TOYOTA เลิกลุยเดี่ยว ดึง Daimler-Volvo ก่อตั้ง “Cellcentric” เดินหน้ารถบรรทุกพลังไฮโดรเจนเต็มสูบ เปลี่ยนควันดำเป็นออกซิเจน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Photo Credit: FoxNews

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากว่า คืออนาคตของยานยนต์ที่นอกจากประหยัดแล้ว ยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษ (หากไม่นับต้นทางการผลิตไฟฟ้า) ซึ่งดูเหมือนแบรนด์จากจีนจะสามารถกินรวบในตลาดนี้ได้ไม่ยาก เห็นได้จากยอดจองรถในงาน Motor Show ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนว่า EV จากจีนแทบจะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างสูงในยุคที่ราคาน้ำมันแพงจน…“รวยไม่ไหวแล้ว!!!”

ถึงอย่างนั้น แต่ชื่อของ TOYOTA กลับไม่ได้ถูกสบประมาทด้วยยอดจองในอันดับที่ 2 แม้จะมี EV ออกจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น แต่กลับถูกตั้งคำถามว่า TOYOTA เดินเกมช้าไปหรือไม่ เพราะนอกจากจะพัฒนาระบบไฮบริดจนเป้นที่ยอมรับแล้ว TOYOTA ยังทุ่มสรรพกำลังในการพัฒนาเครื่องยนต์ระบบ “ไฮโดรเจน” ที่ยังไม่สามารถออกมาทำการตลาดได้จริงจัง แม้จะมีคุณสมบัติไม่ต่างจาก EV

และหากเจาะลงไปเรื่องการพัฒนาระบบไฮโดรเจน ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่แค่ TOYOTA เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น เพราะในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปก็มีค่ายรถยนต์ที่สนใจและทุ่มเทการพัฒนาระบบไฮโดรเจนเช่นกัน นั่นทำให้ TOYOTA เปลี่ยนเกมลุยเดี่ยวมาเป็นเกมรวมหมู่ โดยดึงอดีตคู่อย่าง Daimler Truck และ Volvo Group มาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อผลักดันรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ลดการพึ่งพาดีเซล และจะเปลี่ยนโฉมระบบโลจิสติกส์ของโลก

สู่เส้นทางไฮโดรเจนที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ค่าย TOYOTA ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยี Fuel Cell (FCEV) อย่างจริงจัง จนกระทั่งเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันแรกของโลกในนาม “Mirai” ช่วงปี 2014 จุดประกายพลังงานแห่งอนาคตที่หมายถึงการใช้ “น้ำ” ทุกชนิดบนโลกมาแยกอะตอมเฉพาะไฮโดรเจนไปเผาไหม้และปล่อยให้ออกซิเจนกลับออกมา แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถใช้น้ำเป็นเชื้อเพลิงได้ตามที่ฝัน แถมไฮโดรเจนมีปัญหาเรื่องของ “สถานีเติมเชื้อเพลิง”

​ส่งผลให้ Mirai กลายเป็นรถต้นแบบที่ไม่มีวันออกมาวิ่งจริงบนท้องถนน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ TOYOTA ถอดใจ แล้วเริ่มปรับแนวคิดใหม่ แทนที่จะผลิตรถพลังงานไฮโดรเจนออกมาเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคลที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสถานีเติมเชื้อเพลิง ก็ผลิตออกมาเป็นรถบรรทุกที่สามารถกำหนดจุดจอดรถบรรทุกเพื่อกำลังการลงทุนสถานีเติมเชื้อเพลิงบนเส้นทางที่สามารถกำหนดได้

Photo Credit: FoxNews

นั่นทำให้ TOYOTA เบนเข็มให้พลังงานไฮโดรเจนสามารถวิ่งได้ระยะไกลด้วยกำลังที่สามารถลากน้ำหนักมหาศาลได้ ที่สำคัญยังสะอาดไม่มีมลพิษเทียบเท่า EV โดยที่รถบรรทุกไม่ต้องเสียเวลาพัฒนามอเตอร์และปริมาณของเซลล์แบตเตอรี่ ที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลาชาร์จ แค่เติมไฮโดรเจนเหมือนที่เติมน้ำมันดีเซลปกติ ช่วยให้ในระยะยาวคุ้มค่าการลงทุน

 

​”Cellcentric” 3 ค่ายรถใหญ่ก่อตั้ง

​การประกาศเป็นพันธมิตรของทั้ง TOYOTA, Daimler Truck และ Volvo Group ไม่ใช่ความร่วมมือธรรมดา เพราะทั้ง 3 ค่ายตัดสินใจที่จะจัดตั้งบริษัทใหม่โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นเท่าเทียม ภายใต้ชื่อ “Cellcentric” โดยเป้าหมายหลักของบริษัทดังกล่าวคือการขยายฐานการผลิตระบบ Fuel Cell ให้ใหญ่พอ ซึ่งจะทำให้ราคาถูกลงจนสามารถแข่งขันกับเครื่องยนต์ดีเซลได้ในที่สุด นอกจากนี้ความร่วมมือกันยังช่วยให้เกิดมาตรฐานกลาง ทั้งหัวจ่ายและถังบรรจุเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

​ยิ่งไปกว่านั้น การรวมกันของ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่เป็นสัญญาณว่า จากนี้ไปการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกจะเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อให้หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ รวมถึงหลายประเทศในทวีปเอเชียออกนโยบายสนับสนุนและพัฒนาสถานีเติมไฮโดรเจน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีสถานีเติมไฮโดรเจนครอบคลุมเส้นทางสายหลักทั่วโลกภายในปี 2030

Photo Credit: FoxNews

​ก้าวย่างของ Toyota ครั้งนี้ นอกจากการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเชื้อเพลิงแล้ว นวัตกรรมอาจไม่ได้เกิดจากความสามารถของบริษัทเดียว แต่หากมีความร่วมมืออาจสามารถสร้างนวัตกรรมที่ดีกว่า ใหญ่กว่าและยั่งยืนกว่า ที่สำคัญหากรู้ว่าเดินทางผิด การปรับแนวคิดใหม่แล้วลงมือทำอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม หวังว่าในอนาคตจะได้เห็นรถบรรทุกที่ปล่อยออกซิเจนออกมาทางท้ายรถมากกว่าควันดำจากท่อไอเสีย

 

Source: Fox News


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา