Netflix กำไรไตรมาสเดียวแสนล้าน แต่ทำไมยังปลดพนักงาน 1,000 คน หรือ 6% ทั่วโลก?


Netflix ยักษ์ใหญ่ Streaming ระดับโลก เพิ่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ด้วยรายได้ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 1.14 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา Netflix กลับประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่ประมาณ 1,000 คน หรือคิดเป็น 6% ของพนักงานทั่วโลก นับเป็นการลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทตั้งแต่ปี 2022

ในเมื่อ Netflix ยังทำกำไรได้มหาศาล ทำไมถึงต้องลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่? และการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Streaming Marketing Oops! สรุป 6 ประเด็นสำคัญจากข่าวนี้มาให้แล้ว

1. Netflix ปลดพนักงาน 1,000 คน ทั้งที่ธุรกิจยังแข็งแกร่ง

Netflix ประกาศปรับลดพนักงานประมาณ 1,000 คน จากจำนวนพนักงานประจำทั่วโลกราว 16,000 คน ณ สิ้นปี 2025 โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในแผนก Product, Technology, Legal และ Human Resources

Greg Peters และ Ted Sarandos สอง Co-CEO ของ Netflix อธิบายผ่านบันทึกภายในถึงความจำเป็นในการจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรและบุคลากร เพื่อให้บริษัทสามารถลงทุนในส่วนที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้มากที่สุด

โดยยังยืนยันว่าธุรกิจยังแข็งแกร่ง นั่นหมายความว่า การปลดพนักงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Netflix กำลังขาดทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับอนาคตของธุรกิจ

2.  Netflix กำไรแสนล้านแต่ธุรกิจยังท้าทาย

หากดูเฉพาะผลประกอบการ Netflix ยังถือเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง

ในไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทมีรายได้ประมาณ 12,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.2 แสนล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.14 แสนล้านบาท

แต่ความท้าทายของ Netflix ไม่ได้อยู่ที่การทำกำไรในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว เพราะนักลงทุนยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการขยายธุรกิจในระยะยาว

โดยเฉพาะโมเดล Subscription ที่เป็นรายได้หลักของบริษัท ซึ่งการรักษาอัตราการเติบโตให้สูงต่อเนื่องย่อมเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้นเมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่

แม้ Netflix จะพยายามสร้างรายได้ใหม่จากโฆษณา การถ่ายทอดสด และธุรกิจเกม แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการขยายตัวให้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของบริษัท

3. YouTube กลายเป็นคู่แข่งที่แย่งเวลาคนดูจาก Netflix

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรม Streaming คือ Netflix ไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับ Disney+ หรือ Prime Video อีกต่อไปเพราะปัจจุบัน YouTube กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญที่เข้ามาแย่งเวลาของผู้ชมโดยตรง

ข้อมูลจาก Nielsen ที่วัดพฤติกรรมการรับชมทีวีในสหรัฐอเมริกาพบว่า เดือนพฤษภาคม 2026 YouTube ครองส่วนแบ่งเวลารับชมทีวีทั้งหมดถึง 13.8% ขณะที่ Netflix มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 8.0%

จะเห็นได้ว่า YouTube สามารถครองเวลาของผู้ชมได้มากกว่า Netflix อย่างเห็นได้ชัด

ที่น่าสนใจคือ YouTube ไม่จำเป็นต้องลงทุนผลิตภาพยนตร์หรือซีรีส์ทั้งหมดด้วยตัวเอง เพราะมีครีเอเตอร์จำนวนมหาศาลที่ผลิตคอนเทนต์เข้าสู่แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องขณะที่ Netflix ต้องลงทุนในคอนเทนต์เพื่อดึงดูดและรักษาสมาชิก

4. TikTok แย่งเวลาของผู้บริโภค

ลองจินตนาการว่า หลังเลิกงานเรามีเวลาว่างอยู่ 1 ชั่วโมง เราจะเลือกเปิด Netflix ดูซีรีส์สักตอน เปิด YouTube ดูคลิปที่สนใจ หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถ TikTok ที่มีวิดีโอใหม่ให้ดูได้อย่างต่อเนื่อง?

นี่คือการแข่งขันในสิ่งที่เรียกว่า Attention Economy หรือเศรษฐกิจแห่งความสนใจ

Netflix ต้องทำให้ผู้ชมอยากเลือกดูภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องหนึ่ง ขณะที่ TikTok ใช้ระบบแนะนำคอนเทนต์ที่ให้คนเห็นวิดีโอใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ตั้งใจเข้ามาดูเรื่องใดเป็นพิเศษ

ยิ่งผู้บริโภคใช้เวลากับความบันเทิงรูปแบบอื่นมากขึ้น ก็อาจหมายถึงเวลาที่เหลือสำหรับการดูคอนเทนต์บน Netflix ลดลง

5. Netflix กำลังขยายธุรกิจไปสู่ความบันเทิงรูปแบบใหม่

ท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนไป Netflix ก็พยายามสร้างโอกาสการเติบโตจากธุรกิจอื่นนอกเหนือจาก Subscription

ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจที่มีโฆษณา เพื่อเพิ่มรายได้จากผู้ลงโฆษณา การถ่ายทอดสดกีฬาและอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดผู้ชมที่ต้องการรับชมเหตุการณ์แบบ Real-time รวมถึงการลงทุนในเกมและความบันเทิงรูปแบบใหม่

กลยุทธ์เหล่านี้สะท้อนว่า Netflix กำลังพยายามขยายบทบาทจากแพลตฟอร์มสำหรับดูภาพยนตร์และซีรีส์ ไปสู่บริการความบันเทิงที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ต้องใช้ทั้งเงินลงทุน บุคลากร และเวลาในการพัฒนา

การจัดลำดับความสำคัญว่าจะลงทุนในธุรกิจใด และควรใช้ทรัพยากรอย่างไร จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของบริษัท แม้ผลประกอบการในปัจจุบันจะยังแข็งแกร่งก็ตาม

6. คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับเรา

ในโลก Cybersecurity มีคำว่า Zero-day Threat หมายถึงภัยคุกคามที่อาศัยช่องโหว่ของระบบซึ่งยังไม่มีวิธีป้องกัน หากนำมาเปรียบเทียบกับโลกธุรกิจ ก็อาจหมายถึงภัยคุกคามที่เราไม่ทันเตรียมรับมือ เพราะไม่เคยมองว่าเป็นคู่แข่งมาก่อน

กรณีของ Netflix เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ จากเดิมที่แข่งขันกับบริการ Streaming อย่าง Disney+ หรือ Prime Video วันนี้กลับต้องเผชิญกับ YouTube และ TikTok ที่มีโมเดลธุรกิจแตกต่างกัน แต่เข้ามาแย่งสิ่งเดียวกัน นั่นคือ “เวลาและความสนใจของผู้บริโภค”

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับคนทำธุรกิจว่า เราไม่ควรมองเฉพาะคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ต้องมองไปถึงธุรกิจอื่นที่อาจเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า

เพราะคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ทำธุรกิจเหมือนเรา แต่เป็นคนที่ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องใช้บริการของเราอีกต่อไปก็ได้

ที่มา Reuters, AP, TechCrunch, Nielsen