
จากกระแส สู่สนามของธุรกิจเชน? อ่านเกมตลาดมัตจะไทย เมื่อ CRG เปิด I’M MATCHA เริ่ม 95 บาท กับโอกาสขยายฐานคนดื่ม
ตลาดมัตจะไทยกำลังมีผู้เล่นแบรนด์ใหม่จากเครือร้านอาหารรายใหญ่ เมื่อ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG เปิดตัว ‘ I’M MATCHA ’ (แอม มัทฉะ) ที่ระบุว่าใช้มัตจะเกรดพิธีการ หรือ Ceremonial Grade จากญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น 95 บาท เตรียมเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 2 วันที่ 25 กันยายน 2569 พร้อมแผนขยายสู่ศูนย์การค้าในเมือง ในปี 2570
Key Takeaway
- CRG เปิด I’M MATCHA ราคาเริ่มต้น 95 บาท พร้อมแผนขยายสาขาในปี 2570
- LINE MAN ระบุยอดสั่งมัตจะปี 2025 มากกว่า 6.5 ล้านแก้ว โต 300% จากปีก่อน
- การเข้ามาของธุรกิจเชนอาจเพิ่มการแข่งขันทั้งด้านราคา ทำเล และความแตกต่างของสินค้า
- ตลาดกาแฟ Affordable Specialty เป็นตัวอย่างว่าคุณภาพวัตถุดิบที่มาคู่ราคาจับต้องได้ สามารถช่วยขยายฐานลูกค้าได้
เมื่อผู้ประกอบการที่มีทั้งเงินลงทุน ทีมงาน และระบบร้านเชนเข้ามาทำตลาดผ่านแบรนด์เฉพาะทาง การแข่งขันในตลาดมัตจะชงสดจะเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งในเรื่องจำนวนร้าน ฐานคนดื่ม และที่สำคัญคือเรื่อง ราคา
รู้จัก ‘I’M MATCHA’ มัตจะราคาเริ่มต้น ‘ต่ำร้อย’
I’M MATCHA เลือกใช้เฉพาะมัตจะจาก 4 แหล่งปลูกของญี่ปุ่น ได้แก่ Kagoshima, Yame, Shizuoka และ Uji โดยวางเป้าหมายให้เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าซื้อซ้ำได้บ่อย และทำการตลาดเจาะทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบมัตฉะอยู่แล้ว และกลุ่มคนที่พึ่งจะเริ่มลองไปพร้อมกัน ในราคาเริ่มต้นที่ 95 บาท
ด้านการสื่อสาร มีการสร้างภาพจำด้วย ‘น้องมัทจัง’ หรือ Matchan มาสคอตมัตจะที่แปลงร่างเป็นแมว สื่อบุคลิกสนุก เป็นมิตร และเข้าถึงง่าย โดยแบรนด์มุ่งเข้าหากลุ่ม Gen Z และวัยทำงานตอนต้น
ข้อมูลจาก LINE MAN ระบุว่า ปี 2025 มัตจะมียอดสั่งบนแพลตฟอร์มกว่า 6.5 ล้านแก้ว เติบโต 300% จากปีก่อนหน้า ทำให้เห็นว่ามัตจะมีความต้องการซื้อรองรับ และยอดซื้อในช่องทางนี้ขยายตัวมาก เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้ามาชิงส่วนแบ่งยอดขาย
CRG เปิดตัว I’M MATCHA พร้อมแผนขยายสาขาในปี 2570 สะท้อนว่า มองเห็นโอกาสนำความต้องการดื่มมัตจะมาต่อยอดเป็นธุรกิจหลายสาขา โดยนำความพร้อมทั้งด้านเงินลงทุน ทีมงาน และการตลาดเข้ามาสร้างยอดขายในตลาดนี้โดยตรง ทั้งที่เคยเป็นตลาดความชอบเฉพาะกลุ่มในอดีต
เมื่อเชนเข้ามา ร้านต้องแข่งกันที่อะไร
สำหรับ CRG มีประสบการณ์บริหารร้านอาหารในเครือกว่า 1,400 สาขา และมีทีมพัฒนาเมนู Delicious Lab อยู่แล้ว ทั้งทีมงานและระบบบริหารจึงเป็นพื้นฐานที่อาจนำมาใช้กับ I’M MATCHA ได้ ตั้งแต่การพัฒนาเมนูไปจนถึงการดูแลหลายสาขา รองรับแผนขยายไปยังกลุ่ม Urban Mall ในปี 2570
หาก I’M MATCHA ขยายร้านได้ตามแผน และยังชู Ceremonial Grade คู่กับราคาเริ่มต้น 95 บาทได้ สินค้าและราคาแบบเดียวกันก็จะเข้าไปแข่งขันกับร้านอื่นในหลายพื้นที่ ผู้บริโภคจึงมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น ส่วนร้านในทำเลเดียวกันก็จะมีคู่แข่งใหม่ที่ใช้ทั้งเรื่องชา และราคาเข้ามาดึงลูกค้า ร้านที่จับลูกค้ากลุ่มเดียวกันจึงอาจเลือกเพิ่มเมนูราคาเริ่มต้น หรือสื่อสารความต่างของตัวชา ปริมาณ และส่วนผสมให้ชัดขึ้น
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ทำให้การแข่งขันด้านราคาเข้มข้นขึ้น ส่วนจะกระทบตลาดมากแค่ไหน ยังต้องดูว่าแบรนด์เปิดเพิ่มได้กี่สาขา รักษาราคาเดิมไว้ได้นานหรือเปล่า และคนดื่มตอบรับอย่างไร
แล้วคนดื่มได้อะไร?
สิ่งที่คนดื่มน่าจะเห็นก่อน คือ ‘ตัวเลือกที่มากขึ้น’ มากกว่าการลดราคาทันที เพราะเมื่อมีผู้เล่นเข้ามาจับตลาดมัตจะมากขึ้น แต่ละร้านก็ต้องหาวิธีทำให้ตัวเองน่าเลือก ตั้งแต่ราคา แหล่งปลูกของชา รสชาติ เมนู ไปจนถึงประสบการณ์หน้าร้าน คนที่เพิ่งเริ่มดื่มจึงอาจมีเมนูราคาเข้าถึงง่ายให้ลอง ขณะที่คนที่ดื่มเป็นประจำก็มีตัวเลือกที่ละเอียดขึ้นตามงบ และรสชาติที่ชอบ
อีกด้านคือ มัตจะอาจหาซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าแบรนด์เชนขยายไปตามศูนย์การค้า และทำเลในเมืองตามแผน เพราะจากเดิมที่คนอาจต้องตามหาร้านเฉพาะทาง การมีร้านในพื้นที่ที่คนใช้ชีวิตอยู่แล้วช่วยให้เกิดการซื้อจริงได้ง่ายขึ้น และยิ่งมีแบรนด์เข้ามาแข่งขันกันมาก ร้านเดิมก็ยิ่งต้องปรับตัว พัฒนาตัวเองให้ลูกค้ายังเลือกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพชา ราคา และความแตกต่างของเมนู
ทั้งนี้ ยังมีต้นทุนวัตถุดิบเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะ Ippodo ระบุว่า แม้ผลผลิตมัตจะของญี่ปุ่นในปี 2026 เพิ่มขึ้นมาก แต่ความต้องการยังสูงจนราคาซื้อขายสูงกว่าปีก่อน และการเพิ่มกำลังผลิตด้วยแปลงชาใหม่ต้องใช้เวลาราว 5 ปีกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ การแข่งขันของร้านในช่วงต่อจากนี้ คือการทำให้ ‘ราคาที่จ่ายคุ้มขึ้น’ พอๆ กับการพยายามทำให้ราคาถูกลง
กรณีศึกษาจากตลาดกาแฟ Specialty
ตลาดกาแฟมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ผู้บริโภคยังต้องการคุณภาพ แต่ก็ให้ความสำคัญกับราคาที่ซื้อได้บ่อย โดย LINE MAN Wongnai เปิดเผยในงาน Thailand Coffee Fest 2025 ว่า กลุ่ม Affordable Specialty Coffee หรือร้าน Specialty ที่มีราคาต่อบิลต่ำกว่า 100 บาท เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โต 46% ในกรุงเทพฯ และ 19% ในต่างจังหวัด
สิ่งที่ร้านกลุ่มนี้ทำ คือยังขายจุดเด่นแบบ Specialty ทั้งเรื่องเมล็ด แหล่งที่มา และวิธีชง แต่ลดกำแพงเรื่องราคาให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น ผลคือคนที่อยากลองกาแฟดีๆ มีตัวเลือกมากขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มจากแก้วราคาสูง ขณะที่คนที่ดื่มอยู่แล้วก็มีร้านที่ซื้อซ้ำได้บ่อยกว่าเดิม
ในมุมของตลาดมัตจะ จะเห็นได้ว่า การ ‘ทำให้คนมีตัวเลือกตามงบมากขึ้น’ โดยไม่จำเป็นต้องลดเรื่องคุณภาพทิ้ง เมนูราคาเริ่มต้นอาจช่วยดึงคนที่ยังลังเลให้เข้ามาลอง ส่วนคนที่จริงจังกับมัตจะมากขึ้นก็ยังมีตัวเลือกจากแหล่งปลูก เกรด หรือรสชาติที่ต่างกัน
ตรงนี้จึงเป็นอีกเหตุผลที่ราคาเริ่มต้น 95 บาทของ I’M MATCHA น่าจับตา เพราะถ้าแบรนด์สามารถทำให้คนรู้สึกว่าได้ทั้งคุณภาพ และราคาที่ซื้อซ้ำได้ ตลาดมัตจะก็มีโอกาสขยายออกจากกลุ่มคนที่ดื่มอยู่แล้ว ไปหาคนกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น
FAQ
I’M MATCHA คือแบรนด์อะไร?
แบรนด์มัตจะของ CRG ที่ใช้มัตจะจากญี่ปุ่น วางราคาเริ่มต้น 95 บาท และเตรียมเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว
ตลาดมัตจะไทยกำลังเติบโตแค่ไหน?
ข้อมูล LINE MAN ระบุว่า ปี 2025 มียอดสั่งมัตจะบนแพลตฟอร์มมากกว่า 6.5 ล้านแก้ว เติบโต 300% จากปีก่อน
ทำไมการเข้ามาของเชนรายใหญ่จึงน่าจับตา?
เพราะเชนมีทั้งระบบบริหาร การจัดซื้อ ทีมพัฒนาเมนู และความสามารถในการขยายหลายสาขา ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันด้านราคาและการเข้าถึงผู้บริโภคเข้มข้นขึ้น
