
สำหรับคนทำธุรกิจ SME หรือนักการตลาดที่ดูแลหลายแบรนด์ หนึ่งในความท้าทายที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง “Brand Consistency” หรือการคุมโทนแบรนด์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรูปภาพ การเขียนแคปชัน หรือการใช้สีและฟอนต์ ทุกอย่างต้องเป๊ะตาม CI (Corporate Identity)
ซึ่งในความเป็นจริงสำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ใหญ่โตมากในระดับ SME ถ้าจะจ้างเอเจนซีใหญ่มาช่วยดูแลก็อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป หรือการลงมือทำเองทั้งหมดก็กินเวลาชีวิตจนแทบไม่ได้ไปโฟกัสยอดขาย
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ Google Labs ได้จับมือกับทีม Google DeepMind เปิดตัวเครื่องมือ AI ทดลองที่ชื่อว่า “Pomelli” ซึ่งเปรียบเสมือน “ผู้ช่วย” สร้างคอนเทนต์การตลาดที่คุม CI ของแบรนด์ได้ไม่ให้หลุดธีม แต่ในตอนนั้นยังจำกัดการใช้งานอยู่แค่ในไม่กี่ประเทศเท่านั้น
แต่ข่าวดีคือ วันนี้ Pomelli เปิดตัวให้ใช้งานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว และที่สำคัญคือ “รองรับภาษาไทย” พร้อมกับงัดฟีเจอร์ใหม่อย่างการถ่ายภาพสินค้า ที่ช่วยให้ทำงานได้ง่ายมากขึ้นมากๆด้วย
แล้ว Pomelli เวอร์ชันอัปเดตล่าสุดนี้ ทำอะไรได้บ้าง และมีวิธีใช้งานอย่างไร? เรามาทำความเข้าใจไปทีละขั้นตอนกัน
สำหรับ การใช้งาน Pomelli ถูกออกแบบมาให้ง่ายที่สุด โดยแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Business DNA, Campaigns และฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Photoshoot
1. Business DNA ถอดรหัสแบรนด์เราจากลิงก์เว็บไซต์
เริ่มต้น ให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ https://labs.google.com/pomelli/about/ คลิกที่ “Let’s Get Started”
จากจุดนี้ใครมี Account Google อยู่และใช้ Google Chrome ก็จะ log in เข้าอัตโนมัติถ้ายังไม่มีก็ต้องสมัคร Google Account ก่อน
จากนั้นจะเข้าสู่หน้านี้ที่จะอธิบายว่า Pomelli ทำอะไรได้บ้าง จากนั้นกดปุ่ม “Let’s Go”

เมื่อเข้ามาแล้วเราต้องทำให้ระบบรู้จักแบรนด์เราก่อน แต่แทนที่เราจะต้องมานั่งพิมพ์ Prompt สั่ง AI ยาวเหยียดว่าแบรนด์เราคือใคร สิ่งที่เราต้องทำมีแค่ “ใส่ลิงก์เว็บไซต์ของแบรนด์เรา” ลงไป แล้วปล่อยให้ระบบทำงาน

ระบบจะใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการวิ่งเข้าไปสแกนและประมวลผลข้อมูลทั้งหมดบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อถอดรหัสสิ่งที่เรียกว่า “Business DNA” ออกมา โดยสิ่งที่ AI จะวิเคราะห์และดึงออกมาให้เราคือ
- โลโก้แบรนด์ (Logo)
- น้ำเสียงในการสื่อสาร (Brand Tone of Voice)
- รูปแบบตัวอักษร (Brand Font)
- ชุดสีหลักและสีรอง (Brand Colors)
- คุณค่าของแบรนด์ (Brand Value)
- สุนทรียภาพและภาพลักษณ์ (Brand Aesthetic)
- สโลแกน (Tagline)

เมื่อระบบคำนวณเสร็จ หน้าต่างผลลัพธ์การวิเคราะห์ “Business DNA” จะปรากฏขึ้น ซึ่งความยืดหยุ่นคือ เราไม่ต้องจำยอมใช้สิ่งที่ AI คิดมาให้ 100% เราสามารถแก้ไขข้อความ อัปโหลดรูปภาพ โลโก้ที่คมชัดกว่า เปลี่ยนโค้ดสี ปรับฟอนต์ หรือแม้แต่สั่ง Generate ภาพ Mood & Tone ขึ้นมาใหม่ได้ตามต้องการ

เมื่อทุกอย่างเป๊ะตามที่เราคิดไว้แล้ว ให้กดคำว่า “Looks good” ระบบจะบันทึก DNA นี้ไว้เป็นแกนหลัก และพาเราเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
2. Campaigns สร้าง Artwork และวิดีโอแบบตรง CI

นี่คือพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์ชิ้นงาน โดยความน่าสนใจของอัปเดตล่าสุดคือ มันเข้าใจและ “รองรับภาษาไทย” เรียบร้อยแล้ว

วิธีการใช้งานคือ เราสามารถอัปโหลดลิงก์สินค้าจากหน้าเว็บ หรืออัปโหลดรูปภาพสินค้าเข้าไปโดยตรง จากนั้นกำหนดสัดส่วนภาพที่ต้องการ (เช่น 1:1 สำหรับโพสต์ทั่วไป หรือ 9:16 สำหรับสตอรี)
จากนั้นเราสามารถพิมพ์ Prompt อธิบายเป็นภาษาไทยได้เลยว่าอยากทำแคมเปญเนื้อหาแบบไหน แล้วกด Generate Ideas

หลังจากกด Generate Ideas ระบบจะยังไม่สร้างภาพทันที แต่จะประมวลผลและเสนอ “สไตล์ของแคมเปญ” ออกมาให้เราเลือกอีก 3 แบบ เช่น สไตล์แบบมืออาชีพผู้เชี่ยวชาญ หรือสไตล์สนุกสนานแบบสุดๆ เป็นต้น

และเมื่อเราเลือกสไตล์ที่ต้องการแล้ว สิ่งที่ Pomelli ทำคือ มันจะเริ่มสร้าง Artwork ออกมาให้เราเลือกประมาณ 4 แบบ โดยดึงเอาโลโก้ ฟอนต์ ชุดสี และน้ำเสียง จาก “Business DNA” ที่เราตั้งค่าไว้ในตอนแรกมาใช้แบบอัตโนมัติ ทำให้ภาพและข้อความที่ออกมามีความเป็นมืออาชีพ ไม่หลุดธีม และดูไม่เป็น AI จนเกินไป

ที่สำคัญคือ Artwork ทั้ง 4 แบบนี้ เราสามารถกดเข้าไปปรับแต่งแก้ไข (Edit) ได้อย่างอิสระทุกองค์ประกอบ
เช่น “รูปภาพ” หากภาพที่ระบบให้มายังไม่โดนใจ เราสามารถอัปโหลดรูปภาพใหม่ของเราเข้าไปแทนที่ หรือจะสั่งให้ระบบ Generate รูปภาพขึ้นมาใหม่เลยก็ได้ ส่วนของ “ข้อความ” สามารถแก้ไขคำ เปลี่ยนฟอนต์ และเปลี่ยนสีได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นส่วนของหัวข้อ (Header), คำบรรยาย (Description) หรือแม้แต่ข้อความบนปุ่มกระตุ้นการตัดสินใจ (Call To Action – CTA)

นอกจากนี้ เมื่อได้ภาพ Artwork ที่ปรับแต่งจนพอใจแล้ว เรายังสามารถกดปุ่มเพื่อให้ระบบ Animate แปลงภาพนิ่งนั้นให้กลายเป็น “ภาพเคลื่อนไหว” หรือวิดีโอสั้นได้ทันที เอาไปใช้ยิงแอดต่อได้เลย
3. Photoshoot ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยประหยัดค่าจ้างตากล้อง

นี่คือฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามา และอาจทำให้เอเจนซี ตากล้อง หรือโปรดักชันเฮาส์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ก็ว่าได้ เพราะปกติการใช้ AI เจนภาพสินค้า เราต้องมานั่งปวดหัวกับการเขียน Prompt หรือปรับแต่งจุกจิก แต่ฟีเจอร์ Photoshoot ของ Google ทำให้ทุกอย่างจบในไม่กี่คลิก และที่สำคัญคือ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
วิธีใช้ก็แค่อัพโหลดรูปสินค้าเราเข้าไป จะเป็นภาพสินค้าดิบๆ หรือแพ็กช็อตพื้นหลังขาวก็ได้ อย่างตัวอย่างเราอัพโหลดภาพเทียนหอม เข้าไป

มองไปทางขวาระบบจะมีตัวอย่ามี Template สำเร็จรูปให้เลือกใช้ครอบคลุมสินค้าทุกรูปแบบ ทั้งของใช้ เสื้อผ้า อาหารโดยเราสามารถเลือกได้ 4 แบบ จากทั้งหมด 18 รูปแบบ ด้วยการกดไอคอน “ดินสอ” มุมขวาบน

เมื่อกดเข้ามาแล้วจะมีรูปแบบของภาพสินค้าที่เราต้องการให้เลือกหลายรูปแบบ มีทั้งสินค้าเดี่ยวๆ สินค้าที่มีนายแบบนางแบบใช้งาน รวมไปถึงถ้าเป็นเสื้อผ้าก็สามารถให้นางแบบใส่เสื้อผ้าของเราได้ด้วย โดยเราจะสามารถเลือกรูปแบบภาพได้ 4 แบบเท่านั้นแล้ว กด Looks Good

เมื่อเลือก Template แล้ว จากนั้นเลือกขนาดภาพให้เรียบร้อยแล้วกด Create Photoshoot

จากนั้น AI ก็จะสร้างภาพเทียนหอมอยู่ในห้องนั่งเล่น มีนางแบบกำลังจุดเทียนหอม รวมถึม มีวัตถุดิบประกอบฉากสวยงามตาม Template ที่เราเลือกไว้ให้ทันที

ยิ่งไปกว่านั้นที่มุมขวาด้านล่าง จากภาพที่จัดฉากเสร็จแล้วนี้ ยังสามารถกดปุ่ม Create Campaigns โดยระบบจะนำไปสร้างสร้างภาพและวิดีโอคลิปสั้นคุม CI กับ Business DNA ของเรา สำหรับใช้ลง Stories หรือใช้โปรโมตในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee หรือ Lazada ต่อได้เลย
จากตัวอย่างอาจจะแปลกๆสักหน่อยเพราะเป็นการเอาภาพสินค้า “เทียนหอม” ไปรวมกับ Business DNA ของ Marketing Oops! ที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก
เท่ากับว่าเราใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที ก็ได้ทั้งภาพไลฟ์สไตล์สินค้าและคลิปวิดีโอพร้อมขายแล้ว
ข้อจำกัดเดียวในตอนนี้คือ จำนวน Template ในระบบอาจจะยังมีไม่เยอะมาก และยังไม่สามารถปรับแต่งรายละเอียดเจาะลึกในระดับแอดวานซ์ได้มากนัก แต่แลกกับความรวดเร็วและใช้งานฟรี ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามหาศาลสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
โดยสรุปแล้ว การมาถึงของ Pomelli ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI จาก Google โดยเฉพาะเมื่อมีฟีเจอร์อย่าง Photoshoot เข้ามาเสริม ถือเป็นการยกระดับเครื่องมือทางการตลาดไปอีกขั้น
สำหรับธุรกิจ SME นี่คือผู้ช่วยที่เข้าถึงง่าย ช่วยประหยัดต้นทุน และทำให้แบรนด์เล็กๆ สามารถสร้างสรรค์งานภาพและวิดีโอที่คุม CI ได้อย่างมืออาชีพเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่
แต่ในมุมกลับกัน สำหรับคนทำงานสายโปรดักชัน หรือเอเจนซี นี่คือคู่แข่งหน้าใหม่ที่ทำงานได้เร็วและไม่มีต้นทุน ซึ่งแปลว่าคนทำงานสร้างสรรค์อาจจะต้องเร่งปรับตัว นำเครื่องมือเหล่านี้มาช่วยลดเวลาทำงานพื้นฐาน และหันไปโฟกัสกับการคิดกลยุทธ์ที่ AI ยังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้แทนนั่นเอง
