รู้จัก KP Ho แห่ง Banyan Group กับมุมมองต่อ AI, Climate Change และอนาคตธุรกิจท่องเที่ยว


สรุปประเด็นสำคัญจากมุมมองของ KP Ho

  • KP Ho ผู้ก่อตั้ง Banyan Group มองว่า Sustainability ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เรื่อง Green แต่ต้องครอบคลุมคน ชุมชน และผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจด้วย
  • ธุรกิจต้องขยับจาก Climate Mitigation หรือการลดผลกระทบ ไปสู่ Climate Adaptation หรือการเตรียมพร้อมรับผลกระทบจาก Climate Change ที่เกิดขึ้นจริง
  • AI อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่กว่า Internet และเปรียบ AI กับการเกิดขึ้นของ Electricity ที่เปลี่ยนแทบทุกอุตสาหกรรม
  • สำหรับ Hospitality จุดแข็งที่ AI ยังทดแทนได้ยากคือ Human Contact ขณะที่ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity มากขึ้น
  • อนาคตของ Tourism จะให้ความสำคัญกับ Experience มากขึ้น นักท่องเที่ยวไม่ได้มองเพียงความหรูหราหรือขนาดของโรงแรม แต่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างและมีเหตุผลให้เดินทางไป
  • Profile ของนักท่องเที่ยวโลกกำลังหลากหลายขึ้น ทั้งเอเชีย อินเดีย ตะวันออกกลาง และตลาดใหม่ ๆ ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับทั้ง Product, Service และ Communication
รู้จัก KP Ho แห่ง Banyan Group กับมุมมองต่อ AI, Climate Change และอนาคตธุรกิจท่องเที่ยว
รู้จัก KP Ho แห่ง Banyan Group กับมุมมองต่อ AI, Climate Change และอนาคตธุรกิจท่องเที่ยว

 

หนึ่งใน Highlight สำคัญของงาน PHIST 2026 คือ Session ของ KP Ho, Founder and Executive Chairman of Banyan Group ซึ่งมีผู้บริหารในวงการโรงแรมและ Hospitality มาร่วมฟังกันล้นห้อง

สำหรับคนนอกวงการ ชื่อของ KP Ho อาจไม่ได้คุ้นหูมากนัก แต่เขาคือผู้ก่อตั้ง Banyan Group กลุ่มธุรกิจ Hospitality ที่มีจุดเริ่มต้นจาก Phuket และเติบโตไปสู่เครือโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ

สิ่งที่ทำให้มุมมองของ KP Ho น่าสนใจนั้นไม่ได้มีเพียงประสบการณ์ในการสร้างธุรกิจโรงแรม แต่คือการที่เขาอยู่กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาหลายสิบปี และผ่านการเปลี่ยนแปลงของทั้ง Destination นักท่องเที่ยว เทคโนโลยี รวมถึงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง

บนเวที PHIST 2026 – KP Ho ไม่ได้พูดถึงเรื่องโรงแรมเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมตั้งแต่ Sustainability, Climate Change, AI ไปจนถึงอนาคตของ Tourism ซึ่งหลายเรื่องสะท้อนชัดว่า ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายด้าน

 

Sustainability ไม่ได้มีแค่เรื่อง “Green”

หนึ่งในประเด็นที่ KP Ho พูดถึงคือคำว่า Sustainability ซึ่งเขามองว่าทุกวันนี้ถูกใช้จนความหมายเริ่มแคบลง และหลายครั้งถูกตีความเหลือเพียงเรื่อง “Green”

สำหรับเขา Sustainability ต้องมองมากกว่านั้น ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม คน ชุมชน และผลกระทบที่ธุรกิจสร้างขึ้น

แนวคิดที่ Banyan Group ยึดถือมานานคือ Empowering People. Embracing the Environment. ซึ่งสะท้อนว่า Sustainability ไม่ได้มีแค่การลด Carbon หรือการใช้พลังงานสะอาด แต่รวมถึง Social Sustainability หรือความยั่งยืนของคนและชุมชนด้วย

ตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนาใน Laguna Phuket ซึ่ง Banyan Group มีแผนสร้างเส้นทางจักรยาน เส้นทางเดิน และ Botanical Garden ภายในโครงการ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แนวคิดคือการพัฒนาไม่ควรสร้างประโยชน์เฉพาะกับคนที่อยู่ในโครงการ แต่ควรเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้างด้วย

 

Climate Change จาก Mitigation สู่ Adaptation (จากการลดผลกระทบ สู่การปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง)

อีกเรื่องที่ KP Ho ให้ความสำคัญคือการเตรียมรับผลกระทบจาก Climate Change

ที่ผ่านมาองค์กรจำนวนมากพูดถึง Climate Mitigation เช่น การลด Carbon Emission แต่วันนี้ธุรกิจต้องคิดถึง Climate Adaptation มากขึ้น หรือการเตรียมความพร้อมหากผลกระทบจาก Climate Change เกิดขึ้นจริง

ที่ Laguna Phuket แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ทั้งการติดตั้ง Backup Power Generator ในโครงการ Condominium การลงทุนในระบบ Reverse Osmosis เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการ Lagoon และพื้นที่สีเขียว

หากมองในมุมธุรกิจ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่ Sustainability แต่คือ Business Resilience ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน น้ำ Infrastructure และความต่อเนื่องของธุรกิจ

KP Ho ยังพูดถึงคำว่า Accountability ในความหมายว่า ธุรกิจไม่จำเป็นต้องแก้ทุกปัญหา แต่ควรรับผิดชอบให้ดีที่สุดในเรื่องที่ตัวเองมีอำนาจตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโครงการ การเลือก Supplier การใช้ทรัพยากร หรือผลกระทบที่ธุรกิจมีต่อชุมชน สำหรับเขา Sustainability จึงไม่ได้อยู่ที่คำประกาศ แต่อยู่ที่สิ่งที่ธุรกิจเลือกลงมือทำจริง

 

AI จะเปลี่ยนโลกมากกว่า Internet

นอกจากเรื่อง Sustainability แล้ว KP Ho ยังพูดถึง AI ในมุมที่ค่อนข้างชัด KP Ho มองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีผลต่อโลกมากกว่า Internet และหากจะเทียบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอดีต เขาเปรียบ AI ไว้ใกล้เคียงกับการเกิดขึ้นของ Electricity

เราสามารถเปลี่ยน การมาของ การมีไฟฟ้าในอดีตที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เปลี่ยนที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่ไฟฟ้าได้กลายเป็นพื้นฐานของแทบทุกอุตสาหกรรม และเปลี่ยนทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตของคน ซึ่งเขาเชื่อว่า AI จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกัน

แต่ KP Ho ไม่ได้มอง AI ว่าจะเข้ามากวาดล้างทุกอย่างเหมือน Tsunami เขาใช้คำว่า “Evolution at warp speed” หรือวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงมากกว่า ซึ่งหมายถึง บางงานจะเปลี่ยน บางธุรกิจอาจหายไป และจะมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้น แต่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่าทักษะสำคัญในอนาคตไม่ใช่เพียงการ Coding หรือการใช้ AI ให้เป็น แต่คือความสามารถในการมองภาพใหญ่ เข้าใจว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนธุรกิจและอุตสาหกรรมไปในทิศทางไหน

ในแต่ละอุตสาหกรรม ผลกระทบจาก AI ก็จะไม่เท่ากัน โดย KP Ho ยกตัวอย่าง Banking และ Insurance ซึ่งมีงานจำนวนมากเกี่ยวข้องกับข้อมูล การวิเคราะห์ และการประมวลผลความรู้ งานลักษณะนี้มีโอกาสได้รับผลกระทบมาก เพราะ AI สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับ Hospitality เขามองต่างออกไป เพราะธุรกิจนี้ยังมีเรื่องของ Human Contact อยู่มาก การบริการและประสบการณ์ระหว่างคนกับคนยังเป็นส่วนสำคัญ AI จึงน่าจะเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity และช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าจะเข้ามาแทนคนทั้งหมด

 

อนาคตของ Tourism อยู่ที่ Experience

เมื่อพูดถึงอนาคตของธุรกิจท่องเที่ยว KP Ho มองว่าอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ นักท่องเที่ยวกำลังให้ความสำคัญกับ Experience มากขึ้น

เขาเองไม่ค่อยชอบนิยามคำว่า Luxury ในแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น Silverware, Chandeliers หรือสินค้า Brand Name แต่สนใจสิ่งที่เรียกว่า “The romance of travel” มากกว่า นั่นคือเสน่ห์ของการได้เดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น และได้สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง  และนี่เป็นเหตุผลที่เขามองว่า Experiential Tourism ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

โรงแรมหรือโครงการท่องเที่ยวจึงไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป เขายกตัวอย่างว่า หากมีพื้นที่ที่สวยและมีความน่าสนใจ แม้จะอยู่ห่างไกลหรือเดินทางไม่สะดวก ก็สามารถพัฒนาเป็นโครงการขนาดเล็กได้ หากสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีพอให้คนอยากเดินทางไป

ทิศทางนี้ทำให้การแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่จำนวนห้องหรือ Facility เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงว่า Destination หรือโรงแรมนั้นมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คนอยากไป

 

นักท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยน

อีกเรื่องที่ KP Ho พูดถึงคือการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งเขาเรียกว่า “Rainbow Tourism”

หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน การท่องเที่ยวระหว่างประเทศถูกขับเคลื่อนโดยนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นหลัก แต่วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปมาก ทั้งนักท่องเที่ยวจากเอเชีย อินเดีย ตะวันออกกลาง และอีกหลายตลาดมีบทบาทมากขึ้น

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลมากกว่าแค่การมีนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น เพราะแต่ละตลาดมีพฤติกรรม ความคาดหวัง วัฒนธรรม และรูปแบบการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน

โรงแรม Destination และธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้าใจนักท่องเที่ยวที่หลากหลายกว่าเดิม ตั้งแต่การออกแบบบริการ การสื่อสาร ไปจนถึงประสบการณ์ที่นำเสนอ

และสำหรับประเทศไทยที่ Tourism ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวโลกจึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องตามให้ทัน ไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเลย

 

จากมุมมองของ KP Ho  ว่าแม้ Sustainability, Climate Change, AI และการเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวจะดูเป็นคนละเรื่อง แต่ในความเป็นจริงทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจท่องเที่ยว

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตาจากนี้ จึงไม่ใช่เพียง Trend ใด Trend หนึ่ง แต่คือภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาโรงแรม การออกแบบ Experience การบริหารต้นทุน การใช้เทคโนโลยี และการทำความเข้าใจนักท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างไร

มุมมองของ KP Ho จึงไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับคนในธุรกิจโรงแรมหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่หลายแนวคิดสามารถนำไปใช้กับธุรกิจอื่นได้เช่นกัน ทั้งการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง การมอง Sustainability ให้ไกลกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้ AI ให้เหมาะกับบริบทของธุรกิจ และการกลับมาทบทวนว่า ลูกค้าในวันนี้ยังต้องการสิ่งเดิมอยู่หรือไม่

เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน สิ่งที่ทุกธุรกิจกำลังเจอเหมือนกันคือ โลกเปลี่ยนเร็วขึ้น และวิธีคิดแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เขียนโดย ณธิดา รัฐธนาวุฒิ
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MarketingOops.com

อ่านบทความ Exclusive Insider เพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความ Exclusive นี้เผยแพร่บน Marketing Oops! เป็นที่แรกที่เดียว

Copyright© MarketingOops.com

 

KP Ho คือใคร?
KP Ho คือ Founder and Executive Chairman of Banyan Group กลุ่มธุรกิจ Hospitality ที่มีจุดเริ่มต้นจาก Phuket และขยายไปสู่ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Hospitality มาหลายสิบปี

KP Ho มอง Sustainability อย่างไร?
KP Ho มองว่า Sustainability ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการเป็น Green แต่ควรครอบคลุมทั้งคน ชุมชน และผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ โดย Banyan Group ใช้แนวคิด Empowering People. Embracing the Environment. เป็นหนึ่งในหลักสำคัญของการพัฒนา

Climate Mitigation และ Climate Adaptation ต่างกันอย่างไร?
Climate Mitigation คือการพยายามลดสาเหตุหรือผลกระทบของ Climate Change เช่น การลด Carbon Emission ส่วน Climate Adaptation คือการเตรียมตัวรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจริง เช่น การเตรียมระบบไฟฟ้าสำรอง การบริหารจัดการน้ำ หรือการออกแบบ Infrastructure ให้รับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป

KP Ho มองว่าธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ Climate Adaptation มากขึ้น ไม่ใช่คิดเฉพาะเรื่องการลด Carbon

KP Ho มอง AI อย่างไร?
KP Ho มองว่า AI เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่อาจมีผลต่อโลกมากกว่า Internet และเปรียบ AI กับการเกิดขึ้นของ Electricity เพราะมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแทบทุกอุตสาหกรรม

เขาเรียกการเปลี่ยนแปลงจาก AI ว่า “Evolution at warp speed” หรือวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงมาก

AI จะเข้ามาแทนคนในธุรกิจโรงแรมหรือไม่?
ในมุมของ KP Ho ธุรกิจ Hospitality ยังมีเรื่อง Human Contact เป็นส่วนสำคัญ ทั้งการบริการ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ระหว่างคนกับคน

AI จึงมีแนวโน้มเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มากกว่าจะเข้ามาแทนคนทั้งหมด

อนาคตของธุรกิจท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
KP Ho มองว่านักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับ Experience มากขึ้น โรงแรมหรือโครงการท่องเที่ยวจึงไม่จำเป็นต้องใหญ่หรือหรูที่สุด แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและมีเหตุผลให้คนอยากเดินทางไป

เขาเรียกเสน่ห์ของการเดินทางนี้ว่า “The romance of travel”

Experiential Tourism คืออะไร?
Experiential Tourism คือการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการเดินทางไปพักหรือใช้ Facility เพียงอย่างเดียว เช่น การได้สัมผัสสถานที่ วัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวพบในชีวิตประจำวัน

Rainbow Tourism คืออะไร?
Rainbow Tourism เป็นคำที่ KP Ho ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงของตลาดนักท่องเที่ยวโลก จากอดีตที่ International Tourism มีนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นกลุ่มสำคัญ ไปสู่ตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยวจากเอเชีย อินเดีย ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น ๆ

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม และวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกันมากขึ้น

ธุรกิจอื่นสามารถเรียนรู้อะไรจากมุมมองของ KP Ho ได้บ้าง?
แนวคิดของ KP Ho ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจโรงแรม เพราะหลายเรื่องเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเตรียมธุรกิจให้พร้อมกับ Climate Change การมอง Sustainability ให้กว้างกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจผลกระทบของ AI ไปจนถึงการติดตามว่าความต้องการของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไร


Pasin Pitithanarith
ให้กำลังใจกันโดย ชอบกดไลท์ ใช่กดเลิฟ มีประโยชน์กดแชร์