ทำไม “สุขภาพการเงิน” ควรเป็นสวัสดิการยุคใหม่? ถอดแนวคิดทีทีบี กับโครงการ “โค้ชปลดหนี้” ที่เกิดมาจาก Pain Point จริงของพนักงาน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

เมื่อพูดถึงสวัสดิการขององค์กรยุคใหม่ หลายคนน่าจะนึกถึงประกันสุขภาพ วันลาพิเศษ การทำงานแบบ Hybrid หรือโปรแกรมดูแลสุขภาพจิต แต่ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานโดยตรง ปัญหาที่หลาย ๆ องค์กรอาจยังไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องที่ควรเข้าไปช่วยอย่างจริงจัง นั่นคือ “สุขภาพทางการเงิน”

เพราะต่อให้เงินเดือนเข้าตรงเวลาทุกเดือน แต่ถ้าพนักงานต้องแบกหนี้หลายก้อน มีภาระผ่อนสูงจนเงินไม่พอใช้ หรือต้องคอยกังวลว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายหนี้รอบถัดไป ความเครียดเหล่านี้ย่อมไม่ได้อยู่แค่ที่บ้านเท่านั้น แต่ติดตามเข้ามากระทบทั้งสมาธิ คุณภาพชีวิต และการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดจากทีทีบี ที่ต้องการผลักดันให้ Financial Well-being หรือ “การมีชีวิตทางการเงินที่ดี” กลายเป็นหนึ่งในสวัสดิการขององค์กรในยุคปัจจุบัน และแนวคิดนี้ก็ได้กลายมาเป็นโครงการ “โค้ชปลดหนี้” ซึ่งไม่ได้เป็นไอเดียที่ลอยมาจากผู้บริหารแต่เกิดจากชีวิตจริง Pain Point จริงที่ทีทีบีค้นพบจากพนักงานของตัวเอง

Marketing Oops! ชวนไปถอดแนวคิดของคุณ ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี ว่าทำไมการ “แก้ปัญหาหนี้” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลดดอกเบี้ย และเพราะอะไรองค์กรต้องเข้ามามีบทบาทช่วยให้พนักงานกลับมาตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้ง

 

จุดเริ่มต้น เมื่อพนักงานธนาคารเองก็มีปัญหาหนี้

คุณฐากรเล่าว่าจุดเริ่มต้นของโครงการ “โค้ชปลดหนี้” นั้นเกิดจากความเชื่อว่าคนที่ทำงานในธนาคารน่าจะมีความรู้เรื่องการเงิน และสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ดีกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อทีทีบีเริ่มตรวจสุขภาพทางการเงินของพนักงาน กลับพบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น พนักงานธนาคารจำนวนหนึ่งก็มีภาระหนี้สูงและเผชิญปัญหาทางการเงินไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนในธุรกิจอื่น ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทีทีบีต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า ก่อนจะออกไปช่วยลูกค้าหรือคนภายนอก ธนาคารควรเริ่มต้นจากการช่วยให้พนักงานของตัวเองมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นก่อนหรือไม่

โครงการโค้ชปลดหนี้จึงเริ่มนำร่องภายในองค์กรตั้งแต่ปี 2566 พร้อมพัฒนาพนักงานจากหลายสายงานให้เป็นโค้ชที่สามารถให้คำปรึกษาแก่เพื่อนพนักงานได้ ปัจจุบันมีโค้ชที่ผ่านการอบรมแล้วกว่า 110 คน และมีผู้เข้ารับคำปรึกษาจบไปแล้วกว่า 560 เคส

นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่า ความรู้ทางการเงินในตำราอาจทำให้เรารู้ว่าดอกเบี้ยทำงานอย่างไร หรือควรแบ่งเงินออมเท่าไร แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อต้องเจอกับค่ารักษาพยาบาล ภาระครอบครัว ความเป็นเดอะแบก รายได้ที่ไม่แน่นอน หรือหนี้หลายก้อนพร้อมกัน ทุกคนจะสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองเสมอไป

 

อินไซต์จากชีวิตจริง ทำไมคนถึงติดอยู่ในวงจรหนี้?

จากประสบการณ์การช่วยเหลือพนักงาน คุณฐากรเปิดอินไซต์ที่น่าสนใจถึงสาเหตุของการเป็นหนี้หนักพบว่า เกิดจากปัญหาหลายอย่างซ้อนกัน เช่น บางคนมีหนี้หลายก้อนทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รถ และบ้าน จนไม่รู้ว่าควรเริ่มแก้จากก้อนไหนก่อน บางคนเลือกกู้เงินก้อนใหม่มาโปะหนี้เก่า ทำให้ภาระดอกเบี้ยหมุนวนไปไม่จบ ขณะที่บางคนรู้จักการรวบหนี้หรือการปรับโครงสร้างหนี้ช้าเกินไป เมื่อภาระสูงจนเกินความสามารถแล้ว ทางเลือกในการแก้ปัญหาก็ลดลงตามไปด้วย

อีก Pain Point ที่สำคัญคือ คนจำนวนหนึ่งรู้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหา แต่ไม่กล้าเปิดเผย ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครหรือกังวลว่าจะถูกตัดสินว่าไม่มีวินัยทางการเงิน เกรงว่าจะมีผลต่อหน้าที่การงาน จึงพยายามจัดการทุกอย่างตามลำพัง จนปัญหาจากที่ยังพอแก้ได้ กลับค่อย ๆ สั่งสมจนหนักขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยอินไซต์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงิน (ttb financial health check) เพื่อให้พนักงานและคนทั่วไปสามารถเห็นสุขภาพ หรือสถานะทางการเงินของตัวเองได้ชัดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่กลุ่ม “สีเขียว” – มีสถานะทางการเงินแข็งแรง กลุ่ม “สีเหลือง” – เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยงจากการจ่ายขั้นต่ำ  กลุ่ม “สีส้ม” กำลังเผชิญภาระหนี้หนักหน่วงจากการจ่ายขั้นต่ำโดยเริ่มมีจ่ายไม่ไหวในบางเดือนแล้วและสภาพคล่องติดลบ ไปจนถึงกลุ่ม “สีแดง” อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติแล้ว โดยการแบ่งกลุ่มพิจารณาจากกระแสเงินสด ความสามารถในการชำระหนี้ และประวัติการผิดนัดชำระ เป็นต้น

คุณฐากรยังเปิดเผยข้อมูลการตรวจสุขภาพทางการเงินของผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 144,000 รายทั่วประเทศ ระหว่าง 1 ม.ค. 67 – 31  พ.ค. 69 พบว่า 53% อยู่ในกลุ่มสีเขียว 31% อยู่ในกลุ่มสีเหลือง 13% อยู่ในกลุ่มสีส้ม และอีก 3% อยู่ในกลุ่มสีแดง ตัวเลขนี้ทำให้เห็นเลยว่า แม้คนส่วนใหญ่ยังไม่ถึงขั้นผิดนัดชำระ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเปราะบางและอาจเข้าสู่ภาวะหนักขึ้นได้ หากไม่มีการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

จะแก้หนี้อย่างยั่งยืนต้องทำอย่างไร?

คุณฐากรมองว่า การแก้ปัญหาหนี้ด้วยการนำเงินไปโปะเพิ่ม ลดดอกเบี้ย หรือรวบหนี้เพียงอย่างเดียว อาจช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ แต่หากรูปแบบการใช้ชีวิต รายรับรายจ่าย และพฤติกรรมทางการเงินยังเหมือนเดิม ลูกหนี้ก็มีโอกาสกลับไปอยู่ในวังวนหนี้อีกครั้ง

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการให้ความรู้รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ โดยมีคนให้คำปรึกษา ให้แนวทางในการแก้ไขจัดการหนี้ รวมถึงให้กำลังใจ ซึ่งนั่นก็คือบทบาทของ “โค้ชปลดหนี้” ที่แตกต่างจากการเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อทั่วไป เพราะโค้ชไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกว่าควรกู้ผลิตภัณฑ์ใด แต่เริ่มจากการเปิดใจ การรับฟังและทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด เช่น สาเหตุของการเป็นหนี้ มีรายรับจากช่องทางใดบ้าง มีค่าใช้จ่ายจำเป็นเท่าไร มีหนี้อะไรบ้าง หนี้ก้อนไหนมีดอกเบี้ยสูง หรือมีรายจ่ายส่วนไหนที่สามารถปรับได้จริง

เมื่อได้ข้อมูลของผู้ขอรับคำปรึกษาครบถ้วนทั้งหมดแล้ว โค้ชจะช่วยวางแผนแก้ไขจัดการหนี้ จัดลำดับการชำระหนี้ แนะนำให้เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และเลือกใช้เครื่องมือการเงินต่าง ๆ ในการแก้ไขจัดการหนี้ซึ่งจะมีการตกลงร่วมกันกับผู้ขอรับคำปรึกษาเพื่อให้ได้แผนแก้หนี้ที่ทำได้จริงและเหมาะกับพนักงานผู้ขอรับคำปรึกษามากที่สุด โดยโค้ชจะออก “สมุดพกการเงิน” สรุปแผนจัดการหนี้ให้เพื่อเป็นแผนที่นำทางสำหรับผู้ขอรับคำปรึกษาไปดำเนินการด้วยตัวเองต่อไปหลังจบการให้คำปรึกษาแล้ว

คุณฐากรเล่าว่าสิ่งสำคัญคือโค้ชต้องติดตามผล ไม่ใช่พูดคุยครั้งเดียวแล้วจบ เพราะการแก้หนี้เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และหลายครั้งสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ รวมถึงการมีวินัยการเงิน ดังนั้น โค้ชปลดหนี้ทุกคนที่เป็นอาสาสมัครของทีทีบีจะต้องเข้ารับการอบรมและสอบผ่านหลักสูตรที่พัฒนาร่วมกับทีม Certified Financial Planner หรือ CFP เพื่อเรียนรู้การจัดทำงบการเงินส่วนบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูล การเลือกใช้เครื่องมือการเงินต่าง ๆ อย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขจัดการหนี้สิน รวมถึงการสื่อสารและการเปิดใจผู้ขอรับคำปรึกษาเพื่อให้กระบวนการให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด

 

สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้คนกล้าเปิดใจ

อีกอินไซต์น่าสนใจที่คุณฐากรเล่าให้เราฟังก็คือ ก่อนจะช่วยแก้หนี้ได้ โค้ชต้องทำให้ผู้ขอรับคำปรึกษารู้สึกเชื่อใจและไว้วางใจมากพอที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตนเองและข้อมูลรายละเอียดสถานการณ์จริง เพราะข้อมูลเรื่องหนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หลายคนไม่เคยเล่าให้เพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัวฟัง บางคนรู้สึกผิด บางคนกลัวถูกมองว่าไม่มีความรับผิดชอบ ขณะที่บางคนไม่กล้าเปิดยอดหนี้ทั้งหมด แม้กระทั่งยังไม่กล้าที่จะรู้สถานการณ์ความเป็นจริงทั้งหมดของตนเอง

โค้ชจึงต้องทำหน้าที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน พยายามเข้าใจว่าแต่ละคนเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เข้าใจสาเหตุของการเป็นหนี้ที่แท้จริง และช่วยชี้แนะให้เห็นว่าปัญหายังมีทางออก ซึ่งเสียงจากโค้ชหลาย ๆ คนสะท้อนว่า เมื่อพนักงานเริ่มจัดการภาระหนี้ได้ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร พนักงานหลายรายสะท้อนว่าสามารถกลับมาทำงานได้ดีขึ้น สบายใจขึ้น ไม่ต้องคอยรับโทรศัพท์ติดตามหนี้ และมองเห็นอนาคตของตัวเองชัดขึ้นเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

นี่ทำให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่ผู้มีหนี้ต้องการอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในการคำนวณ แต่เป็นคนที่พร้อมนั่งลง รับฟัง และให้คำปรึกษาช่วยแนะแนวทางในการเปลี่ยนปัญหาก้อนใหญ่ให้กลายเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ ที่เริ่มลงมือทำได้จริงนั่นเอง

 

ความสำเร็จไม่ได้หมายถึง “โปะหนี้หมด”

สำหรับโครงการนี้ ทีทีบีไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนคนที่ปิดหนี้ทั้งหมดได้เพียงอย่างเดียว เพราะหนี้ของแต่ละคนมีขนาด ระยะเวลา และข้อจำกัดต่างกัน แต่ตัวชี้วัดที่สำคัญที่คุณฐากรบอกก็คือ การทำให้ผู้ขอรับคำปรึกษากลับมามี “กระแสเงินสดเป็นบวก” หมายความว่า หลังหักค่าใช้จ่ายและภาระผ่อนทั้งหมดแล้ว ยังมีเงินเหลือพอให้ดำเนินชีวิตและไม่จำเป็นต้องก่อหนี้ใหม่

ซึ่งจากข้อมูลของโครงการ “โค้ชปลดหนี้” ผู้เข้ารับคำปรึกษากับโค้ช 56% สามารถกลับมามีกระแสเงินสดเป็นบวกได้ นอกจากนี้ ความสำเร็จยังรวมถึงการไม่สร้างหนี้เพิ่ม สามารถลดค่างวดต่อเดือน เริ่มกลับมาจ่ายหนี้ได้ตรงเวลา หรือเปลี่ยนจากการหลบเลี่ยงปัญหามาเป็นการกล้าเผชิญและลงมือแก้ไข

เพราะสำหรับคนที่เคยรู้สึกว่าติดอยู่ในวังวนหนี้ ตันไม่มีทางออก การได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ได้เห็นเส้นทางที่สามารถเดินต่อได้ อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญไม่แพ้การลดตัวเลขหนี้ลงก็เป็นได้

 

ทำไมสุขภาพการเงินจึงเป็นเรื่องขององค์กร

ที่ผ่านมา ปัญหาหนี้มักถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัว พนักงานต้องรับผิดชอบและแก้ไขด้วยตัวเอง แต่อีกด้านหนึ่ง ผลกระทบจากหนี้กลับเข้ามาอยู่ในที่ทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะพนักงานที่มีภาระหนี้สูง ก็ต้องคอยกังวลว่าเงินเดือนจะพอจ่ายเจ้าหนี้ไหม ต้องถูกติดตามทวงถามระหว่างทำงาน หรือไม่สามารถวางแผนชีวิตระยะยาวได้ แม้จะยังมาทำงานตามปกติ แต่สมาธิและพลังงานจำนวนมากถูกใช้ไปกับความเครียดทางการเงินแล้ว

ในมุมธุรกิจ นี่อาจกระทบทั้ง Productivity ความผูกพันกับองค์กร และคุณภาพชีวิตของพนักงาน ทีทีบีจึงมองว่า Financial Well-being ควรได้รับการยกระดับเป็นหนึ่งในสวัสดิการยุคใหม่ เช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ เพราะทั้งสามเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

ที่สำคัญคุณฐากรบอกด้วยว่าปัญหาหนี้สินยังมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายองค์กรอาจคิด เพราะมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยมีมากกว่า 12.5 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของตลาดแรงงาน จากข้อมูล กองเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ 17 ต.ค. 67 และกองบริหารการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ ณ 7 ต.ค. 67

ขณะที่สินเชื่อบุคคลเป็นหนึ่งในประเภทหนี้ที่พบมากในกลุ่มคนไทย ดังนั้น การช่วยให้พนักงานมีภูมิคุ้มกันทางการเงินจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR แต่สามารถมองเป็น People Strategy ที่ช่วยให้ทั้งพนักงานและองค์กรเติบโตไปด้วยกันได้

 

จากทดลองกับคนข้างในสู่การขยายโมเดลให้องค์กรอื่น

หลังจากเริ่มต้นกับพนักงานภายในและเห็นผลลัพธ์ที่ดี ทีทีบีจึงขยายโมเดลไปยังองค์กรพันธมิตรเพื่อยกระดับ Financial Well-being ของพนักงาน

แต่การขยายโครงการไม่ได้หมายความว่า ทีทีบีจะส่งโค้ชของธนาคารไปดูแลทุกองค์กรได้ตลอดไป โดยคุณฐากรระบุว่าแนวทางที่วางไว้คือการสร้างระบบแบบ Train the Trainer เชิญชวนพนักงานในองค์กรพันธมิตรที่มีความพร้อมและมีจิตอาสาเข้ามาเรียนรู้ความรู้การเงิน ก่อนกลับไปเป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยงให้เพื่อนพนักงานในองค์กรของตัวเอง

วิธีนี้ทำให้ความช่วยเหลือไม่จบลงพร้อมกับกิจกรรมหรือแคมเปญ แต่สามารถฝังอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรและขยายผลได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งผู้บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และทีมงานภายใน โดยแต่ละองค์กรอาจต้องสนับสนุนในหลายมิติ ตั้งแต่การสื่อสารให้พนักงานกล้าขอความช่วยเหลือ การจัดเวลาให้เข้าพบโค้ช ไปจนถึงการพิจารณานโยบายสวัสดิการหรือเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมต่อไป

 

Risk-based Pricing “เครื่องมือทางการเงินที่ให้รางวัลคนผ่อนดี

นอกจากจะมีโค้ชปลดหนี้ คอยช่วยเหลือพนักงานที่มีปัญหาทางการเงินแล้ว ทีทีบียังมุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีวินัยทางการเงิน โดยมองว่าคนที่มีประวัติการชำระหนี้ตรงเวลาควรได้รับการพิจารณาเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเงิน โดยในช่วงต้นปี 2569 ทีทีบีเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการธนาคาร เปิดตัวสินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก ที่ใช้แนวคิด Risk-based Pricing เปลี่ยนแนวคิดจากการจ่ายเท่ากันหมด มาเป็นจ่ายตามความจริง โดยนำคะแนนเครดิตจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NBC) มาพิจารณาการให้สินเชื่อและอัตราดอกเบี้ย ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงมากขึ้น

ผลลัพธ์ของสินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก คือช่วยลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าได้เฉลี่ยถึง 5% โดยอนุมัติไปแล้วกว่า 23,000 ราย (วงเงิน 41,000 ล้านบาท) ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยลูกหนี้ไปกว่า 650 ล้านบาท ตลอดสัญญา และเตรียมขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ต่อ ทั้งสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและบัตรกดเงินสดภายในปลายปีนี้

หากมองย้อนกลับไป กว่าจะเดินทางมาถึงโครงการ “โค้ชปลดหนี้” จะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีทีบีได้เดินหน้ายกระดับการช่วยลูกหนี้มาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ:

  • โครงการ “รวบหนี้”: ช่วยลดดอกเบี้ยและค่างวดให้ลูกค้ามีเงินเหลือใช้ ครอบคลุมทั้งคนมีบ้าน มีรถ และไม่มีหลักประกัน ช่วยเหลือไปแล้ว 77,700 บัญชี แบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้ถึงกว่า 3,100 ล้านบาท
  • สินเชื่อสวัสดิการอเนกประสงค์: เปิดโอกาสให้มนุษย์เงินเดือนที่รับเงินเดือนจากองค์กรที่มีการลงนามในสัญญาให้บริการสินเชื่อกับทีทีบี เข้าถึงสินเชื่อกว่า 499,000 ราย (วงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท) ปัจจุบันมีองค์กรที่ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วม 1,700 องค์กร
  • โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”: ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับโครงสร้างหนี้ ยกเว้นการเก็บดอกเบี้ยและลดค่างวด เพื่อฟื้นฟูสภาพคล่องให้ลูกค้าที่แบกภาระหนักกว่า 77,500 ราย (วงเงินกว่า 41,000 ล้านบาท)

 

บทเรียนสำหรับองค์กร สวัสดิการที่ดีต้องช่วยแก้ปัญหาชีวิตจริง

กรณีของโค้ชปลดหนี้ทำให้เราเห็นว่า สวัสดิการยุคใหม่อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ดูหวือหวา เพราะบางทีอาจจะเริ่มจากการถามพนักงานดูว่ากำลังเจอปัญหาอะไร และปัญหานั้นกำลังส่งผลต่อชีวิตและการทำงานอย่างไร

สำหรับบางองค์กร คำตอบอาจเป็นเรื่องสุขภาพจิต การดูแลครอบครัว หรือความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่สำหรับอีกหลายแห่ง  “ปัญหาทางการเงิน” อาจเป็นความกังวลที่พนักงานต้องแบกไว้ทุกวันโดยไม่มีใครมองเห็น นั่นเป็นเหตุผลให้ทีทีบีทดลองสร้างโมเดลที่ทำให้คนกล้ารับรู้สถานการณ์ของตัวเอง เข้าถึงความช่วยเหลือ และค่อย ๆ กลับมาตั้งหลักได้

ท้ายที่สุด สุขภาพการเงินที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงการไม่มีหนี้เลย แต่หมายถึงการมีรายรับรายจ่ายที่จัดการได้ มีแผนรับมือกับภาระที่เกิดขึ้น และรู้ว่าหากวันหนึ่งเกิดปัญหา เรายังมีคนและโมเดลที่พร้อมช่วยให้เดินต่อไป และนี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไม “สุขภาพการเงิน” ควรกลายเป็นหนึ่งในสวัสดิการพื้นฐานขององค์กรที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับคนของตัวเองอย่างยั่งยืนตามแนวคิดของทีทีบีนั่นเอง

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว ดอกเบี้ยเป็นไปตามแต่ละผลิตภัณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ttbbank.com เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด


  •  
  •  
  •  
  •  
  •