
สำหรับหลายคน “โป๊ยเซียน” คือยาดมที่คุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสินค้าเล็ก ๆ ที่อยู่ในกระเป๋า ในรถ หรือบนโต๊ะทำงานของคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย แต่ในอีกมุมหนึ่ง โป๊ยเซียนคือธุรกิจเก่าแก่ รุ่นสู่รุ่น และไม่ต่างจากแบรนด์รุ่นเก๋าหลายแห่งที่ต้องพบกับโจทย์สำคัญ นั่นคือจะรักษาสิ่งที่สั่งสมมาเกือบศตวรรษเอาไว้ได้อย่างไร พร้อมกับทำให้แบรนด์ยังมีชีวิตอยู่ในสายตาคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกัน
คำถามนี้กลายเป็นภารกิจของ ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ หรือ “คุณต้นคูน” กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 4 ของผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาดมตราโป๊ยเซียน กับการเข้ามารับบทบาทผู้นำทัพคนสำคัญในองค์กร ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า แม้จะแม้จะมีแพสชั่นในเรื่องอื่นมากกว่า แต่การมารับหน้าที่บริหารธุรกิจที่ได้รับมอบมา ก็ไม่ขอเรียกว่าเกิดจากการมีจุดพลิกของชีวิต เพื่อมารับช่วงต่อกิจการ
สำหรับ ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ หรือ “คุณต้นคูน” เรียกได้ว่ามีโปรไฟล์ที่สุดว้าวอย่างไม่น่าเชื่อ คนๆ เดียวแต่มีถึง 3 อาชีพด้วยกัน แน่นอนในโลกธุรกิจ เขาคือทายาทรุ่นที่ 4 ของแบรนด์ยาดมระดับตำนาน “โป๊ยเซียน” แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าเขายังมีอีกอาชีพคือเป็น ไกด์นำเที่ยวหรือ “มัคคุเทศก์” อีกด้วย!
“ถ้าไม่เชื่อผมมีบัตรไกด์ให้ดูครับ” คุณต้นคูนยืนยันอย่างหนักแน่น
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังเป็นอาจารย์สอนหนังสือตามสถาบันต่างๆ อีกด้วย
เรียกได้ว่า 1 คนแต่มี 3 บทบาทในร่างเดียว แต่ถึงกระนั้นการเข้ามารับบทบาทผู้บริหารธุรกิจเขาก็ไม่ได้จำใจหรือจำนนมารับช่วงต่อ เพราะยืนยันว่า “โป๊ยเซียน” ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว เพราะมีกรรมการบริหารร่วมตัดสินใจที่ชัดเจนด้วยกัน ไม่ได้มีแค่คนในครอบครัวมาบริหารแต่อย่างใด ที่สำคัญ การทำหน้าที่นี้ ด้วยการเป็นรุ่นที่ 4 ก็ยังเป็นความเต็มใจที่จะมาทำงานด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น คำว่าจุดเปลี่ยน หรือจุดพลิกผันชีวิตสำหรับเขาจึงไม่มี

“มันไม่มี Turning Point หรอกครับ เราเกิดมาเราก็รู้ว่าเรามีหน้าที่นี้”
ประโยคสั้น ๆ นี้สะท้อนความจริงของได้เป็นอย่างดี เพราะสำหรับคนที่เติบโตมากับกิจการ ความผูกพันกับธุรกิจไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เข้ามาทำงาน แต่มันเริ่มตั้งแต่วันที่เห็นพ่อแม่และคนในครอบครัวทำงานอยู่ทุกวัน คุณต้นคูนเล่าว่า เขาเติบโตมากับคุณย่า ผู้เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่วางรากฐานระบบบริหารของบริษัท จึงได้เห็นทั้งวิธีคิด วัฒนธรรมองค์กร และหลักการทำงานมาตั้งแต่เด็ก
“เราเห็นพ่อแม่ทำงาน เราผูกพันกับสิ่งที่เติบโตมาด้วยกัน มันเลยไม่มี Turning Point เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่แล้ว”
แม้จะเกิดในครอบครัวธุรกิจยาและสมุนไพร แต่เส้นทางการศึกษาของเขากลับไม่ได้เริ่มต้นจากสายบริหารธุรกิจ หากเป็นสายประวัติศาสตร์และวรรณคดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองลุ่มหลง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่เคยมองว่าการมี Passion ของตัวเองกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวเป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในมุมของเขา คนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อกิจการ ไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนเพื่อให้กลายเป็นคนรุ่นก่อน และก็ไม่จำเป็นต้องรื้อทุกอย่างเพื่อสร้างโลกใหม่ของตัวเอง
“อย่าสูญเสียความเป็นตัวเอง” นี่คือคำแนะนำแรกที่เขามอบให้กับคนที่กำลังรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว
“ถ้าเราสร้างธุรกิจเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างจะเป็นสไตล์ของเรา แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่สืบทอดมาแล้ว มันต้องหาวิธีอยู่กับสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ได้ พร้อมกับเติมตัวเราเข้าไป”
ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง Heritage กับ Modern แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างสองสิ่งให้เจอ
และนั่นคือความท้าทายที่ยากที่สุดของทายาทรุ่นที่ 4
เมื่อย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน โป๊ยเซียนยังเป็นแบรนด์ที่แทบไม่ได้ทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคย
“เราเพิ่งออกจากถ้ำมาได้ประมาณ 3 ปี” คุณต้นคูนพูดติดตลก แต่สะท้อนภาพได้ชัดเจน
ในอดีต การสื่อสารของแบรนด์อยู่บนสื่อดั้งเดิมเป็นหลัก ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และบิลบอร์ด ขณะที่โลกการตลาดเดินเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดียอย่างเต็มตัว และเมื่อเขาเริ่มเข้ามามีบทบาทในองค์กร เสียงเรียกร้องจากคนภายนอกก็ถาโถมเข้ามาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ทำไมไม่มี Instagram ทำไมไม่ทำ TikTok ทำไมไม่ทำ CEO Branding ทำไมไม่ทำเหมือนแบรนด์อื่น บลา.. บลา..
@poysianofficialth ทำไมยาดมตราโป๊ยเซียนไม่ทำกลิ่นใหม่สักที??? ไปฟังคำตอบจากต้นคูนเจ้าของตัวจริงกัน 💚💚 #Poysian #FounderStory #ชีวิตจริง #PoysianEveryday #ต้นคูนโป๊ยเซียน ♬ เสียงต้นฉบับ – poysianofficialth
แต่แทนที่จะรีบทำทุกอย่างตามกระแส คุณต้นคูนเลือกใช้วิธีที่ตรงกันข้าม
“ผมต้องรู้ก่อนว่า Positioning ของเราคืออะไร”
เขาเลือกลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ออกบูธเอง พูดคุยกับผู้บริโภคเอง สังเกตสีหน้า แววตา และปฏิกิริยาของผู้คนด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่าข้อมูลบางอย่างหาไม่ได้จาก Dashboard หรือ Report “ออนไลน์ให้ Data ได้ แต่บางอย่างให้ไม่ได้ คุณจะไม่เห็นแววตาคนที่วิ่งมาหาแบรนด์จริง ๆ”
นี่คือเหตุผลที่โป๊ยเซียนเริ่มลงทุนกับกิจกรรม On Ground มากขึ้น ทั้งการเข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียน การสนับสนุนคอนเสิร์ต การพบปะผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงการสร้างโครงการเพื่อสังคมที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายกิจกรรมไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อสร้างยอดขายระยะสั้น แต่ถูกออกแบบเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้คน“สิ่งที่คนได้รับจากสินค้าเรา คือ Positive Feeling เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่เราทำ ก็ควรสร้าง Positive Feeling เหมือนกัน”
แนวคิดนี้นำไปสู่โครงการต่าง ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยเชื่อมโยงกับแบรนด์ยาดมมาก่อน ตั้งแต่การสนับสนุนเก้าอี้และร่มให้แหล่งประวัติศาสตร์ การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโครงการช่วยเหลือในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่สิ่งที่ทำให้โครงการเหล่านี้แตกต่าง ไม่ใช่จำนวนเงินที่ลงทุน หากเป็นวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง
“เราจะไม่ทำอะไรแค่ครั้งเดียวแล้วหายไป” เขาเล่าว่า หลังจากมอบเก้าอี้หรือร่มให้หน่วยงานต่าง ๆ ทีมงานยังติดตามผล กลับไปดูของที่เคยมอบให้ โทรศัพท์สอบถาม และซ่อมแซมหากเกิดความเสียหายเพราะมองว่าการสร้างผลกระทบเชิงบวกไม่ใช่กิจกรรมถ่ายรูปแล้วจบ แต่เป็นความสัมพันธ์ระยะยาว

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือโป๊ยเซียนไม่ได้เลือกวิธีเปลี่ยนตัวเองจนจำไม่ได้ หรือพยายามจะปรับแบรนด์ใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่เลย โดยคุณต้นคูนนิยามบุคลิกของแบรนด์ไว้อย่างน่าฟังว่า “ถ้าโป๊ยเซียนเป็นคน เขาน่าจะอายุประมาณ 40 ปี สนุก สดใส เขาไม่สามารถกลับไปเป็นวัยรุ่น 18 ปีได้ แต่ก็ไม่ใช่คนแก่ที่เดินไม่ไหว”
นี่คือการยอมรับความจริงของแบรนด์อย่างตรงไปตรงมา แบรนด์ที่มีอายุเกือบ 90 ปี ไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวเป็นวัยรุ่น สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร และหาวิธีสื่อสารตัวตนเหล่านั้นให้น่าสนใจในยุคปัจจุบัน
หัวใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ปรากฏตลอดบทสนทนา คือเรื่อง “ความสม่ำเสมอ” สำหรับคุณต้นคูนความเป็นโป๊ยเซียนไม่ได้อยู่ที่แพ็กเกจจิ้ง ไม่ได้อยู่ที่แคมเปญ หรือไม่ได้อยู่ที่โลโก้ แต่คือความสม่ำเสมอของมาตรฐานสินค้า
“ความเป็นโป๊ยเซียนคือ Consistency และรากฐานของความสม่ำเสมอ คือความซื่อสัตย์”
เขายกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า หากร้านอาหารที่เราชอบใช้มะนาวสดมาตลอด วันหนึ่งเปลี่ยนเป็นมะนาวผง แม้รสชาติอาจไม่ต่างกันมาก แต่เมื่อผู้บริโภครู้ ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปทันที ดังนั้น สำหรับเขาการรักษามาตรฐานจึงไม่ใช่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องความไว้วางใจ แนวคิดเดียวกันนี้ยังสะท้อนออกมาผ่านการลงทุนด้านมาตรฐานการผลิต โดยก่อนจะกลับเข้ามาทำงานเต็มตัว เขาใช้เวลาศึกษาเรื่องเภสัชศาสตร์และมาตรฐานการผลิตอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล เพราะมองว่า การตลาดที่ดีจะไม่มีความหมาย หากสินค้าไม่มีคุณภาพรองรับ

แล้วเมื่อถามถึงบทเรียนสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจครอบครัว คุณต้นคูนตอบอย่างชัดเจนว่า
“ฟัง” ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ต้องฟังจริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการ ฟังคนรุ่นก่อน ฟังคนรุ่นใหม่ ฟังพนักงาน ฟังลูกค้า และฟังความรู้สึกของตัวเอง
“คนจำนวนมากแตกสลาย เพราะไม่ได้ฟังกัน”
ประโยคนี้อาจไม่ได้เป็นแค่บทเรียนของธุรกิจครอบครัว แต่เป็นบทเรียนขององค์กรทุกประเภทในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม
สำหรับโป๊ยเซียน การเดินทางของทายาทรุ่นที่ 4 อาจเพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ชายชื่อ “ต้นคูน” ไม่ได้พยายามเปลี่ยนแบรนด์ให้กลายเป็นสิ่งอื่น เขาเลือกทำความเข้าใจตัวตนของแบรนด์ให้ลึกขึ้น แล้วค่อยหาวิธีพามันเดินไปข้างหน้า ในวันที่หลายองค์กรกำลังไล่ตามเทรนด์ ไล่ตามไวรัล และแข่งขันกันสร้างความหวือหวา
“โป๊ยเซียน” กำลังเลือกอีกเส้นทางหนึ่งเส้นทางที่เดินช้ากว่าแต่มั่นคงกว่า เส้นทางที่เชื่อว่าภาพจำที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นภายในคืนเดียว และแบรนด์ที่อยู่มาเกือบ 90 ปี อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วที่สุด แค่ต้องรู้ว่าจะวิ่งไปทางไหน และยังเป็นตัวเองอยู่ระหว่างทางก็เพียงพอแล้ว
