยกับคนคุมงานในกองถ่ายเป็นการส่วนตัว แล้วเล่าสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเจออย่างตรงไปตรงมา Anne เผยว่า คนส่วนใหญ่ยินดีนั่งอยู่เป็นเพื่อนระหว่างที่ใช้เวลาราว 10 นาทีให้อาการสงบลง และไม่ได้มองว่าเป็นภาระเดือดร้อนอย่างที่ Anne เคยกังวล 

“Now I feel much safer going to someone in charge, pulling them to the side, and explaining, ‘I’m going through this right now.’”

 

4. ใส่ใจความรู้สึกของคนที่ทำงานด้วย

 

Anne เล่ากับ Harper’s BAZAAR ว่า บรรยากาศการทำงานร่วมกันในกองถ่ายนั้นสำคัญมาก Anne ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนหงุดหงิดง่าย และไม่อยากให้ลูก เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานต้องอยู่กับความเครียดของตัวเองไปด้วย การดูแลอารมณ์ตัวเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคนที่อยู่รอบตัวเช่นกัน

“You can’t have a good time at a party if the hostess is stressed or she’s letting her stress show.”

Ella Rubin ผู้รับบทลูกสาวของแอนใน The Idea of You เล่ากับ Teen Vogue ว่า กดดันตัวเองกับผลลัพธ์มากจนกระทบกับงาน แต่ Anne ช่วยพูดให้กำลังใจอย่างเป็นกันเอง และสนใจฟังสิ่งที่พูด Rubin ได้เรียนรู้จาก Anne ว่า การตั้งใจทำงานให้ดีสามารถไปด้วยกันกับการดูแลความรู้สึกของตัวเองได้

 

5. การทุ่มเทจนเกินกำลัง แม้จะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีผลลัพธ์ที่ตามมา

 

การรับบท Fantine ใน Les Misérables ทำให้ Anne ต้องลดน้ำหนักประมาณ 11 กิโลกรัม และตัดผมจริง เพื่อถ่ายทอดตัวละครผู้หญิงที่เผชิญทั้งความยากจน และความเจ็บป่วย ซึ่งความตั้งใจที่จะเข้าถึงตัวละครครั้งนี้ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว แม้การถ่ายจะจบลงแล้ว

Anne เล่ากับ Vogue ในปี 2012 ว่า หลังกลับบ้าน Anne อ่อนล้าทั้งร่างกาย และจิตใจ จนใช้ชีวิตลำบาก และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมารู้สึกเป็นตัวเองอีกครั้ง 

“It took me weeks till I felt like myself again.”

ในบทสัมภาษณ์ PEOPLE ปี 2019 Anne ยอมรับว่า ลดน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ป่วย และที่สำคัญคือตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการเพียงพอ จนกระทบร่างกายและสภาพจิตใจอย่างหนัก Anne พูดถึงผลเสียเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา แม้บท Fantine จะเป็นผลงานที่พาไปคว้ารางวัลออสการ์ก็ตาม

 

6. ให้เวลากับชีวิตหลังจบช่วงงานหนัก

 

ในช่วงการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ Verity ซึ่งเป็นเรื่องที่ 5 ของปี Anne ประกาศชัดกับ Vogue ว่าจะใช้เวลาพักหลัง Verity ออกฉาย เพราะปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการจัดตารางและประสานงาน สิ่งที่เธออยากได้คือเวลาที่เปิดกว้างขึ้น และให้กิจวัตรของลูกเป็นตัวกำหนดตารางของตัวเอง

“So, I think to just kind of have my schedule be my kids’ schedule.”

เรามักวางแผนว่าจะทำงานให้เสร็จอย่างไร แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะให้เวลากับตัวเองเมื่อไร งเมื่อทำโปรเจกต์ใหญ่สำเร็จ เราก็มักจะเริ่มงานชิ้นใหม่ต่อทันที จนลืมจัดสรรเวลาให้กับชีวิตด้านอื่น การวางแผนพักหลังจบช่วงงานหนัก จึงเป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เรายังมีเวลาและพลังสำหรับสิ่งที่อยากทำ

ตลอดเส้นทางการทำงานของ Anne Hathaway มีทั้งความสำเร็จ ความท้าทาย และประสบการณ์ที่ทำให้ต้องปรับวิธีคิดอยู่เสมอ ทั้ง 6 มายด์เซ็ตจึงเป็นแนวทางที่คนทำงานสามารถหยิบมาปรับใช้ได้ ตั้งแต่การเตรียมตัวให้พร้อม เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ไปจนถึงการรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว การทำงานให้ดีและการมีเวลาใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถให้ความสำคัญไปพร้อมกันได้


FAQ

 

Anne Hathaway มี Mindset การทำงานอย่างไร?

Anne Hathaway ให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวอย่างละเอียด การตั้งคำถามเพื่อเข้าใจงาน การเปิดรับทักษะใหม่ และการดูแลความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ขณะเดียวกัน เธอยังเรียนรู้ถึงผลกระทบของการทำงานหนักเกินกำลังและความสำคัญของการพักผ่อน

 

ทำไม Anne Hathaway ถึงบอกว่าตัวเองต้องกลับไปเป็นมือใหม่?

ระหว่างเตรียมรับบทนักร้องในภาพยนตร์ Mother Mary เธอต้องฝึกเต้นและร้องเพลงอย่างหนัก แม้เคยเชื่อว่าตัวเองเต้นไม่ได้ ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเรียนรู้ว่าการเริ่มต้นจากศูนย์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง

 

Anne Hathaway เคยได้รับผลกระทบจากการทำงานหนักอย่างไร?

การลดน้ำหนักอย่างหนักเพื่อรับบท Fantine ใน Les Misérables ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเธอ แม้การแสดงครั้งนั้นจะทำให้ได้รับรางวัลออสการ์ แต่เธอก็ออกมายอมรับภายหลังว่าตัวเองลดน้ำหนักมากเกินไป

 

คนทำงานทั่วไปนำ Mindset ของ Anne Hathaway ไปปรับใช้อย่างไรได้บ้าง?

เริ่มจากทำความเข้าใจเป้าหมายและรายละเอียดของงานให้ชัดเจน เปิดใจเรียนรู้สิ่งที่ยังไม่ถนัด กล้าขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น รวมถึงดูแลความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานและจัดสรรเวลาพักให้เหมาะสมกับภาระงาน