
ช่วงนี้ประเด็นเรื่อง AI แย่งงานกลับมาสร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงคนทำงานและธุรกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ Anthropic ผู้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ชื่อดังอย่าง Claude เปิดเผยรายงานที่สร้างความฮือฮาเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือรายงานฉบับนี้ไม่ได้วิเคราะห์จากทฤษฎีเท่านั้นแต่ใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า “Observed Exposure” หรือศักยภาพการทำงานของ AI ที่เกิดขึ้นจริงในการใช้งานระดับองค์กร
เพื่อให้อัพเดทกันแบบถึงแก่น Marketing Oops! จึงขอนำข้อมูลสุดอินไซต์จาก Anthropic มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลบริบทตลาดแรงงานไทย ทั้งจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และศูนย์วิจัยกสิกรไทย
จนได้ “10 อาชีพที่เสี่ยงร่วง และ 10 อาชีพที่จะรอด” ในยุคที่ AI กำลังเขย่าตลาดแรงงานไทย มาดูกันว่าทิศทางของบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง
10 อาชีพที่เสี่ยงถูก AI แทนที่สูงสุดในตลาดแรงงานไทย

กลุ่มอาชีพเหล่านี้คือด่านหน้าที่กำลังเผชิญแรงกระแทกจากเทคโนโลยีโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลดิจิทัลและกระบวนการทำงานแบบทำซ้ำๆ
1. กราฟิกดีไซเนอร์ (Graphic Designers) ข้อมูลจาก TDRI ระบุชัดเจนว่าอาชีพนี้ในไทยมีความเสี่ยงสูงสุด สัญญาณอันตรายคือความต้องการจ้างงานลดลงถึง 13% ซึ่งสวนทางกับความต้องการทักษะด้าน AI ที่พุ่งสูงเกือบ 100% สาเหตุหลักมาจากการก้าวเข้ามาของ Generative AI เช่น Google Gemini หรือ Midjourney ที่สามารถสร้างภาพ จัดวางองค์ประกอบ และทำตัวอักษรได้เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานภายในไม่กี่นาที
2. โปรแกรมเมอร์และวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้น (Entry-level Programmers / Software Engineers) รายงานของ Anthropic จัดให้โปรแกรมเมอร์มีความเสี่ยงสูงสุดอันดับ 1 (74.5%) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ TDRI ที่พบว่าความต้องการจ้างงานวิศวกรซอฟต์แวร์ในไทยลดลง 5.3% ตอนนี้องค์กรต่างๆ กำลังเข้าสู่ภาวะ “Seniority Bias” คือเลือกจ้างเฉพาะคนที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป เพื่อมากำกับและตรวจสอบโค้ดที่ AI เขียน แทนที่จะเสียเวลาเทรนเด็กจบใหม่
3. พนักงานลูกค้าสัมพันธ์และรับโทรศัพท์ (Customer Service / Receptionists) Anthropic ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับ 2 (70.1%) สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว ที่สถานประกอบการหันไปใช้ระบบจัดการออนไลน์และแชตบอตอัตโนมัติที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ได้เร็วกว่า ทำให้ความต้องการบุคลากรในตำแหน่งพนักงานรับโทรศัพท์และพนักงานต้อนรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
4. พนักงานป้อนข้อมูลและธุรการ (Data Entry Keyers / Admin) นี่คือกลุ่มงานที่ Anthropic จัดให้อยู่ในอันดับ 3 (67.1%) บริบทในไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน งานจัดเก็บเอกสาร งานธุรการ และงานป้อนข้อมูลซ้ำๆ เดิมๆ กำลังถูกประมวลผลและแทนที่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติ (RPA) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
5. นักวิเคราะห์วิจัยตลาดพื้นฐาน (Market Research Analysts) มีความเสี่ยงถูกทดแทนในระดับ 64.8% เนื่องจาก AI ในปัจจุบันมีความสามารถในการอ่านข้อมูลมหาศาล จัดทำรายงาน แปลงข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปกราฟิก และนำเสนอข้อความที่มนุษย์เข้าใจง่ายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าการใช้แรงงานคน
6. พนักงานขายออฟไลน์และตัวแทนขาย (Offline Sales / Retail) Anthropic จัดตัวแทนขายอยู่ในอันดับ 6 (62.8%) สอดคล้องกับเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปพึ่งพา E-commerce และก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว ทำให้พนักงานขายออฟไลน์และแคชเชียร์หน้าร้านมีความต้องการลดลงอย่างต่อเนื่อง
7. เจ้าหน้าที่เวชระเบียน (Medical Record Specialists) มีความเสี่ยงสูงถึง 66.7% (อันดับ 4 จาก Anthropic) งานหลักของตำแหน่งนี้คือการรวบรวม สรุป และเข้ารหัสข้อมูลบันทึกประวัติผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นงานประมวลผลเอกสารดิจิทัลแบบมีโครงสร้างตายตัว (Structured Data) ซึ่งเป็นของหวานที่ AI ถนัดจัดการมากที่สุด
8. นักวิเคราะห์การเงินและการลงทุนพื้นฐาน (Financial and Investment Analysts) มีความเสี่ยง 57.2% โมเดล AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินระดับบิ๊กดาต้า เพื่อพยากรณ์สภาพธุรกิจและแนวโน้มเศรษฐกิจ ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้แบบเรียลไทม์ ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยเองก็จัดให้กลุ่มธุรกิจการเงินในไทยอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากการถูกดิสรัปต์เช่นกัน
9. นักวิเคราะห์และทดสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ (Software QA Analysts and Testers) มีความเสี่ยงที่ระดับ 51.9% งานตรวจสอบระบบ หาลอจิกที่ผิดพลาด หรือปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไข Bugs กำลังถูกควบรวมเข้าไปอยู่ในฟีเจอร์พื้นฐานของ AI สำหรับนักพัฒนาไปเรียบร้อยแล้ว
10. นักแปลภาษา และมัคคุเทศก์พื้นฐาน (Translators / Basic Tour Guides) ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI สามารถวิเคราะห์ บริบท และแปลภาษาได้อย่างแม่นยำรวดเร็วระดับวินาที นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ ทำให้ความต้องการมัคคุเทศก์ โดยเฉพาะมัคคุเทศก์ที่ใช้ภาษาหลัก เริ่มได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในตลาดแรงงาน
10 อาชีพที่จะรอดและเป็นที่ต้องการในยุค AI

ในวิกฤติย่อมมีโอกาส สำหรับงานที่ต้องอาศัย “ความเป็นมนุษย์” ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะทางกายภาพ และความรับผิดชอบทางกฎหมาย นี่คือกลุ่มที่พร้อมเติบโต
1. นักบัญชีระดับวิชาชีพ / ผู้ตรวจสอบบัญชี (Professional Accountants) แม้งานบัญชีจะคลุกคลีกับตัวเลข แต่ข้อมูลจาก TDRI ยืนยันว่างานบัญชีในไทยยังเติบโตถึง 7.1% และสัดส่วนที่ต้องการทักษะ AI นั้นต่ำมากเพียง 1.3% เหตุผลสำคัญคือ งานนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบเชิงลึก และวิจารณญาณเชิงวิชาชีพ ซึ่งเครื่องจักรไม่สามารถเดินเข้าคุกหรือรับผิดชอบทางกฎหมายแทนมนุษย์ได้
2. วิศวกรโยธาและงานก่อสร้าง (Civil Engineers / Construction) สายงานที่ต้องลงพื้นที่ ผูกพันกับโลกกายภาพและหน้างานจริง TDRI พบว่าสัดส่วนการใช้ AI ในตำแหน่งนี้ของไทยมีเพียง 0.7% เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Anthropic ที่จัดให้งานก่อสร้างเป็นกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยงต่อ AI เลย (Zero/Low Exposure)
3. แพทย์ พยาบาล และผู้ดูแลสุขภาพ (Healthcare Practitioners & Support) ทั้ง Anthropic และศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดสายงานนี้ให้อยู่ในกลุ่มปลอดภัยสูงสุด เพราะหัวใจของการดูแลสุขภาพคือการเข้าถึงบุคคล การสัมผัส (Human Touch) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมาทดแทนไม่ได้
4. พนักงานนวดและพนักงานสปา (Masseuse / Spa Therapists) นี่คือกลุ่มอาชีพที่มีความต้องการสูงมากในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งทางทะเลและวัฒนธรรมของไทย สอดคล้องกับข้อมูลของ Anthropic ที่ระบุว่างานบริการดูแลร่างกาย (Personal Care) ปลอดภัยจาก AI เพราะต้องใช้แรงงานและทักษะทางกายภาพดูแลมนุษย์โดยตรง
5. พ่อครัว / แม่ครัว (Chefs / Cooks) การปรุงอาหารคืองานศิลปะที่ต้องใช้การรับรส ดมกลิ่น และทักษะการหยิบจับ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทย ตรงกับผลวิจัยของ Anthropic ที่จัดให้สายงาน Food & Serving ปลอดภัยจาก AI อย่างสมบูรณ์เช่นกัน
6. พนักงานขับรถหัวลากและควบคุมเครื่องจักรหนัก (Heavy Truck Drivers / Crane Operators) อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่กำลังบูมของไทยยังคงต้องการแรงงานมนุษย์สูง หมวดหมู่การขนส่ง (Transportation) อย่างพนักงานขับรถหัวลากและควบคุมเครื่องจักรหนัก ยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ปลอดภัยตามรายงานของ Anthropic
7. ช่างเทคนิคและช่างซ่อมบำรุง (Technicians / Installation & Repair) การลงพื้นที่ซ่อมแซมเครื่องจักรหรือระบบหน้างานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่สามารถเขียนโค้ดทำเป็นระบบอัตโนมัติได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มงาน Installation & Repair ที่รายงานระบุว่าปลอดภัย 100% และยังเป็นที่ต้องการสูงในภาคอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนธุรกิจ
8. ครูและบุคลากรด้านการสอน (Teachers / Education) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดให้การจัดการศึกษาอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ เพราะต้องอาศัยจิตวิทยาและการเข้าถึงนักเรียน สอดคล้องกับประโยคจาก Anthropic ที่เน้นเอาไว้ชัดเจนว่า “AI สามารถตรวจการบ้านได้ แต่ไม่สามารถบริหารจัดการและควบคุมชั้นเรียนได้” นั่นเอง
9. นักวิทยาศาสตร์อาหารและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Food Scientists / Product Developers) ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพกำลังเติบโต อาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกับความรู้เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดยังคงเป็นที่ต้องการสูงมากในบ้านเรา โดยที่ AI เข้ามาทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยค้นหาและประมวลผลข้อมูลเท่านั้น
10. พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้าน (Maids / Cleaners) ลักษณะงานที่ต้องใช้แรงกายจัดการกับความไม่เป็นระเบียบของสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่หลากหลาย (Grounds Maintenance / Cleaning) ไม่สามารถทดแทนด้วย AI หรือหุ่นยนต์ได้อย่างสมบูรณ์ สอดคล้องกับรายงานระดับโลกที่พบว่าสายงานนี้ไม่มีความเสี่ยงจาก AI ใและยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรมบริการ
จากข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เราเห็นว่า AI ไม่ได้มาเพื่อแย่งงานทุกคน แต่มันเข้ามา “เปลี่ยน” วิธีที่เราทำงาน งานที่เน้นรูทีน ทำซ้ำ และอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์คือกลุ่มแรกที่ต้องปรับตัว ในขณะที่งานซึ่งต้องอาศัยทักษะทางสังคม ความเข้าอกเข้าใจ และการจัดการกับโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้
สำหรับคนทำงานและองค์กรธุรกิจ ทางรอดเดียวคือการเปิดใจเรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเราให้เก่งและเร็วกว่าเดิมนั่นเอง
ที่มา : Anthropic, TDRI, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
