‘จำยาก แล้วยังขี้ลืมอีก?’ ชวนดู 3 เทคนิค ปรับวิธีอ่านให้ ‘จำง่าย-จำได้นาน’ ตั้งแต่ก่อนเริ่มอ่าน ไปจนถึงการกลับมาทบทวน


อ่านแล้วลืมทำอย่างไร? รู้จัก 3 เทคนิคช่วยให้สมองจดจำสิ่งที่อ่านได้นานขึ้น

เคยเป็นกันไหม? พึ่งอ่านหนังสือจบ อ่านรายงาน หรือจดสรุปมา แล้วรู้สึกว่าจำได้แล้ว แต่ผ่านไปแปปเดียวกลับลืม และนึกไม่ออกพอถึงเวลาต้องใช้จริงๆ จนต้องเปิดอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น


Key Takeaway

  • อ่านซ้ำจนคุ้นเคย อาจยังจำไม่ได้จริง: Recognition คือการจำได้เมื่อเห็นข้อมูลอีกครั้ง ส่วน Recall คือการนึกข้อมูลที่เคยเรียนรู้ขึ้นมาเอง
  • Prequestioning: ตั้งคำถาม 1–2 ข้อก่อนอ่าน เพื่อกำหนดสิ่งที่อยากรู้และช่วยให้จดจำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำถามได้ดีขึ้น
  • Active Recall: หลังอ่านจบ ลองปิดหนังสือแล้วเล่าสิ่งที่จำได้ด้วยตัวเอง ก่อนกลับไปตรวจสอบและทบทวนส่วนที่ยังจำไม่ได้
  • Spaced Repetition: กลับมาทบทวนโดยเว้นระยะ เช่น วันถัดไป อีก 3 วัน และอีก 1 สัปดาห์ โดยปรับช่วงเวลาให้เหมาะกับเนื้อหาและเป้าหมายการจดจำ

ตั้งแต่เด็กๆ เรามักคิดว่า ถ้าอยากจำได้ ต้องอ่านซ้ำหลายรอบให้ได้มากที่สุด แต่อาจไม่ถูกเสมอไป วันนี้จึงอยากชวนมาดู 3 เทคนิคปรับวิธีอ่านใหม่ ที่จะช่วยให้เราจำได้ง่าย และจำได้นานขึ้น แบบลองทำตามได้ง่าย 

 

สมองของเราจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร? แล้วทำไมเราถึงลืม แม้จะอ่านซ้ำหลายรอบ?

 

เวลาที่เราเรียนรู้เรื่องใหม่ สมองจะเริ่มจากการรับ และทำความเข้าใจข้อมูลที่เข้ามา โดยเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราเคยเรียนรู้แล้ว หรือประสบการณ์เดิมก่อน จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้เป็น ‘ความทรงจำ’ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เราจะเรียกออกมาใช้ภายหลังได้

การรับข้อมูลเข้าสมองซ้ำๆ ย้ำๆ จะช่วยให้สมองรู้สึก ‘คุ้น’ กับเนื้อหามากขึ้น จนบางครั้งเราเข้าใจว่าเรา ‘จำ’ ได้แล้ว แต่พอลองปิดหนังสือ กลับนึกออก และเล่าออกมาได้บางส่วน ตรงนี้คือความแตกต่างระหว่าง Recognition และ Recall 

– Recognition คือความคุ้นเคย เช่น จำได้ว่าเคยอ่านเนื้อหาตรงหน้าไปแล้ว
– Recall คือการเรียกเนื้อหาขึ้นมาจากความจำล้วนๆ โดยไม่มีอะไรตรงหน้า

ทำให้เห็นว่า การอ่านซ้ำช่วยให้เราคุ้นเคยกับข้อมูลมากขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะนึกข้อมูลนั้นออกเมื่อต้องการ

มีการทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่อ่านเนื้อหาย้ำๆ กับกลุ่มที่ฝึกนึกสิ่งที่อ่านไปแล้ว ผลลัพธ์หลังจากผ่านไป 5 นาที พบว่า กลุ่มที่อ่านเนื้อหาซ้ำหลายรอบ จำเนื้อหาได้ดีกว่า แต่เมื่อทดสอบอีกครั้งหลังผ่านไป 2 วัน และ 1 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ฝึกจดจำ และฝึกการ Recall จดจำเนื้อหาได้ดีกว่า 

ผลการศึกษานี้จึงชวนให้เห็นว่า หากอยากจำสิ่งที่อ่านได้นานขึ้น การเปลี่ยนวิธีอ่านและทบทวนก็อาจช่วยได้ แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง? ลองมาดู 3 วิธีง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้ทันที

 

1. ก่อนอ่าน ลองตั้งคำถามว่าอยากรู้อะไรจากเรื่องนี้

 

ก่อนเริ่มอ่านหนังสือหรือรายงาน ลองใช้เวลาสักนิดดูชื่อเรื่องและหัวข้อย่อย แล้วถามตัวเองว่าอยากรู้อะไรจากเรื่องนี้สัก 1–2 ข้อ เช่น หากกำลังจะอ่านรายงานพฤติกรรมผู้บริโภค อาจตั้งคำถามว่า ‘ปีนี้คนซื้อสินค้าเปลี่ยนไปอย่างไร?’ หรือ ‘ทำไมคนถึงประหยัดเงินมากขึ้น?’ 

จากนั้นค่อยเริ่มอ่านโดยมองหาคำตอบของคำถามเหล่านั้น วิธีนี้เรียกว่า Prequestioning หรือการตั้งคำถามก่อนอ่าน ซึ่งช่วยให้รู้ว่าเรากำลัง ‘อ่านเพื่อหาอะไร’ ซึ่งช่วยให้อ่านได้สนุกขึ้น เพราะได้มองหาสิ่งที่ต้องการ และช่วยให้จำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

2. อ่านจบแล้วปิดหนังสือ ลองเล่าสิ่งที่จำได้ด้วยตัวเอง

 

หลังอ่านจบหนึ่งหัวข้อ แทนที่จะรีบกลับไปอ่านซ้ำ ลองปิดหนังสือหรือหน้าจอก่อน แล้วถามตัวเองว่า “เมื่อกี้อ่านเรื่องอะไรไปบ้าง?” จากนั้นลองเล่าออกมาด้วยคำพูดของตัวเอง จะพูดออกเสียงหรือเขียนลงกระดาษก็ได้ เช่น ถ้าเพิ่งอ่านรายงานการตลาดจบ ก็ลองเล่าว่ารายงานนี้พบอะไร มีข้อมูลไหนน่าสนใจ และข้อสรุปสำคัญคืออะไร โดยพยายามนึกเองก่อนเปิดดูต้นฉบับ

วิธีนี้เรียกว่า Active Recall หรือ Retrieval Practice เป็นการฝึกให้สมองดึงข้อมูลที่เคยเรียนรู้กลับมาใช้ โดยงานทบทวนวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Educational Psychology Review ปี 2021 พบว่าการฝึกนึกข้อมูลช่วยให้จดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ หลังจากลองนึกแล้วควรเปิดกลับไปตรวจคำตอบด้วยว่าจำถูกหรือผิดตรงไหน ถ้ามีส่วนที่ลืมหรือเข้าใจคลาดเคลื่อน ค่อยกลับไปอ่านเฉพาะส่วนนั้น แล้วลองเล่าใหม่อีกครั้ง

 

3. อยากจำได้นาน ต้องกลับมาทบทวนโดยเว้นระยะ

 

เคยไหม? ก่อนสอบหรือก่อนนำเสนองาน ต้องรีบอ่านข้อมูลทั้งหมดภายในคืนเดียว ตอนนั้นก็รู้สึกว่าจำได้ดี แต่พอผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์กลับลืมไปเกือบหมด 

หากมีข้อมูลที่อยากจำไปใช้ในระยะยาว ลองเปลี่ยนจากการอ่านรวดเดียวหลายรอบ มาเป็นการกลับมาทบทวนในวันอื่นด้วย วิธีนี้เรียกว่า Spaced Repetition หรือการทบทวนแบบเว้นระยะ เช่น หลังอ่านจบแล้ว ลองกลับมาทบทวนในภายหลัง โดยเริ่มจากนึกสิ่งที่จำได้ด้วยตัวเองก่อน หากส่วนไหนลืมไปแล้ว ก็ค่อยกลับไปอ่านเฉพาะจุดนั้น

โดยระยะเวลาที่เหมาะสม คือ 1 วัน 3 วัน และ 1 สัปดาห์ก่อนกลับมาทบทวนอีกครั้ง ก็จะช่วยให้เราจดจำ และ Recall เนื้อหานั้นได้มากขึ้นเมื่อต้องใช้

ทั้ง 3 วิธีสามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ง่าย ๆ ตั้งแต่การตั้งคำถามก่อนอ่าน ปิดหนังสือแล้วลองเล่าสิ่งที่จำได้ ไปจนถึงการกลับมาทบทวนในวันถัดไปหรืออีกหลายวันต่อมา แม้ความจำของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่การลองปรับวิธีอ่านและทบทวนก็อาจช่วยให้จดจำข้อมูลได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่อยากจำไว้ใช้ในการทำงานหรือชีวิตประจำวัน


FAQ

 

Q: Active Recall คืออะไร และช่วยเรื่องความจำอย่างไร?

A: Active Recall คือการฝึกนึกข้อมูลที่เคยเรียนรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง เช่น ปิดหนังสือแล้วลองอธิบายสิ่งที่อ่าน ช่วยฝึกการดึงข้อมูลจากความจำ และส่งเสริมการจดจำในระยะยาว

 

Q: Spaced Repetition ควรเว้นระยะทบทวนกี่วัน?

A: ไม่มีระยะเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน อาจเริ่มจากการทบทวนในวันถัดไป อีก 3 วัน และอีก 1 สัปดาห์ จากนั้นปรับช่วงเวลาตามความยากของเนื้อหาและระยะเวลาที่ต้องการจดจำ

 

Q: Recognition และ Recall ต่างกันอย่างไร?

A: Recognition คือการจำข้อมูลได้เมื่อเห็นหรือพบข้อมูลนั้นอีกครั้ง เช่น เห็นข้อความแล้วจำได้ว่าเคยอ่าน ส่วน Recall คือการนึกข้อมูลที่เคยเรียนรู้ขึ้นมาเอง เช่น เล่าเนื้อหาจากหนังสือโดยไม่ต้องเปิดดูต้นฉบับ