
ในปีที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ตั้งแต่สงครามการค้าที่ยังไม่มีทีท่าจะสงบ ไปจนถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบห่วงโซ่อุปทานและกำลังซื้อผู้บริโภคทั่วโลก แกร็บ ประเทศไทย ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ด้วยท่าทีที่มั่นใจและชัดเจน ภายใต้แนวคิด “Winning with Purpose Together” — และไม่ใช่แค่การเติบโตเพื่อตัวเลข แต่คือการเติบโตที่มีความหมายต่อทุกคนในระบบนิเวศ
ปี 2568 พิสูจน์ความแกร่งท่ามกลางพายุ
ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า สิ่งที่แกร็บทำได้ในปีที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ที่น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ยอมรับตรงๆ ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปี 2568 ไม่ได้เอื้ออำนวย ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว และการท่องเที่ยวที่ไม่เติบโตตามที่คาดหวัง แต่แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดทั้งในธุรกิจเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีได้ครบถ้วน
ความสำเร็จที่โดดเด่นในฝั่ง ธุรกิจการเดินทาง คือการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด หรือ SAVER ซึ่งมีอัตราการใช้บริการเติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแกร็บอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคในยุครัดเข็มขัดได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งฐานตลาดบนด้วยการเปิดตัว GrabExecutive บริการรถระดับลักชัวรีพร้อมจองล่วงหน้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง
สำหรับ ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี แกร็บสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริงด้วยการช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกันกว่า 6,900 ล้านบาท ผ่านแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส ของรัฐบาล ส่งผลให้ ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการผ่านแกร็บเกือบ 40,000 ร้าน มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า ตลอดระยะเวลาโครงการ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมระหว่างแพลตฟอร์มเอกชนกับนโยบายภาครัฐได้อย่างลงตัว

มหาสมุทรแห่งโอกาส ตลาดดิจิทัลไทยในบริบทภูมิภาค
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมแกร็บถึงเดินหน้าเชิงรุกแม้สภาพเศรษฐกิจรายย่อยจะชะลอตัว จำเป็นต้องมองภาพใหญ่ให้ชัดขึ้น
รายงาน e-Conomy SEA 2025 โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.78 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีเติบโตกว่า 15% ในปีเดียว ขณะที่รายงาน Food Delivery Platform Southeast Asia 2025 โดย Momentum Works ยืนยันว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีของไทยเป็น อันดับ 2 ในอาเซียน ด้วยมูลค่ารวม 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการเติบโตกว่า 22% ในปีที่ผ่านมา
ตัวเลขเหล่านี้คือรากฐานที่แกร็บยืนอยู่ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการลงทุนในนวัตกรรมและการขยายฐานลูกค้าในตอนนี้จึงเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า

Barbell Strategy ศิลปะแห่งการจับสองขั้วพร้อมกัน
หัวใจของกลยุทธ์แกร็บในปี 2569 ยังคงเป็นแนวคิด Barbell Strategy แต่ได้รับการพัฒนาให้ละเอียดและลึกขึ้นเป็นเวอร์ชัน 2.0 แต่ทำไมถึงเป็นบาร์เบลล์?
นั่นก็เพราะ ภาพลักษณ์ของบาร์เบลล์นั้นเหมาะมากกับโครงสร้างตลาดที่แกร็บกำลังเผชิญ คือน้ำหนักสองข้างที่ต้องถ่วงดุลกัน ได้แก่ 1) ตลาดแมส ที่ต้องการราคาเข้าถึงได้และความคุ้มค่า กับ 2) ตลาดพรีเมียม ที่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพและความสะดวกที่เหนือกว่า โดยไม่มีการละทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
นวัตกรรมใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวสะท้อนให้เห็นกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจน ได้แก่
- Group Ride — ฟีเจอร์เรียกรถเป็นกลุ่ม ลดต้นทุนต่อหัว เพิ่มความสะดวกสำหรับผู้ใช้แมส
- Discover / Eatfluencer — ระบบรีวิวร้านอาหารที่เปลี่ยนผู้ใช้ทั่วไปให้กลายเป็นผู้สร้างเนื้อหา สร้าง engagement และเพิ่มการมองเห็นของร้านค้าในแพลตฟอร์ม
- Basket Builder — ผู้ช่วยช้อปปิ้งอัจฉริยะบน GrabMart ที่รองรับทั้งการพิมพ์ พูด และถ่ายภาพ เพื่อเพิ่มสินค้าเข้าตะกร้าโดยอัตโนมัติ
ฟีเจอร์เหล่านี้เป็นมากกว่าการเพิ่มความสะดวก แต่ยังเพิ่มความถี่ในการใช้งาน (Frequency) และเพิ่มมูลค่าต่อการสั่งแต่ละครั้ง (Basket Size) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้ที่ยั่งยืนกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

การขยายฐานลูกค้า เข้าถึงทุก Segment ที่ยังไม่ถูกแตะ
อีกหนึ่งเสาหลักของแผนปี 2569 คือการรุกเซกเมนต์ใหม่อย่างมีทิศทาง ไม่ว่าจะเป็น
- กลุ่มคนนอนดึกและคอบอล — จับมือ ‘สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์’ ยูทูบเบอร์จากช่อง Antihero Thailand เป็น Friend of Grab เพื่อสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในโหมด Night Economy
- กลุ่มนักศึกษา — แพ็กเกจ GrabForStudent มัดรวมสิทธิประโยชน์ที่ประหยัดได้สูงสุด 9,000 บาทต่อปี สร้าง loyalty ตั้งแต่ช่วงที่ยังสร้างนิสัยการบริโภค
- กลุ่มต้องการสภาพคล่องทางการเงิน — Grab Quick Cash สินเชื่อเงินสดครั้งแรกสำหรับบุคคลทั่วไป วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนได้สูงสุด 6 เดือน เป็นการก้าวเข้าสู่ Fintech อย่างเป็นทางการ
การเปิดตัว Grab Quick Cash นับเป็นก้าวที่มีนัยสำคัญมากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินหนึ่งชิ้น เพราะมันส่งสัญญาณว่าแกร็บกำลังเดินตามรอยแพลตฟอร์ม Super App ในระดับภูมิภาค ที่ไม่ได้หยุดแค่การขนส่งและอาหาร แต่กำลังก้าวเข้าสู่บริการทางการเงินที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงสูงสำหรับคนนอกระบบธนาคาร

Winning Sustainable Impact ธุรกิจที่โตพร้อมกับสังคม
ภายใต้พันธกิจ GrabForGood แกร็บวางโครงสร้างความยั่งยืนใน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพผ่าน AI และ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ โดยมีโครงการสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจคู่ขนาน ได้แก่
- Grab EV เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รับกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
- Green Programme นำเงินบริจาคจากผู้ใช้ไปซื้อคาร์บอนเครดิตและสนับสนุนการผลิต Biochar
- GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ร่วมกับ Trash Lucky ผลักดันให้ร้านอาหารคัดแยกขยะและรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
ดังจะเห็นว่า สิ่งที่แกร็บทำในกลยุทธ์ความยั่งยืน มิได้เป็นเพียงโปรเจ็คต์ CSR แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมกับ Core Business อย่างแนบแน่น ทั้งโปรแกรม EV ที่ลดต้นทุนการดำเนินงานให้ไรเดอร์ และโครงการ Green ที่ดึงผู้ใช้งานให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

Winning with National Priorities พันธมิตรของรัฐในการขับเคลื่อนประเทศ
แกร็บชัดเจนว่าต้องการเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มเอกชน โดยประกาศสนับสนุนนโยบายระดับชาติ 2 แกนหลัก คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผ่านการผนึกกำลังกับ ททท. และ ทอท. พัฒนาคุณภาพบริการเรียกรถสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ การส่งเสริมอัตลักษณ์อาหารไทย โดยใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp และ Big Data ในการผลักดันร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับอาเซียนผ่านเครือข่ายของแกร็บในประเทศต่างๆ
บทวิเคราะห์ ทิศทางการเติบโตของ Grab Thailand
# จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
แกร็บไทยแลนด์ อยู่ในสถานะที่ดีกว่าคู่แข่งในหลายมิติ เนื่องจากมีการวาง ecosystem ที่ครอบคลุม ทั้งการเดินทาง อาหาร ช้อปปิ้ง และกำลังขยายเข้าสู่การเงิน ซึ่งทำให้ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (CAC) ลดลง และมูลค่าตลอดชีวิตของลูกค้า (LTV) เพิ่มขึ้น ผู้ใช้ที่ใช้ GrabCar มักใช้ GrabFood และในอนาคตอาจใช้ Grab Quick Cash ด้วย — นี่คือ flywheel ที่หมุนได้เอง
# แรงกดดันที่ต้องจับตา
การแข่งขันด้านราคา จากคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี และแพลตฟอร์มอื่นๆ แข่งขันอยู่ แม้แต่ต้นทุนค่าครองชีพ ที่กระทบทั้งไรเดอร์และผู้บริโภค อาจสร้างแรงกดดันต่อ margin ในระยะกลาง รวมไปถึง กฎระเบียบ ด้านสินเชื่อและ Fintech ที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อการขยาย Grab Quick Cash
ทิศทางการเติบโตที่น่าจับตามอง
Fintech เป็น Next Growth Driver ที่แท้จริง การเปิดตัว Quick Cash เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากได้รับการตอบรับดี แกร็บมีโอกาสขยายสู่ประกัน ออมทรัพย์ หรือบริการการเงินอื่นๆ ซึ่งมี margin สูงกว่า ride-hailing อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่การจับกลุ่ม B2B และตลาดองค์กร GrabExecutive และการขยายบริการสำหรับลูกค้าองค์กรคือเกมที่มีอัตรากำไรดีกว่าตลาดรายย่อยอย่างเห็นได้ชัด
ส่วน Data Monetization ผ่าน Big Data การที่แกร็บประกาศใช้ข้อมูลผลักดันร้านอาหารไทยในอาเซียน บ่งชี้ว่าแพลตฟอร์มกำลังมองหา revenue stream จากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นขุมทรัพย์สำคัญในยุค AI
Sustainability เป็นมากกว่า ESG โครงการ EV และ Green ของแกร็บมีโอกาสเชื่อมกับกระแสการลงทุน ESG ระดับโลก ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการระดมทุนและภาพลักษณ์ระดับภูมิภาคในระยะยาว
โดยสรุป แนวคิด “Winning with Purpose Together” คือการประกาศสัญญาต่อทุก stakeholder ในระบบนิเวศ ทั้งผู้ใช้ ไรเดอร์ ร้านค้า และรัฐบาล ว่าการเติบโตของแกร็บจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของทุกคน ซึ่งหากทำได้จริงในทางปฏิบัติ นั่นคือ competitive advantage ที่ยากจะลอกเลียนแบบได้มากที่สุด
