
หลายอย่างที่กาลเวลาแม้จะผ่านไปเป็นร้อยปี อาจยังคงเหมือนเดิม ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่มีอายุมากว่า 100 ปีอย่าง MG ค่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่ทุกวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผ่านประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่คนไทยรู้จักและเข้าถึงได้ แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ MG ก็พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
1924 จุดเริ่มต้นของ MG
เรื่องราวของ MG เริ่มต้นที่สหราชอาณาจักรในปี 1924 เมื่อ William Morris และ Cecil Kimber ทำการคิดค้นและพัฒนารถยนต์ในโรงรถของ William Morris ทั้งการปรับดีไซน์ ความคล่องตัวและความสปอร์ต จนเกิดเป็นชื่อ Morris Garages หรือชื่อย่อว่า MG และเริ่มสร้างชื่อเสียงด้วยการสร้างรถยนต์เพื่อเข้าสู่สนามแข่งขัน จนชื่อของ MG เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยในปี 1925 รถยนต์รุ่นแรกอย่าง Old Number One เริ่มสร้างชื่อให้กับ MG

ตลอดหลายปี MG ผ่านการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมรถยนต์อังกฤษหลายครั้ง โดยในปี 2005 ถือเป็นก้าวแรกที่ MG เดินทางไกลสู่แผ่นดินมังกร โดย Nanjing Automobile Corporation เข้าซื้อ MG ด้วยมูลค่า 53 ล้านปอนด์ และในปี 2007 แบรนด์ MG ก็อยู่ในการดูแลของ SAIC Motor หลังเข้าซื้อ Nanjing Automobile ส่งผลให้ MG กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เข้ามาอยู่ภายใต้ SAIC Motor อย่างเต็มรูปแบบ
ส่งผลให้แบรนด์รถสปอร์ตอังกฤษอย่าง MG เริ่มเข้าสู่โครงสร้างของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีนที่เน้นตลาดโลก เทคโนโลยี ระบบเชื่อมต่อ และยานยนต์พลังงานใหม่มากขึ้น ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ MG ทำให้ SAIC Motor เลือกใช้ต้นทุนทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และขนาดธุรกิจของ SAIC เพื่อพา MG กลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง
2013 จุดเริ่มต้น MG ในประเทศไทย
เดือนธันวาคม 2012 ถือเป็นก้าวแรกของ SAIC Motor ในการย่างก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยเป็นความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ด้วยการลงนามความร่วมมือเพื่อบุกตลาดอาเซียน ก่อนจะร่วมกันก่อตั้งบริษัท SAIC Motor-CP ในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 เพื่อผลิตรถยนต์ MG ในประเทศไทย ซึ่งระยะแรกจะเริ่มผลิตรถในช่วงต้นปี 2014 และ MG6 เป็นรุ้นแรกที่เปิดจำหน่ายในประเทศไทย แล้วตามด้วย MG3 ในปี 2015

การเข้ามาของ MG ในไทยถือว่าท้าทายอย่างมากยาก แม้จะไม่ใช่แบรนด์จีนรายแรกที่เข้ามาในตลาด แต่ก็ไม่ได้ง่ายเพราะตลาดรถในช่วงนั้นยังอยู่กับแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นหลักที่ผู้บริโภคคุ้นเคย การสร้างความเชื่อมั่นจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่วนหนึ่งผู้บริโภคกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่มีแบรนด์รถยนต์จีนก่อนหน้าเทผู้บริโภคหนีกลับจีนไป ทำให้ MG ลงทุนสร้างฐานการผลิตและขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นว่า MG จะอยู่ในตลาดไทยระยะยาว
แบรนด์ MG กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากกับการมาของ MG3 ที่ออกแบบมทาให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นทั้งดีไซน์และสีสัน แถมยังจัดเต็มหลายฟังก์ชั่นที่รถในเซ็กเม้นต์เดียวกันไม่มี และฮือฮามากยิ่งขึ้นเมื่อเปิดตัว NEW MG ZS ในเดือนพฤศจิกายน 2017 พร้อมระบบ i-SMART ซึ่งรองรับการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย จนหลายคนที่ใช้ MG ต้องพูด “ฮัลโหล MG” จนติดปาก ส่งผลให้ยอดขายรวมของ MG ในปี 2017 อยู่ที่ 12,014 คัน เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อนหน้า
2019 พา EV สู่โฉมใหม่ตลาดรถไทย
แม้ระบบ i-SMART จะสร้างความน่าตื่นเต้นมากแค่ไหน แต่ในปี 2019 ค่าย MG กลับสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ไทย โดยในวันที่ 20 มิถุนายน 2019 ได้เปิดตัว NEW MG ZS EV รถ EV แบบ 100% ถือเป็นแบรนด์ใหญ่ที่ลงสู่ตลาด EV ในช่วงเวลานั้น แม้จะมีคำถามถึงระยะทางในการวิ่ง จุดชาร์จ ราคาแบตเตอรี่ และมูลค่ารถในอนาคต
เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV ของ MG เชื่อมั่นการใช้งาน จึงได้ลงทุนสร้างเครือข่ายชาร์จและร่วมมือกับหน่วยงานรัฐด้านไฟฟ้าเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน EV ในไทย ส่งผลให้ NEW MG ZS EV มียอดจองสะสมมากกว่า 2,200 คัน ก่อนที่หลังจากนั้น MG เน้นเดินหน้าขยายเซ็กเม้นต์ของ EV หลายรูปแบบ ตั้งแต่ Station Wagon ไปจนถึง Hatchback, SUV, MPV และ Roadster ก่อนพัฒนาพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK และลงทุนในโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย โดยโรงงานแบตเตอรี่ใช้ระบบประกอบ Cell-to-Pack และมีกำลังผลิตสูงสุดมากกว่า 50,000 แพ็กต่อปี

นอกจากนี้ MG ยังวางแผนขยายศูนย์บริการ เครือข่ายสถานีชาร์จ และการรับประกันเข้ามาช่วยลดความกังวล โดยในปี 2024 เริ่มมีการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ และชุดควบคุมมอเตอร์ของ EV บางรุ่นตลอดอายุการใช้งาน ก่อนขยายขอบเขตเพิ่มเติม
ครึ่งปีแรก 2026 โต 67% เตรียมขยับเป้าใหม่
สำหรับในปีนี้ คุณฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สามารถทำยอดขายได้ 16,920 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เป้ายอดขายทั้งปีขยับเพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 30,000 คันขึ้น ขยับขึ้นมาเป็น 36,000 คัน เมื่อคำนวณต่อจากยอดขายครึ่งปีแรกจะเฉลี่ยประมาณ 2,820 คันต่อเดือน

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ MG มั่นใจในการเติบโต โดยคุณฉัตวิทัยมองว่า หากย้อนกลับไปประมาณปี 2020 ตลาดยังอยู่ในช่วงที่รถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) มีบทบาทสูง โดยคิดเป็นสัดส่วน 94.4% ของตลาด แต่จากข้อมูลครึ่งแรกปี 2026 พบว่ารถเครื่องยนต์สันดาปเหลือสัดส่วนในราว 45.4% ขณะที่กลุ่มรถพลังงานใหม่ (NEV) เพิ่มขึ้นมาอยู่ประมาณ 54.6%
ส่งผลให้ช่วงปลายปีนี้ MG เตรียมกลยุทธ์และวางทิศทางใหม่ของ MG โดยแบ่งออกเป็นสองฝั่งทั้ง
- Mass Market หรือกลุ่มตลาดทั่วไปที่ MG มีฐานอยู่เดิม ผ่านรถหลายระดับราคาและหลายระบบขับเคลื่อน
- Premium Market โดยเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นจาก MG IM ที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีต้องการความพิเศษ ความแตกต่าง และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำตลาดแบบ Mass

เมื่อราคาขยับขึ้น ผู้บริโภคจึงไม่ได้ประเมินเฉพาะจำนวนฟังก์ชันต่อราคาที่จ่าย ความรู้สึกต่อแบรนด์ สังคมของผู้ใช้ บริการ และประสบการณ์รอบการครอบครองรถจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย MG จึงขยับวิธีสื่อสารจากการเน้นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ หรือ Functional Value ไปสู่สิ่งที่เป็น Social Value หรือคุณค่าทางสังคมที่เกิดจากการเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์และกลุ่มผู้ใช้
ที่สำคัญ MG ยังมีแผนขยายศูนย์ฯ อีก 4 แห่งเพื่อสร้างประสบการณ์ Premium โดยจะตัดสินใจจาก Strategic Location ทั้งจำนวนประชากร จำนวนรถที่จดทะเบียนอยู่ในพื้นที่ การจราจร และระบบขนส่ง ก่อนพิจารณาพันธมิตรที่เหมาะสม โดยแบ่งเป็น 2 แห่งที่อยู่ต่างจังหวัดและอีก 2 แห่งอยู่ในกรุงเทพฯ
กลยุทธ์ 4 Fine สร้างประสบการณ์นอกการขับ
จากการแบ่งตลาดออกเป็น 2 กลุ่มที่มีแตกต่างกัน ทำให้กลยุทธ์การตลาดต้องแยกออกจากกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม Premium Market ที่ต้องการประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ด้วยแคมเปญ MG IM Experience ที่จะถูกแบ่งออกเป็น 4 แกนหลักอย่าง
- Fine Dining ประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม
- Fine Living ประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิต
- Fine Art ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์
- Fine Balancing การสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต เช่น Wellness การออกกำลังกาย
โดย คุณฉัตวิทัย ระบุว่า กิจกรรมเหล่านี้จะถูกทยอยนำกิจกรรมในแต่ละแกนออกมาให้ผู้บริโภค โดยเริ่มจาก Fine Dining ก่อน และมีแผนขยายแกนอื่นตามมา ซึ่งเป็นกลยุทธ์การเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคนซื้อรถ MG IM ไปสู่สมาชิกส่วนหนึ่งของ MG IM
สำหรับ Fine Dining ทาง MG IM จะเริ่มต้นด้วยความร่วมมือกับ Chaebol Shabu ซึ่งร้านที่เข้ามาอยู่ใน Fine Dining จะต้องเป็นร้านระดับพรีเมียมและมีความแตกต่างจากร้านอื่นๆ ทั่วไป โดยจะมีทีมงานเพื่อทดลองใช้บริการหลายร้านก่อนตัดสินใจเลือกเป็นพันธมิตรที่ให้ความรู้สึก Exclusive โดยเจ้าของ MG IM5 และ IM6 จะได้รับส่วนลดอาหารและเครื่องดื่ม 10% ตามเงื่อนไข พร้อมเมนู Hamburg พิเศษ โดยรับสิทธิผ่าน MG Thailand Application
รวมไปถึงยังร่วมกับ Refill Coffee ร้านกาแฟระดับ Premium โดยมอบส่วนลดเครื่องดื่ม 10% สำหรับผู้ใช้ MG IM5 และ MG IM6 สามารถรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569 สำหรับสาขาที่ร่วมรายการ 3 แห่ง ได้แก่ พระราม 4 ทองหล่อ และขอนแก่น

เส้นทางกว่า 100 ปีของ MG จนเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในมือของ SAIC Motor สู่การเข้ามาในประเทศไทย ซึ่ง MG ในวันนี้กำลังจะเปลี่ยนจากแบรนด์ที่คนรู้จักและซื้อ ไปสู่แบรนด์ที่คนอยากมีส่วนร่วม ภายใต้กลยุทธ์ที่ MG วางหมากแบ่งออกเป็น 2 เกม ทั้งตลาด Mass และ Premium ไปพร้อมๆ กัน






