
สรุปเซสชั่น “Creative at Scale: Watch AI Build a Campaign” ภายในงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 โดยคุณ Lily Wu, Strategic Account Lead, SEA จาก Canva Singapore ได้แชร์ Insight การทำงานขององค์กรทั่วโลกที่ใช้ Canva เป็นเสมือน Creative Operating System เพื่อช่วยให้ทีมทำงานได้เร็วขึ้น ยกระดับคุณภาพงานในทุกมิติ พร้อมสเกลได้ไว และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ โชว์ Demo ขั้นตอนการใช้งาน “Canva AI 2.0” เพื่อสร้างแคมเปญการตลาดครบวงจรครั้งแรกในไทย
The Real Bottleneck
สิ่งที่ขัดขวางการเติบโตของธุรกิจในปัจจุบัน คือ ปัญหาในการขยายธุรกิจ (Scale) และความเร็วในการทำงาน (Speed) โดยผู้บริหารระดับสูงด้านการตลาด (CMO) จากหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ ต่างเห็นตรงกันว่า “เราไม่ได้ขาดแคลนไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ แต่ทีมยังขับเคลื่อนการทำงานได้ไม่ทันกับสปีดการแข่งขันของตลาดต่างหาก”
ยิ่งธุรกิจเติบโตสู่ระดับโลก มีการแบ่งทีมเพื่อคอยดูแลตลาดในแต่ละภูมิภาค ต่างฝ่ายต่างก็อยากผลิตคอนเทนต์เพื่อเสิร์ฟให้กับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ (Local) โดยเฉพาะ ดังนั้น สิ่งที่สร้างปัญหาให้กับธุรกิจในจุดนี้มากที่สุด นั่นคือ การรักษามาตรฐานและภาพจำของแบรนด์ (Brand Consistency) ในทุกภาษา และทุก touchpoint
แน่นอนว่าธุรกิจมักจะเลือกพึ่งพา AI Tools ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น แต่ทุกอย่างกลับไม่เชื่อมโยงกันกับระบบ Brand Controls คือ ทีมอาจมีเทคโนโลยีดีๆ ให้เลือกใช้เต็มไปหมด แต่ Flow การทำงานก็ยังต้องให้รอให้สำนักงานใหญ่เป็นคน final ทุกอย่างอยู่ดี

Canva Is More Than A Design Tool
สิ่งที่ทำให้ Canva กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับทุกคนและทุกทีม คือ การเชื่อมโยงความต้องการด้าน Productivity และ Creativity เข้าไว้ด้วยกัน โดยเป็นเครื่องมือที่รวม workflow ทั้งหมดขององค์กร เข้ากับการทำงานของทีม การสื่อสารของแบรนด์ และเทคโนโลยี AI ไว้ในที่เดียว
ปัจจุบัน Canva เป็นโปรดักส์ AI ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก ChatGPT และ Gemini) ซึ่งตอกย้ำถึงการเป็น “แพลตฟอร์ม AI ที่มาพร้อม design tools ระดับโลก” ของ Canva โดยทุกๆ โซลูชันจะช่วยให้ดีไซเนอร์ทำงานได้เร็วขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพงานจะลดลง
ล่าสุดในการเปิดตัว “Canva AI 2.0” ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกระบวนการทำงานออกแบบ ผ่านความสามารถหลักอย่าง การดีไซน์ผ่านบทสนทนา (Conversational Design) ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (Iterative Agentic Editing) การจดจำบริบท (Living Memory) และปรับแก้เฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ (Layered Object Intelligence) โดย Canva AI 2.0 ยังมาพร้อม Intelligent Workflows ที่จะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น ถึงจะอยู่ต่างทีมก็สร้างสรรค์แคมเปญตั้งแต่ต้นจนจบได้ภายในที่เดียว

Creative at Scale: เปลี่ยนไอเดียให้เป็นแคมเปญจริง ด้วย AI
ไฮไลท์สำคัญในช่วง Live Demo คือ การสร้างแคมเปญการตลาดครบวงจรด้วย Canva AI 2.0 โดยคุณ Lily ได้พาทุกคนเข้าสู่โลกที่สมมุติขึ้นมาของบริษัทที่ชื่อ ONOW ซึ่งแสดงภาพจำลองชีวิตจริงของนักการตลาดผ่านตัวละครอย่าง Sarah (B2B CMO for APAC) ผู้ดูแลกลยุทธ์การตลาด และ Nicole (Head of Sales) ผู้ดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า
เดิมทั้งคู่ต่างก็ต้องเผชิญกับความกดดันในการประสานงานกับ stakeholder และจัดการงานหลายไทม์ไลน์พร้อมๆ กัน รวมถึงปัญหาการทำงานระหว่างทีมที่ไม่ราบรื่น จนทำให้แคมเปญเดินหน้าไปอย่างล่าช้า และเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด
แต่ใน Demo นี้ คุณ Lily ได้จำลองสถานการณ์การทำงานระหว่างทีมต่างๆ ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึง Workflow การสร้างแคมเปญที่รวดเร็วและพร้อมสเกล โดยใช้ Canva AI 2.0 ที่สามารถรวม asset ทุกอย่างของทั้งแคมเปญไว้ในที่เดียว

1. จัดการความคิดได้เร็วขึ้น ด้วย Canva AI
จากเดิมที่ Sarah ต้องใช้เวลาหลายวันรวบรวมข้อมูล เพื่อหาข้อสรุปที่ได้ brainstorm กันมา ทั้งใน Slack อีเมล และบันทึกการประชุมต่างๆ ตอนนี้แค่พิมพ์ Prompt ให้ Canva AI เชื่อมต่อกับ Slack และ Gmail เพื่อสังเคราะห์บทสนทนาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น สรุปว่าทิศทางของแคมเปญจะเป็นอย่างไร รวมถึงเห็นว่ามีข้อถกเถียงใดบ้างที่ยังคุยกันไม่จบอีกด้วย

2. เชื่อมต่อข้อมูลรอบด้าน เริ่มบรีฟแคมเปญได้ในพริบตา
Sarah ไม่อยากเขียนบรีฟโดยยึดเอาสมมุติฐานภายในทีมเป็นหลัก เธอจึงพิมพ์ Prompt ให้ Canva AI เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ แล้วจับสัญญาณตลาดในปัจจุบันจากข้อมูลรีเสิร์ชและเทรนด์ต่างๆ เพื่อให้แคมเปญตั้งต้นจากปัญหาหรือโจทย์ที่แท้จริง จากนั้น Sarah ก็ Prompt ให้ Canva AI นำข้อมูลทั้งหมด มาสร้างเป็นเอกสารบรีฟ ดีเทลครบ และพร้อมแชร์ให้กับทีมงานต่อไป

3. ออกแบบ Master Asset รวมไว้ในที่เดียว
เมื่อดีไซน์เนอร์ได้รับบรีฟจากทีมการตลาดแล้ว ก็สามารถทำงานต่อได้ทันทีใน Affinity ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์สำหรับการออกแบบ (Professional Design Suite) ใน Canva แล้วจากนั้นจึงเรียกให้ Sarah เข้ามารีวิว และ approve ชิ้นงานสำหรับแคมเปญนี้ทั้งหมด เพื่อให้ทีมเข้ามาดึงไปใช้ โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์ไปไว้ที่อื่น

4. เตรียม Brand Kit ให้พร้อมใช้งานได้ทั้งองค์กร
อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การจัดเตรียม Brand Kit ใน Canva ตั้งแต่โลโก้ ฟอนต์ สีหลักของแบรนด์ และภาษาที่จะใช้ในการสื่อสาร (Brand Voice) เพื่อให้ทุกทีมในองค์กรสามารถเข้าถึงไฟล์ได้ตลอด โดยไม่ต้องเสียเวลาตามหาไฟล์เวอร์ชั่นล่าสุด

5. สื่อสารแบบ Personalize — ปรับแต่งได้เร็ว พร้อมสเกล
เมื่อถึงขั้นตอนการส่งคำเชิญไปยังลูกค้า ทาง Nicole หัวหน้าทีมฝ่ายขาย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าที่จัดเก็บอยู่ใน Canva Sheets ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ภาษา หรือข้อมูลเฉพาะของแต่ละราย เพื่อนำมาสร้างคอนเทนต์แบบ Personalize ได้อัตโนมัติ และเพิ่มโอกาสในการสร้าง Engagement กับลูกค้าแต่ละรายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. สรุปผลแคมเปญ และ Insight สำหรับผู้บริหาร
หลังแคมเปญจบ ทีมสามารถวิเคราะห์ Feedback จากลูกค้า รวมถึงข้อมูลผลการดำเนินงานด้านต่างๆ เพื่อสรุปเป็น Insight และกราฟสำหรับผู้บริหารได้อัตโนมัติ โดยแสดงให้เห็นทั้งประสิทธิภาพการทำงานของทีม ผลลัพธ์ของแคมเปญ และภาพรวม ROI ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อช่วยให้ผู้บริหารวัดผลด้าน Productivity และผลกระทบทางธุรกิจได้ชัดเจน

สรุปจากเวที #AIGrowthEngineTheater Session: Creative at Scale: Watch AI Build a Campaign เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นแคมเปญจริง ด้วย AI — By Lily Wu, Strategic Account Lead, SEA, Canva Singapore ภายในงาน #AssetWisepresentsMarketingOops!Summit2026
