สรุปบทเรียนธุรกิจจาก ‘The Devil Wears Prada 2’ การเอาตัวรอดของผู้นำองค์กร ท่ามกลาง ‘โลกทุนนิยม’ 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ผ่านไป 20 ปี The Devil Wears Prada ภาพยนตร์โปรดขึ้นหิ้งตลอดกาลของใครหลายคนได้กลับมาอีกครั้ง โดยได้ทัพหน้าเจ้าเดิมจากภาค 1 ทั้ง David Frankel ผู้กำกับ และ Aline Brosh McKenna ผู้เขียนบท ไปจนถึงนักแสดงชุดเดิม ไม่ว่าจะเป็น Meryl Streep (Miranda Priestly), Anne Hathaway (Andy Sachs), Emily Blunt (Emily Charlton) และ Stanley Tucci (Nigel Kipling)

โดยในภาค 2 ได้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากภาคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความยิ่งใหญ่ของมหานครนิวยอร์ก ออฟฟิศ Runway ที่รื้อสร้างใหม่ใหญ่ขึ้นกว่า 8 เท่าจากของเดิม ไปจนถึงการเติบโตของตัวละครต่างๆ ที่แม้จะขยับขยายไปในทิศทางของตัวเอง แต่ยังคงกลิ่นอายจากภาคหนึ่งไว้ครบถ้วน ต่อติดบรรยากาศจากภาคก่อนได้เป็นอย่างดี

ถ้าภาคแรก คือเรื่องราวของเด็กจบใหม่ต้องเผชิญกับวัฒนธรรมองค์กรสุดโต่ง และหัวหน้าสุดท็อกซิก ในภาคสองนี้คือกรณีศึกษาของการบริหารองค์กรท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยที่ทุนนิยมดิสรัปต์ธุรกิจสื่ออย่างหนักหน่วง 

 

การ Declining ของสื่อ แม้แต่นางพญา ยังต้องง้อ ‘ลูกค้า’

 

ในภาคก่อน นางพญาอย่าง Miranda เรียกได้ว่ากุมชะตาอุตสาหกรรมแฟชันทั้งวงการ อย่างฉากเม้มปากที่ทำให้ดีไซน์เนอร์ชื่อดังต้องโละคอลเลกชันทิ้งทั้งหมด แต่สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์กำลังค่อยๆ ระเหยไปอย่างน่าใจหาย แบรนด์ Runway เองก็หนีไม่พ้นเช่นกัน จนต้องปรับตัวหลายอย่าง เช่นการปรับตัวสู่สื่อออนไลน์ หรือการเอาอกเอาใจลูกค้าแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น

เมื่อนิตยสารรูปเล่มไม่มีใครซื้ออีกแล้ว รายได้ของสื่อยุคใหม่จึงมาในรูปแบบ ‘เม็ดเงินโฆษณา’ จากลูกค้า อำนาจของสื่อจึงย้ายไปอยู่ในมือ ‘นายทุน’ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีอีกแล้วภาพของแบรนด์ต่างๆ ดาหน้าเข้ามาง้อนิตยสารเพื่อขอพื้นที่โปรโมต เมื่อสื่อใหม่สื่อเก่ามีให้เลือกสรรเต็มไปหมด และพร้อมวิ่งเข้าหาเงินที่แบรนด์ถืออยู่

ภาพนี้สะท้อนผ่านตัวละคร Emily Charlton อดีตผู้ช่วยที่เคยทำตามคำสั่งทุกอย่าง ยอมพักเที่ยงแค่ 20 นาที และทำงานถึงดึก โดยมีความฝันเล็กๆ แค่การตามหัวหน้าไปงานแฟชันวีคที่ปารีส ก่อนจะก้าวขึ้นมากุมอำนาจในแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Dior ที่แม้แต่ Miranda อดีตหัวหน้ายังต้องแบกหน้ามาหาเพื่อประนีประนอมรักษาสายสัมพันธ์ Media และ Advertiser ให้ Runway อยู่รอดต่อไปได้

โจทย์ที่ Miranda จะต้องมองให้ออกคือจะรักษาจุดยืนของ Runway อย่างไรให้ลูกค้ายังซื้อ จัดสรรตัวตนของตัวเอง รวมถึงค่านิยมอย่างไร ให้สามารถอยู่ร่วมกับตัวตนของลูกค้าในพื้นที่เดียวกัน

Aline Brosh McKenna ผู้เขียนบทได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า หน้าที่ของ Miranda คือการเข้าใจว่าวัฒนธรรมกำลังเปลี่ยนไปทิศทางไหน ผู้คนกำลังสนใจอะไร เพื่อให้ Runway เป็นเบอร์หนึ่งอยู่เสมอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Miranda ไม่เคยทิ้งมาตรฐานคุณภาพแม้แต่วินาทีเดียว แม้จะเป็นยุคที่ต้องเอาตัวรอด หรือต้องยอมรับโลกยุคใหม่ก็ตาม เพราะสุดท้ายสินค้าไม่มีคุณภาพย่อมไม่มีใครจ่ายเงินซื้อ

 

หมดยุค ‘ทำงานด้วยความกลัว’ เมื่อทักษะความสามารถมีราคา โลกทุนนิยมที่ก่อตัวจากในองค์กร

 

“A million girls would kill for this job”

ประโยคเด็ดที่เคยถูกใช้กดทับพนักงานให้ยอมทำงานถวายหัวโดยไม่ปริปากบ่น อย่าง Andrea เองก็เคยถูกพูดประโยคนี้ใส่ในตอนยังเป็นผู้ช่วยหมายเลข 2 อยู่ 

แต่ในหนังเราจะเห็นว่าวัฒนธรรมองค์กรของ Runway ได้เปลี่ยนไป ‘การบริหารคนด้วยความกลัว’ เพื่อรีดประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

ภาคนี้ จะได้เห็นตัวละครใหม่ Amari ผู้ช่วยคนใหม่ของ Miranda ที่เข้ามาทำงานด้วยความหลงใหลในแฟชันเต็มเปี่ยม ที่น่าสนใจคือ Amari ไม่กลัว Miranda เหมือน Emily และ Andrea สมัยก่อน แถมยังคอยตักเตือนเรื่องการใช้คำพูดรุนแรง ไปจนถึงแนะนำในเรื่องต่างๆ ได้ด้วย  

มุมนึงที่อยากชวนคุยคือ การที่พนักงานเลิกกลัว แล้วกล้าต่อรองกับหัวหน้า หรืองัดกับระบบ ไม่ใช่การต่อต้านทุนนิยม แต่ดูเป็นภาพของ Hyper-Capitalism หรือทุนนิยมขั้นสุดได้เหมือนกัน เพราะในขณะที่โลกทุนนิยมยังยึดโยงอยู่กับเงิน แต่ทุนนิยมสุดโต่งคือลงทุนทุกอณูของการใช้ชีวิต ให้ได้ผลตอบแทนกลับมา

ในอดีต พนักงานทำงานด้วยความภักดี หรือยอมทนลำบากเพื่อแลกกับเกียรติยศที่ได้ชื่อว่าทำงานกับ Runway แต่ Amari รู้ดีว่าความชอบ ความสามารถ ทักษะความรู้ของตัวเองมีมูลค่าในตลาดแรงงาน ทั้งเวลา พลังงาน และสุขภาพจิตคือต้นทุน ถ้าต้องทุ่มเทให้กับองค์กร ต้องได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากลับมา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนเหมาะสม พื้นที่ในการเติบโต หรือ Work-Life Balance ผู้นำจึงต้องรู้ว่าจะเอาอะไรไปแลกกับความทุ่มเทของพนักงานที่คุ้มค่าทั้งสองฝ่าย เพื่อให้องค์กรเดินต่อไปได้ ทุกคนในองค์กรถึงจะเดินต่อไปได้

สำหรับ The Devil Wears Prada 2 ทำออกมาเพื่อเป็นหนังภาคต่อจริงๆ หลายอย่างที่ยังค้างคาในภาคก่อนได้รับการขยาย และเติมเต็มในภาคนี้จนสมบูรณ์ คุ้มค่ากับการรอคอย 20 ปี จัดเต็มทั้งแสงสีเสียง งานแฟชันโชว์ที่ใหญ่อลังการยิ่งกว่าในภาคก่อน แถมยังบุกถึงศูนย์กลางแฟชันของโลกอย่างเมืองมิลาน และหมดห่วงเรื่องคอสตูมได้เลย เพราะไอคอนิคตัวแม่อย่าง Meryl Streep ในบท Miranda Priestly เปลี่ยนชุดไปประมาณ 28 ลุคตลอดทั้งเรื่อง ส่วน Anne Hathaway ในบท Andrea Sachs เปลี่ยนชุดมากถึง 47 ลุค

The Devil Wears Prada 2 มีกำหนดฉายพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 30 เมษายน ในโรงภาพยนตร์ อยากชวนทุกคนมาดูกันว่า Miranda จะพา Runway ฝ่าวิกฤตอย่างไร ให้ยังคงความเป็น “Shining beacon of hope” ได้ต่อไป โดยเชื่อว่าทุกคนน่าจะได้บทเรียนบางอย่างกลับไปปรับใช้กับชีวิตการทำงานของตัวเองอย่างแน่นอน 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE