Data x Tech Driven Marketing ยุคการตลาด 5.0 ทำอย่างไรให้โดนใจผู้บริโภค เรียนรู้วิถีการทำงานแบบ The 1 กับเคล็ดลับความสำเร็จจาก 5 หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง

  • 3K
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Technology และ Data เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการทำธุรกิจ หลายๆ องค์กรเริ่มปรับแนวทางการใช้ Tech และ Data เพื่อขับเคลื่อน หรือแม้แต่เพิ่มหน่วย Business Unit ใหม่ๆ ด้าน Tech และ Data โดยเฉพาะขึ้นมา หนึ่งในองค์กรที่เราเห็นและติดตามความสำเร็จมาตลอดจนมองว่าเป็นองค์กรต้นแบบที่สามารถสะท้อนการทรานส์ฟอร์มองค์กร และได้ขับเคลื่อนผ่าน Tech and Data Driven ได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการทำงานบนแนวคิดการทำการตลาด Marketing 5.0 ในปัจจุบัน ได้แก่ The 1 บริษัทด้าน Loyalty อันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งได้พลิกโฉมจากบัตรสะสมคะแนนในเครือเซ็นทรัลสู่ Tech Company ที่ตั้งเป้าเป็น Everyday Lifestyle Platform หรือ แพลตฟอร์มดิจิตอลที่มอบประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชั่นสำหรับการสะสมหรือแลกคะแนนอีกต่อไป พร้อมกับใช้รูปแบบการทำงานแบบ Cross-function และ Squad ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของคนจากแต่ละทีม แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นเอกภาพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันได้ ซึ่งวันนี้เราได้โอกาสพูดคุยกับ 5 หนุ่มตัวแทนจากหลากหลายทีมของ The 1 ที่มีบทบาทและความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน แต่ต้องขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน ที่จะมาเปิดเผยถึงเบื้องหลังการใช้ Tech and Data Driven และการทำงานแบบ Cross-function อย่างไรที่ทำให้ The 1 กลายไปเป็นดิจิทัลไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดของคนไทย

 

การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย บนการทำงานที่เป็นเอกภาพ

 

 

คุณกฤษ – กฤษณะ งามสม Head of Business, The 1 เกริ่นถึงการทำงานที่ The 1 หลังการทรานสฟอร์มองค์กรเป็น Digital Lifestyle Platform อย่างเต็มตัวว่า มีทั้งที่เป็นการทำงานแบบ COE หรือ Center of Excellence ซึ่งเป็นทีมแยกของแต่ละฟังก์ชั่นการทำงาน เช่น Data, Technology และ Marketing กับการทำงานที่เป็นแบบ Squad ก็คือการจัดวางตัวบุคคลที่อยู่ในแต่ละฟังก์ชั่นงานมารวมตัวกันใน Squad เดียวกัน เพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายของ Project นั้นๆ ซึ่งตัวคุณกฤษเองจะดูแลงานในส่วน Business คือ การหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และ Business Development เพื่อนำ Technology และ Data มาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการสำหรับธุรกิจ รวมไปถึงสร้างร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ทั้งในเครือ และนอกเครือเซ็นทรัล ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในระดับ B2B และ B2C

ยอมรับว่าในช่วงของการ Work from home มีอุปสรรคอยู่บ้างในการทำงานเพราะต้องประสานงานทั้งคนในทีมและต่างทีม ดังนั้น ทางแก้ไขที่ได้ผลคือต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น พร้อมทั้งปรับรูปแบบการทำงานให้มีทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้สามารถเปิดใจแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกันได้ ทั้งนี้ การทำงานในรูปแบบ Cross-functional team เป็นการทำงานที่ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพที่ดีและรวดเร็วมากขึ้น เพราะเป็นการวมตัวของคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา แม้จะ Diversity แต่ก็สามารถทำงานกันได้อย่างเป็น Unity เพราะทุกคนต่างรู้จักหน้าที่ที่ชัดเจนของตัวเอง

 

การร่วมเป็นทีมเดียวกับพาร์ทเนอร์ เพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปด้วยกัน

นอกเหนือจากการทำงานผสานระหว่างทีมแล้ว อีกสิ่งที่ทีม The 1 ได้รับคำชื่นชมคือ การทำงานกันในฐานะพาร์ทเนอร์เป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ร่วมกับ The 1 ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Technology Platform และ Data ในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ รวมไปถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วย

คุณกฤษ เล่าถึงงานในส่วนนี้ว่า จากความสำเร็จของ The 1 ในการเป็นเครื่องมือสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจในเครือเซ็นทรัล และการสร้าง Customer Experience ที่ดีให้กับลูกค้า The 1 ได้ใช้ทั้ง Knowhow และทรัพยากรต่างๆ ที่มี เพื่อร่วมทำงานเป็นทีมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งสร้างประโยชน์แบบ win-win ให้เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการใช้ CRM และการสร้าง Loyalty ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งบน Online และ Offline รวมไปถึงทำได้ในหลากหลายประเภทของธุรกิจ ที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ ที่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นธุรกิจรีเทล ซึ่งช่วยประหยัดทั้งต้นทุนและเวลาให้กับพาร์ทเนอร์ การช่วยผลักดันยอดขาย และสร้าง Engagement ต่างๆ ให้กับร้านค้า รวมไปถึงการที่สร้าง  Data และ Customer Insight ร่วมกัน จนทำให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน มากไปกว่านั้นคือการที่เราช่วยเพิ่ม Customer Lifetime Value (CLV) ได้จากการ Engage ลูกค้าได้ถูกกลุ่ม ถูกเรื่อง ถูกสถานที่ และ ถูกเวลา ทำให้ ธุรกิจของ Partner มียอดขายที่เติบโตอย่างยั่งยืน

“ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำว่า The 1 เราไม่ได้ทำเพื่อการค้าขายอย่างเดียว แต่ทำเพื่อให้เกิดความสำเร็จร่วมกันของทุกฝ่าย แบรนด์โต เซ็นทรัลก็โต จากการสร้างและใช้  Loyalty Ecosystem ร่วมกัน ซึ่งในที่สุดผลประโยชน์และข้อดีต่างๆ ก็จะตกอยู่ที่ผู้บริโภคหรือลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการซึ่งจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการช้อปปิ้งนั่นเอง”

 

การทำงานแบบ Cross-functional ต้อง ‘เชื่อใจ-เข้าใจ’

 

 

คุณจิม – จุมพฎ อิงค์รัตนกุล Product Principle, The 1 รับผิดชอบเรื่องงานการสร้าง Product Feature คอนเทนต์และคอมมูนิตี้ของแอป The 1 ที่สำคัญยังทำงานเป็น Product Owner และเป็นหนึ่งในสมาชิกของ App Squad ดังนั้น จึงสามารถสะท้อนข้อดีของการทำงานแบบ Cross-functional ออกมาให้เห็นได้ชัดเจนว่า อย่างแรก ช่วยให้โฟกัสกับเป้าหมายได้ดีขึ้น Objective Orientation โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรดักส์ของเราคือเทคโนโลยี ดังนั้น ‘ความเร็วสปีด’ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการทำงานแบบสคอวดตอบโจทย์อย่างมาก ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เห็นผลเร็ว ตัดสินใจใจเร็ว ไม่ต้องรอหลายปาร์ตี้กว่าจะได้คำตอบ อย่างที่สอง ความร่วมมือในแบบ Agile ที่จะต้องมาพร้อมกับความยืดหยุ่นในการทำงาน เมื่อสควอดเกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ดังนั้นจึงสามารถตัดปัญหาเรื่องลำดับขั้น Hierarchy ออกไปได้ ซึ่งก่อให้เกิดการผนึกกำลังร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวแล้วมูฟไปพร้อมกัน และสุดท้ายคือ ก่อให้เกิดการพัฒนา Continuous Improvement เมื่อผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมารวมเป็นทีม ทำให้แต่ละคนสามารถพัฒนาตัวเองในด้านที่ไม่มีความรู้ หรือด้านที่ไม่ถนัดได้ และจะเกิดการต่อยอดองค์ความรู้นี้ไปอย่างไม่หยุดด้วย

“สำหรับผมคำว่า Teamwork มันคือ Trust และ Empathy คือเราต้องไว้ใจซึ่งกันและกันและเข้าใจซึ่งกันและกัน พร้อมกับทำงานบนหน้าที่ความรับผิดชอบตามที่เรามี และสุดท้ายเลยคือต้อง Happy ด้วย คือมันต้องสร้างให้เกิดวัฒนธรรมในการทำงานที่ดีร่วมกัน ทุกคนต้องรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่ทำร่วมกันเพราะมันจะส่งเสริมให้เกิด Openness การเปิดกว้าง ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอไอเดียได้หมด เพราะเราไม่รู้หรอกว่าไอเดียที่ดีที่สุดมันจะมาเมื่อไหร่ดังนั้น ถ้าทุกคนไม่ได้รู้สึกว่า Happy กับสิ่งที่ทำ ผมว่าสุดท้ายแล้วบริษัทก็จะเสียโอกาสตรงนั้นไป” 

แต่มากไปกว่าการสร้างประสิทธิภาพของทีม The 1 ยังนำมาช่วยพัฒนาขีดความสามารถของแอป ด้วย คุณจิม ระบุว่า ในอดีตที่เราทำงานแบบไซโลคือแยกไปแต่ละแผนก ทำให้เราไม่อาจเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้งหมด แต่เมื่อเราปรับเป็นแบบ Cross-functional ทำให้เราสามารถเข้าใจลูกค้าได้แบบลึกซึ้งมากขึ้นตั้งแต่อัปสตรีมยันดาวน์สตรีม โดยทุกคนมุ่งเอาลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ (Customer Centric) ในการพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่หน้า Home แอป The 1 ตลอดปีที่ผ่านมาเรามีการพัฒนา Architecture ของแอปพลิเคชั่นเพื่อทำให้หน้า Home ซึ่งเป็น touchpoint หลักกับลูกค้า สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลให้ไดนามิค ตรงนี้มันก็จะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นภาพว่า เราทำงานบนพื้นฐานของ Data Driven เมื่อดาต้าบอกว่าลูกค้าใช้งานอะไรและชอบอะไร Application ก็สามารถปรับหน้าจอเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันที รวมถึงในแง่ของการทำ offeringต่างๆ ที่มีความ Personalized มากขึ้น สามารถนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงใจให้กับเขาได้

 

Data หัวใจสำคัญขององค์กร ช่วยให้เข้าใจลูกค้าอย่างรอบด้าน

 

 

คุณทอย ปกรณ์เทพ รัตนวงศ์พิทักษ์ Data Science Specialist, The 1 ด้วยความที่เป็นทีม Data จึงต้องเป็นชุดที่เข้าไปอยู่ในทุกๆ ทีมสคอวดของ The 1 เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและสร้างสรรค์โปรดักส์และบริการรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ในการทำงานแบบ Cross-functional จึงทำให้คุณทอยพบข้อดีของการทำงานในรูปแบบนี้ว่า ทำให้การทำงานของ Data มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้น เดิมเวลามีทีมขอข้อมูลเราก็ทำให้แต่เราไม่ได้เข้าใจว่าข้อมูลชุดนี้นำไปใช้เพื่ออะไร แต่เมื่อทำงานแบบสคอวดเราจะเข้าใจขึ้นว่า requirement นี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรและจะไปสร้างทำให้เกิดอะไรได้บ้าง

“สำหรับในฝั่ง Data มันคือ Baseline ของทุกๆ ทีม ดังนั้น การจับวิเคราะห์ข้อมูล การใช้  SVOC (Single View of Customer) จะทำให้มองลูกค้าได้รอบด้าน ครบทั้ง 360 องศา เมื่อทีม Data ได้มีโอกาสร่วมทำงานกับคนอื่นๆ เป็นทีมสควอดเดียวกันก็จะเข้าใจความหมายของการใช้งาน Data ที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม แล้วยังทำให้การเก็บข้อมูลเร็วและง่ายขึ้นอีกด้วย”

คุณทอย ยังเล่าถึงการทำงานแบบ Data Driven ของ The 1 ในมุมการสร้างสรรค์ฟีเจอร์ตอบโจทย์โดนใจไลฟ์สไตล์ลูกค้าว่า ทำให้สามารถนำไปพัฒนาสร้างเป็นประสบการณ์การใช้งานและประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดได้ เพราะเรามี Data จำนวนมหาศาล ทั้งจากในเครือเซ็นทรัลและจากพาร์ทเนอร์ แล้วนำมาวิเคราะห์จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า SVOC ดังที่กล่าวไป สิ่งนี้จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้นว่ามีไลฟ์สไตล์แบบไหน เมื่อทราบแล้วจะทำให้ทีมต่างๆ นำไปใช้ต่อยอดได้ อาทิ ไปสร้างเป็นคอนเทนต์ ไปสร้างโปรโมชั่น หรือแม้แต่ไปสร้างเป็น The 1 Mission เกมสนุกๆ ที่ให้ลูกค้าได้เก็บคะแนนสะสมไปเรื่อยๆ เป็นต้น แต่มากไปกว่านั้นคือ เรายังสามารถจัดแบ่งแคมเปญ โปรโมชั่น สิทธิพิเศษ ที่มีความ Personalized ให้กับลูกค้าได้แบบเฉพาะ หมายความว่า แต่ละคนที่ใช้แอป The 1 จะได้รับ offer และหน้าตาแอป ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเกิดจากการที่เรานำ Data ของเขาไปวิเคราะห์นั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ลูกค้าได้จึงตรงใจตรงกับความต้องการของเขามากที่สุด แต่แม้ Data จะมีความสำคัญต่อการพัฒาแอป และช่วยการทำงานในหลายๆ ฟังก์ชั่น สิ่งที่คุณทอย ย้ำด้วยก็คือว่า เราไม่ควรที่จะลืมใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปด้วย

สุดท้ายด้วยหน้าที่ของการเป็นทีม Data ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์ซัพพอร์ตให้กับทุกๆ ทีม คุณทอย จึงกลั่นความคิดนิยามคำว่า Teamwork ว่า มันคือการ Collaboration ของทุกคน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญร่วมกัน เพราะฉะนั้นแล้วทุกๆ ความคิดเห็นของทุกคนจึงสำคัญเท่ากันหมด แม้ไอเดียที่เสนอมันอาจจะไม่สมบูรณ์แต่มันอาจจะเป็นพื้นฐานให้นำไปใช้หรือพัฒนาต่อได้ ดังนั้นแล้วการที่ทุกคนจับมือกัน มันสร้างให้เกิดพลังความสามัคคีในแบบที่ The 1 เป็น แล้วสร้างสรรค์ออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อบริษัท เพื่อพาร์ทเนอร์ และเพื่อลูกค้าของเราทุกคน

 

Tech และ Data ช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่นำไปสู่การปิดการขายได้

 

 

คุณเอก ศุภณัฏฐ์ โรจน์สุขถาวร Head of Content Partnership, The 1 ทีมที่คุณเอกดูแลอยู่นั้นรับผิดชอบในเรื่องคอนเทนต์ต่างๆ ในแอปพลิเคชั่น The 1 ตั้งแต่คอนเทนต์ของ Publisher และนักเขียน รวมไปถึงการนำเอา Data มาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์เพื่อการตลาดของ The 1 Today ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ และเป็นฟีเจอร์ไฮไลท์ที่จะช่วยเปลี่ยนโฉม The 1 จากแอปสะสม-แลกคะแนน เป็นแอปที่ลูกค้าสามารถเข้าใช้ได้ทุกวัน ตามคอนเซ็ปต์ Your Everyday Lifestyle Platform ซึ่งตัวอย่างคอนเทนต์ที่ทีม The 1 Today หยิบเอา Data มาทำ อาทิ Top 5 สินค้าขายดีประจำเดือน หรือ 10 อันดับเซรั่มขายดี คือทำเป็นคอนเทนต์กึ่งแนวรีวิวและแนะนำไกด์คนอ่าน แนวกิฟท์ไกด์ตามเทศกาล เช่น วันแม่ หรือเทศกาลต่าง ๆ หรือคอนเทนต์ตามกระแสฤดูกาลเช่นช่วงหน้าฝน สินค้าแนวเครื่องอบผ้าขายดี ก็หยิบเอามาสร้างเป็นคอนเทนต์ได้ ที่สำคัญคือ ผลของการนำเอา Data และ Insight มาใช้งาน ทำให้การทำคอนเทนต์ประสบความสำเร็จสามารถส่งผลไปสร้างยอดขายได้ด้วย

“เมื่อเราโพสต์คอนเทนต์ลงไปแล้ว มีการทำลิงก์หรือปุ่ม CTA (Call to Action) เพื่อทดสอบเนื้อหานี้จะช่วยพาคนไปซื้อสินค้าได้จริงหรือไม่ ผลปรากฏว่าก็มีคนกดไปซื้อสินค้าจริงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการจัดโปรโมชั่น on top ใดๆ”

ดังนั้น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์คอนเทนต์ร่วมกับ Tech และ Data ทำให้ในปีหน้าจะมีการผลักดันรูปแบบคอนเทนต์ที่ให้คนอ่านสามารถไปจบที่การซื้อได้ อาทิ การทำ Personalized Content คือการแนะนำคอนเทนต์โดยอิงจาก data ที่ได้จากพฤติกรรมในการช้อปปิ้งของคนๆ นั้น ดังนั้น ผู้ใช้งานแต่ละคนที่จะได้รับคอนเทนต์แนะนำสินค้าหรือบริการที่ตรงกับพฤติกรรมของคนนั้นจริง ที่มากไปกว่านั้นถ้าอ่านคอนเทนต์แล้วก็อาจจะมีการแลกพ้อยท์แลกคะแนนสะสมได้เป็น Mechanic สนุกๆ ที่ทำให้สมาชิกได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อีกหนึ่งฟีเจอร์ไฮไลท์ในปีหน้า Brand and Mall เกิดจาก pain point ที่ว่าคนมาเดินห้างแล้วมักจะหาร้านไม่เจอ เราก็จะทำ Directory ร้านค้าต่างๆ ให้ รวมไปถึงการแนะนำโปรโมชั่นส่วนลด ของแต่ละร้านค้า แล้วยังสามารถเก็บคูปองภายในแอป ได้ด้วยก่อนที่คุณจะไปถึงร้านเสียอีก เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ แอปพลิเคชั่น The 1  ที่จะเกิดในอนาคต โดยเป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างทีม Tech ทีม Data และทีม Content เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการช้อปปิ้ง ให้กับลูกค้า The 1

“สำหรับผมแล้วคำว่า Teamwork โดยเฉพาะการที่ต้องทำงานแบบ Cross-functional สำคัญที่สุดคือต้องมี Responsibility ทุกคนต้องรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และอีกอย่างคือต้องมี Passion ที่อยากบรรลุเป้าหมายที่ตรงกัน ซึ่งถ้าทุกคนมีสองอย่างนี้ มันก็จะเป็นเรื่องง่ายในการไปสู่เป้าหมายร่วมกัน แต่ทั้ง Responsibility และ Passion ก็ต้องไม่ลืมที่จะเคารพซึ่งกันและกันในเวลาทำงานด้วย แม้จะมีสิ่งที่ต้องขัดแย้งกันบ้างหรือสิ่งที่ต้องถกเถียงกันบ้าง ก็ขอให้เป็นเรื่องงานและจบในประชุมนั้นๆ เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็ทำเพื่อทีม ทำเพื่อบริษัท ถ้าทุกคนมี Mindset แบบนี้ เชื่อว่าเราทุกคนจะเดินไปสู่จุดหมายได้ไวและเร็วขึ้นอย่างแน่นอน”

 

Creativity เพิ่มความ Sexy ให้ดาต้า ตอบโจทย์การทำงานแบบ Marketing 5.0

 

 

คุณกร กุลชาต ศรีสุชาต Creative Director, The 1 เป็นทีมที่ช่วยใส่ไอเดีย ใส่ความมีชีวิตชีวา ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในมุมต่างๆ รับผิดชอบทั้งการดูแลงานของแบรนด์ The 1 เอง รวมไปถึง Business Unit และพาร์ทเนอร์ของ The 1 ด้วย ดังนั้นหากจะบอกว่าการขับเคลื่อนของ The 1 คือการนำเอา Technology และ Data มาใช้งาน ทีมของคุณกร ก็มีหน้าที่ในการจับใส่ไอเดียความครีเอทีฟให้งานดูสนุกขึ้นง่ายขึ้น และที่สำคัญคือทำให้มีความเป็นมนุษย์ด้วย (Human Centric) จึงตรงกับหลักคิดของการทำมาร์เก็ตติ้งยุคใหม่ Marketing 5.0 นั่นเอง

“เราต้องใส่อีโมชั่นนัลลงไป เพื่อทำให้งานมันดู Sexy ขึ้น ความหมายการทำงานในแบบคุณกร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน คุณกรยกตัวอย่างโปรเจ็คต์หนึ่งว่า พบดาต้าว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการ FamilyMart มักจะไม่แจ้งเบอร์สมาชิก The 1 ดังนั้น แทนที่จะชวนลูกค้าแบบปกติในการแจ้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการบอกเบอร์สมาชิก เราก็ใส่ความครีเอทีฟลงไปด้วยการทำออกมาเป็นเพลงเปิดวนลูปในร้าน เป็นเพลงฟังสบายๆ น่ารัก ที่พอลูกค้าฟังแล้วก็จะไม่ลืมที่จะแจ้งเบอร์สมาชิก

“ผมมองว่ามุมมองของการใส่ความเป็นมนุษย์ มันเป็น trigger หนึ่งที่จะดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการเราได้ เราไม่ต้องเน้นขายของหรือพูดเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิต ไม่เช่นนั้นช้อปปิ้งครั้งเดียว ใช้บริการหนเดียวแล้ววืดหายไปเลย ลูกค้าไม่กลับมา แต่เราต้องหาวิธีในการใส่ Creativity ลงไปเพื่อสร้างความน่าสนใจให้เกิดขึ้น” 

สำหรับการทำงานแบบ Cross-functional สร้างทีมสควอดตามโปรเจ็คต์งาน คุณกรเล่าว่า ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นมาก จากเดิมที่การทำงานค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่พอทำเป็นสควอดแล้วทำให้คนที่อยู่ในสควอดมี ownership ซึ่งครีเอทีฟอย่างคุณกรที่ต้องซัพพอร์ตการทำงานของทุกสควอด สามารถรู้เส้นทางของการทำงานได้ชัดเจนขึ้น รู้ว่าใครคือ key person จะต้องตามงานที่ใคร หรือปรึกษางานในส่วนนี้จากใครบ้าง ดังนั้น การทำงานรูปแบบ Cross-functional ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นงานเสร็จเร็ว เพราะสามารถไดเร็คกับผู้รับผิดชอบโดยตรงได้เลย ยกตัวอย่างการทำงานแบบเดิมใช้เวลาในการปรับแต่งแก้งานถึง 3 วันปัจจุบันหลังจากปรับจูนการทำงานเข้าหากันได้ลงตัวแล้ว สามารถย่นเวลาทำงานเหลือแค่ 15 นาทีเท่านั้น แล้วผลงานก็ออกมาดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

เคล็ดลับในการทำงานแบบทีมที่คุณกรแบ่งปันให้เราทราบก็คือ การปรับ Mindset และการจูน Attitudeเข้าหากันระหว่างทีม เป็นเรื่องสำคัญ “การทำงานก็เหมือนมนุษย์ คือมีทั้งหัวใจ สมอง แขน ขา ถ้าขาดอะไรไปมันก็ไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้ ดังนั้น ทุกๆ คนสำคัญเท่ากันหมด เมื่อมี Mindset และ Attitude ที่ดีการไปสู่เป้าหมายก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

 

 

สมแล้วกับที่เรายกให้ The 1 เป็นต้นแบบขององค์กร Tech Company ที่โดดเด่น และเป็นโมเดลให้กับหลายๆ องค์กรที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบ squad and agile ซึ่งจะทำให้การเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่  ที่สำคัญตอบก้าวไปเป็นอันดับ 1 ของไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มในใจคนไทยทุกคน.


  • 3K
  •  
  •  
  •  
  •