
ในอีก 15 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่กว่า 1,200 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาจะมีอายุครบ 18 ปี คนเหล่านี้ต้องการทั้งทักษะ โอกาส และงานที่ช่วยให้พวกเขาสร้างรายได้และมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของธุรกิจทั่วโลก นั่นจึงเกิดคำถามขึ้นตามมาว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานใหม่ได้เร็วเพียงพอหรือไม่
หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงคือ “Small AI” หรือ AI ที่ออกแบบมาเพื่องานเฉพาะด้าน มีต้นทุนเข้าถึงได้ และปรับให้เหมาะกับภาษา ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละพื้นที่
แนวคิดนี้ถูกหยิบมาพูดคุยในเซสชัน “Small AI: More and Better Jobs” ภายในงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ
บนเวทีคุณ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ที่อธิบายถึงเรื่อง Small AI และยังมีคุณ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ที่มองความเสี่ยงของการสร้างงานและการเตรียมทักษะให้แรงงานในโลกที่มี AI
Marketing Oops! สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีนี้ว่า Small AI จะช่วยเปลี่ยน Productivity ให้กลายเป็นธุรกิจ รายได้ และงานสำหรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร?
การสร้างงานต้องเป็นเป้าหมายหลัก
คุณ Ajay เริ่มต้นจากตัวเลขคนรุ่นใหม่ 1,200 ล้านคนที่จะมีอายุครบ 18 ปีในอีก 15 ปีข้างหน้า
คนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นพลังสำคัญทางประชากรศาสตร์ หากระหว่างที่เติบโต พวกเขาเข้าถึงอากาศสะอาด น้ำสะอาด ระบบสุขภาพ การศึกษา และการพัฒนาทักษะ
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน พวกเขายังต้องการโอกาสในการสร้างรายได้และเป็นส่วนหนึ่งที่สร้าง Productivity ให้กับสังคม
ในมุมของคุณ Ajay คำว่า “งาน” จึงครอบคลุมทั้งการทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดเล็ก และการเป็นผู้ประกอบการ หัวใจสำคัญคือรายได้ ความหวัง และศักดิ์ศรีจากการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ
การลงทุนในโรงเรียน ถนน ศูนย์พัฒนาทักษะ และคลินิก จึงต้องเชื่อมโยงไปถึงการสร้างงานด้วย
ดังนั้นสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเตรียมให้พร้อม ได้แก่
- โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและดิจิทัล
- ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะ
- ธรรมาภิบาลและนโยบายที่เหมาะสม
- กลไกลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน
คุณ Ajay ระบุว่า ภาครัฐมีบทบาทสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้สร้างงานประมาณ 75–85% ในแต่ละประเทศ
Small AI คือเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ
ประธานกลุ่มธนาคารโลกบอกด้วยว่าสำหรับตลาดเกิดใหม่ โอกาสสำคัญของ AI อยู่ที่การสร้างแอปพลิเคชันเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยให้โรงเรียน ครู ระบบสาธารณสุข และเกษตรกรรายย่อยทำงานได้ดีขึ้น
Small AI ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานราคาแพงเสมอไป ระบบสามารถออกแบบให้ทำงานบนสมาร์ตโฟนที่มีการเชื่อมต่อจำกัด ใช้ภาษาถิ่น และตอบโจทย์แต่ละชุมชนได้
เมื่อคนทำงานมี Productivity สูงขึ้น พวกเขาสามารถให้บริการคนจำนวนมากขึ้น ลดต้นทุน และช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้
นี่คือเหตุผลที่ธนาคารโลกมอง Small AI ในฐานะเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพสำหรับตลาดเกิดใหม่
เศรษฐกิจโตอาจยังสร้างงานได้ไม่เพียงพอ
คุณ Tharman พูดถึงความเสี่ยงเรื่องงานได้น่าสนใจโดยเตือนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังมีความสำคัญต่อการสร้างงานที่ดี แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
จีน อินเดีย และหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีการเติบโตในระดับที่ดี ขณะที่การสร้างงานค่อนข้างอ่อนแอ
AI อาจทำให้ช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างงานกว้างขึ้น หากภาครัฐและภาคธุรกิจรอให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเอง
ดังนั้นแต่ละประเทศควรเร่งใช้ AI เพื่อสร้างงานที่มนุษย์ทำได้ดี และเปิดทางให้คนทำงานเติบโตในสายอาชีพต่อไปได้
ตลาดแรงงานรูปตัว K คือความเสี่ยงที่ต้องระวัง
อีกความเสี่ยงที่คุณ Tharman พูดถึงก็คือตลาดแรงงานรูปตัว K มีตัวอย่างจากการมาของระบบ Automation ระลอกก่อนหน้านี้ ส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับล่างในภาคการผลิต คนจำนวนหนึ่งย้ายเข้าสู่งานบริการและ Gig Economy
การเปลี่ยนแปลงจาก AI รอบนี้อาจกระทบแรงงานระดับกลางในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สะสมทักษะและประสบการณ์มาตลอดชีวิตการทำงาน
ผลลัพธ์ที่ต้องระวังคือเศรษฐกิจและตลาดแรงงานรูปตัว K คนที่มีทักษะและเข้าถึงเทคโนโลยีสามารถเติบโตต่อไป ขณะที่แรงงานอีกกลุ่มสูญเสียโอกาสและหลุดออกจากเส้นทางอาชีพ
โอกาสสร้างงานใหม่อยู่ที่ไหน
แม้จะมีความเสี่ยง แต่คุณ Tharman ยังมองเห็นโอกาสสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างน้อย 4 พื้นที่นั่นก็คือ
1. ภาคการผลิต
แรงงานในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนายังมีต้นทุนแข่งขันได้ การดึงดูดการลงทุน การเตรียมพื้นที่ และการปรับกฎระเบียบแรงงานจะช่วยให้คนเข้าสู่งานและเติบโตในสายอาชีพได้
2. พลังงานหมุนเวียน
พลังงานสะอาดช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ AI โดย คุณ Tharman ระบุว่า เงินลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ในพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานได้ประมาณ 3 เท่าของการลงทุนจำนวนเดียวกันในพลังงานฟอสซิล
3. Healthcare
ประเทศกำลังพัฒนายังขาดแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนมาก โดยมีจำนวนพยาบาลต่อประชากรอยู่ที่ประมาณหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสิบของประเทศพัฒนาแล้ว โดย AI สามารถช่วยบุคลากรเหล่านี้ตรวจคัดกรอง ให้คำแนะนำ และดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น โดยบุคลากรทางการแพทย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจ
4. ธุรกิจแบบ One-person Company
ก็คือ AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นลูกจ้างกับผู้ประกอบการเลือนลง ธุรกิจที่เริ่มจากคนคนเดียวสามารถใช้ AI เข้าถึงเทคโนโลยี บริการ และตลาดได้ด้วยต้นทุนต่ำ ก่อนขยายตัวและเพิ่มคนเข้ามาในทีม
5. อุตสาหกรรมที่ Small AI ช่วยสร้างงานได้
คุณ Ajay ยกตัวอย่าง 5 ภาคส่วนที่มีศักยภาพสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นการสร้างงานที่สอดคล้องกับบริบทในท้องถิ่นนั่นก็คือ
- โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน สนามบิน ไฟฟ้า น้ำ ระบบดิจิทัล การศึกษา และทักษะ
- เกษตรกรรมสำหรับเกษตรกรรายย่อย
- ระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ
- การท่องเที่ยว
- การผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างงานภายในประเทศ
คุณ Ajay ยกตัวอย่างคลินิกแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้โทรศัพท์ 3G ถ่ายภาพอาการของผู้ป่วย แล้วส่งให้แพทย์หรือ Small AI ช่วยประเมินเบื้องต้น
หากเป็นอาการทั่วไป เจ้าหน้าที่อาจได้รับคำแนะนำในการรักษา หากมีความเสี่ยง ระบบสามารถช่วยส่งต่อผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางได้
อีกตัวอย่างคือเกษตรกรรายย่อยในอินเดีย ซึ่งสามารถถ่ายภาพใบพืชที่มีปัญหาด้วยโทรศัพท์ แล้วใช้ Small AI ช่วยตรวจหาโรคและเลือกวิธีจัดการได้
แพลตฟอร์มเดียวกันยังช่วยเชื่อมเกษตรกรกับปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ประกันภัย สินเชื่อ สหกรณ์ และตลาดรับซื้อผลผลิตได้
Ajay มองว่า Small AI มีโอกาสช่วยเพิ่ม Productivity และสร้างงานในประเทศรายได้ปานกลางและประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างได้อีกมาก
การปรับทักษะต้องเกิดขึ้นระหว่างที่คนยังมีงาน
คุณ Tharman อธิบายว่า AI จะเปลี่ยนงานทีละหน้าที่หรือทีละ Task การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ทำให้คนทำงานยังมีเวลาปรับตัว
องค์กรจึงควรเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่ระหว่างทำงาน ต่อยอดจากความรู้เดิม และปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยี
อีกปัญหาที่ต้องเร่งรับมือคืองานระดับเริ่มต้น เพราะความต้องการรับคนเพิ่งจบในบางอุตสาหกรรมเริ่มลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สัมผัสกับ AI มากที่สุด
หากคนรุ่นใหม่พลาดงานแรก พวกเขาอาจเสียทั้งเวลาในการสะสมทักษะ ประสบการณ์ และความเชื่อมั่นต่ออนาคต
คุณ Tharman เสนอให้ภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชน สร้างแรงจูงใจให้องค์กรรับคนจบใหม่ และเปิดเส้นทางให้พวกเขาเข้าสู่ขั้นแรกของสายอาชีพ
ระบบมหาวิทยาลัยก็ควรปรับจากการเรียนเชิงวิชาการเพียงด้านเดียว ไปสู่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การฝึกงาน และการใช้เวลาทำงานในองค์กรจริงมากขึ้น
อนาคตของงานยังมีความไม่แน่นอน ระบบการศึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่น บางอาชีพต้องการความเชี่ยวชาญเชิงลึก ขณะที่บางอาชีพต้องการความรู้หลายด้านเพื่อเชื่อม AI เข้ากับงานหลายรูปแบบ
เป้าหมายสู่อนาคตในอีก 5 ปี
เมื่อถามถึงเป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณ Ajay ตอบว่าสิ่งที่อยากเห็นคือการนำ Small AI ที่ใช้งานได้จริงไปใช้ในตลาดเกิดใหม่ให้มากที่สุด
ส่วนคุณ Tharman บอกว่าไม่ต้องการเห็นช่องว่างระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วที่กว้างขึ้น และอยากให้ใช้ AI เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ เติบโตมาใกล้กันมากขึ้น
แล้วเรื่องนี้สำคัญอย่างไรสำหรับธุรกิจและคนทำงาน
Small AI จะช่วยรองรับคนรุ่นใหม่ 1,200 ล้านคนได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับวิธีที่รัฐบาล ธุรกิจ และระบบการศึกษานำเทคโนโลยีไปใช้
หากองค์กรใช้ AI เพื่อลดต้นทุนเพียงด้านเดียว ผลลัพธ์อาจจบลงที่การลดจำนวนแรงงาน
หากนำ AI ไปเพิ่มความสามารถของคน ขยายบริการ ช่วยให้ธุรกิจรายย่อยเข้าถึงตลาดและเงินทุน รวมถึงเปิดเส้นทางให้คนเรียนรู้ทักษะใหม่ Productivity ที่เพิ่มขึ้นก็มีโอกาสเปลี่ยนเป็นรายได้ ธุรกิจ และงานใหม่ได้
สำหรับองค์กร ตัวชี้วัดสำคัญจึงควรครอบคลุมมากกว่าจำนวนเครื่องมือ AI ที่นำมาใช้ เราควรถามต่อว่า คนทำงาน ทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่ ธุรกิจเติบโตขึ้นหรือไม่ และเทคโนโลยีสร้างโอกาสให้คนกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นเพียงใด
โจทย์ของประเทศกำลังพัฒนาจึงอยู่ที่การทำให้ AI ซึ่งมีขนาดเล็กและเข้าถึงได้ สามารถสร้าง impact กับเศรษฐกิจที่ใหญ่พอสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวน 1,200 ล้านคน
ที่มา: World Bank Live – Small AI: More and Better Jobs | Annual Meetings 2026
