
การดื่มกาแฟในไทยในทุกวันนี้ ได้กลายเป็น “วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ” ที่มากไปกว่าการดื่มเพื่อ Refresh เท่านั้น ขณะเดียวกันคนไทยมีแนวโน้มการดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันเฉลี่ยกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี ซึ่งยังมี “โอกาส” อีกมากในการเพิ่มอัตราการบริโภค เพราะเมื่อเทียบกับการดื่มกาแฟของประเทศแถบยุโรปอยู่ที่ 600 แก้วต่อคนต่อปี นี่จึงเป็นหนี่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไม “ธุรกิจร้านกาแฟ” ในไทยยังคงเติบโต และเป็นสมรภูมิที่ใครๆ ก็อยากเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเชนใหญ่ระดับโลก, เชนในภูมิภาคอาเซียน-เอเชีย รวมถึงผู้ประกอบการ SME ไทยรุ่นใหม่
ล่าสุดกับการมาของ “Blue Coffee Coffee” เชนร้าน Specialty Coffee ระดับโลกที่มีจุดเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา ก่อนขยายมายังตลาดเอเชีย และ “ไทย” เป็นตลาดลำดับล่าสุด ที่เตรียมเปิดสาขาแรกที่ “ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค” (Central Park) ในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 และต่อด้วยที่สาขา “ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์” (EmQuartier) ช่วงปลายเดือนสิงหาคม
ก่อนเปิดตัวสาขาแรกอย่างเป็นทางการ เรามาทำความรู้จักแบรนด์ “Blue Bottle Coffee” ที่มีโลโก้ “ขวดสีฟ้า” ดีไซน์สุดแสนจะ minimal แต่เป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นเป็นต้องจำได้ และทุกวันนี้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เหล่าคอกาแฟต้องไม่พลาด!

10 เรื่องน่ารู้ “Blue Bottle Coffee ”
1. Blue Bottle Coffee ตั้งขึ้นในปี 2002 ที่โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย
โดย “James Freeman” นักดนตรีอิสระที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ จึงได้มาเปิดร้านขายเมล็ดกาแฟคั่วในตลาดเกษตรกรที่โอ๊คแลนด์ ด้วยความตั้งใจขายกาแฟคั่วภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนจะเติบโตเป็นเชนร้านกาแฟระดับโลกอย่างทุกวันนี้
2. ที่มาของชื่อ “Blue Bottle Coffee” เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์กาแฟในยุโรป
โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากร้านกาแฟชื่อ Zur blauen Flasche หรือ The Blue Bottle Coffeehouse ร้านกาแฟแห่งแรกของยุโรปที่เปิดในเวียดนาเมื่อปี 1683 ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่กาแฟเข้าสู่ตลาดยุโรป

3. เลือกเข้าสู่สนาม Specialty Coffee
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Blue Bottle Coffee ขยายธุรกิจจนเติบโตได้ คือการเข้าใจ Consumer Segment ของตลาดผู้ดื่มกาแฟ และมองหาโอกาสของตลาดกาแฟ จึงเลือกเข้าตลาด “Specialty Coffee” เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคทีต้องการกาแฟคุณภาพดี และพร้อมจ่าย เพื่อให้ได้ประสบการณ์กาแฟที่ดีกว่า
เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะอยู่ในกลุ่ม Specialty Coffee สิ่งที่ตามมาคือการเลือกทำเลร้านให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะกลุ่มผู้บริโภคที่พร้อมจ่ายมากขึ้นเพื่อกาแฟคุณภาพสูง มักเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ กำลังซื้อ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตเฉพาะตัว Blue Bottle Coffee จึงต้องคิดถึงทำเลที่คนกลุ่มนี้อยู่อาศัย ทำงาน หรือใช้เวลาว่างอยู่เป็นประจำ
4. Pour-over เอกลักษณ์แบรนด์
หนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ Blue Bottle คือ การทำเครื่องดื่มกาแฟแบบ “Pour-over” หรือการดริปกาแฟที่ค่อย ๆ เทน้ำร้อนผ่านกาแฟ ด้วยการใช้กาดริปกาแฟ หรือที่เรียกว่ากาน้ำคอหงส์ (Swan Neck Kettle) โดย James Freeman เคยระบุในหนังสือ The Blue Bottle Craft of Coffee ว่า Swan Neck Kettle เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญสำหรับการทำ Pour-over ให้ดีขึ้น เพราะช่วยเพิ่มความแม่นยำของการเทน้ำ และทำให้การสกัดกาแฟมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

5. ความเรียบง่ายที่ทำให้คนจดจำได้ ทั้งโลโก้ และร้าน
อีกหนึ่งภาพจำสำคัญของ Blue Bottle Coffee คือ ดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่าย ภายใต้แนวคิด “Essential Design” การออกแบบที่เน้นเฉพาะความจำเป็นเท่านั้น ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าทุก touchpoint ได้รับการออกแบบด้วยความตั้งใจที่สะท้อนถึง Purpose ของแบรนด์, ความเป็นองค์รวมของแบรนด์ และความงาม
ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ “ขวดสีฟ้า” ที่จดจำได้ง่าย เพราะไม่มีรายละเอียดซับซ้อน และไม่แข่งกับองค์ประกอบอื่น ความเรียบนี้ทำให้โลโก้มีความ iconic ที่ลูกค้าเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็น Blue Bottle Coffee รวมไปถึงการออกแบบร้าน เพื่อตอบโจทย์ Store Experience ให้กับลูกค้าได้รู้สึกถึง craft, belonging และ community
6. บาริสต้าคือ “Trusted Guide” ที่พาลูกค้าไปค้นพบกาแฟรสชาติใหม่ๆ
นอกจากคุณภาพเมล็ดกาแฟ, ปรัชญาแบรนด์ และการออกแบบแล้ว อีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ทำให้ Blue Bottle Coffee เดินทางมาเป็นแบรนด์ร้านกาแฟระดับโลกได้สำเร็จ คือ การให้ความสำคัญกับ “บาริสต้า” ที่ไม่ใช่แค่คนทำกาแฟ แต่เป็น “Trused Guide” ที่จะพาลูกค้าเดินทางไปค้นพบรสชาติใหม่ ๆ
โดยบาริสต้ามีหน้าที่เตรียมและเสิร์ฟกาแฟด้วยแนวคิด “Omotenashi” เป็นการนำแนวคิดการต้อนรับและให้บริการแบบญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ ที่เน้นการดูแลและให้บริการลูกค้าด้วยความจริงใจ ใส่ใจในรายละเอียด

7. Blue Bottle เคยมี Nestlé ถือหุ้นใหญ่ ก่อนเปลี่ยนมือสู่ Centurium Capital ผู้ถือหุ้นใน Luckin Coffee
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ Blue Bottle Coffee เกิดขึ้นในปี 2017 “Nestlé” (เนสท์เล่) ประกาศเข้าถือหุ้นใหญ่ในBlue Bottle Coffee ในสัดส่วน 68% เพื่อเข้าสู่ตลาดร้านกาแฟระดับพรีเมียม โดยที่ Blue Bottle ยังสามารถบริหารธุรกิจแยกเป็นอิสระภายใต้ตัวตนของแบรนด์เดิม
ต่อมาในปี 2026 Nestlé ได้บรรลุข้อตกลงขาย Blue Bottle Coffee ให้กับ “Centurium Capital” บริษัทไพรเวทอิควิตี้ที่ถือหุ้นใหญ่ใน Luckin Coffee ในมูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม Blue Bottle และ Luckin จะยังดำเนินงานแยกกันอย่างอิสระ และ Centurium ไม่มีแผนจะรวมสองแบรนด์เข้าด้วยกัน
8. ขยายสู่ต่างประเทศ – “เอเชีย” โอกาสการเติบโต
หลังจากทำตลาดในสหรัฐฯ มาได้สักพัก ในปี 2015 Blue Bottle Coffee ได้ตัดสินใจขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยสาขาต่างประเทศแห่งแรกคือ โตเกียว ญี่ปุ่น ในปี 2015
จากนั้นในปี 2019 เปิดสาขาที่โซล เกาหลีใต้ ต่อด้วยฮ่องกง ในปี 2020, จีน ในปี 2022 และ สิงคโปร์ ในปี 2024 ขณะที่ล่าสุดเตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ปี 2026
จากทิศทางการขยายตลาดต่างประเทศของ Blue Bottle Coffee จะเห็นได้ว่า “เอเชีย” คือ หนึ่งใน Strategic Market ที่สำคัญในการสร้างโอกาสการเติบโตให้กับแบรนด์

9. เตรียมเปิดสาขาในไทยที่ “เซ็นทรัล พาร์ค” และ “เอ็มควอเทียร์”
ประเทศไทยถือเป็นตลาดต่างประเทศลำดับล่าสุดของ Blue Bottle Coffee โดยเตรียมเปิดสาขาแรกที่ “ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค” ในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 และต่อด้วยที่สาขา “ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์” ขนาด 200 ตารางเมตรในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
การเลือกทำเลของ Blue Coffee Bottle ที่อยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้ เป็น Strategic Location ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแบรนด์ระดับโลก และเซ็กเมนต์ของแบรนด์อย่างชัดเจน
ทั้งนี้การเข้ามาทำตลาดของ Blue Bottle Coffee ในไทย อยู่ภายใต้การนำเข้าโดย Valiram กลุ่มค้าปลีกลักชัวรีและไลฟ์สไตล์จากมาเลเซียที่บริหารแบรนด์ระดับโลกกว่า 200 แบรนด์ ผ่านเครือข่ายมากกว่า 600 สาขา ใน 9 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงตลาดไทย
10. ตลาดกาแฟในไทยยังโตอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมตลาดกาแฟไทยมีมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นตลาด Specialty Coffee ราว 30,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 46% ของมูลค่าตลาดกาแฟทั้งหมดในประเทศไทย (ข้อมูลจาก The Coffee Fest 2025)
แนวโน้มการบริโภค Spcialty Coffee ที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวชี้วัดได้ว่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในไทยพัฒนาไปอีกขั้น โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์การดื่มกาแฟ ตั้งแต่แหล่งปลูก เมล็ดกาแฟ การคั่ว วิธีชง และรสชาติที่แตกต่างกันมากขึ้น นี่จึงทำให้เกิด Demand กาแฟคุณภาพดี และประสบการณ์การดื่มที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม
