
“Wellness Economy” ไม่ใช่กระแสนิยมเพียงชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลักระดับโลกที่ขยายตัวรวดเร็วกว่า GDP โลกเกือบเท่าตัว ด้วยมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 กับอัตราการเติบโต 7.9% ในปีก่อนหน้านี้ เป็นเครื่องพิสูจน์และยืนยันได้อย่างชัดเจน โดยรายงานล่าสุดจากสถาบัน Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ตลาดนี้จะขยายตัวด้วยอัตราเฉลี่ย 7.6% ต่อปี และจะมีมูลค่าเฉียด 9.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2029
สำหรับประเทศไทย Wellness Economy ได้สร้างมูลค่าสูงถึง 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 คิดเป็น 8.11% ของ GDP ประเทศไทย โดยอยู่ในอันดับ 24 ของโลกและอันดับ 9 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 36.4% ต่อปี เป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก
จาก Soft Power สู่ Economic Infrastructure
หนึ่งใน Soft Power ของไทยที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและเนต้นทุนทางวัตฒนธรรมของไทย อย่างนวดไทย สมุนไพรพื้นบ้าน อาหารที่เป็นยาและจิตวิญญาณแห่งการต้อนรับ ถือเป็นจุดแข็งที่ช่วยสร้างภาพจำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของนักเดินทางทั่วโลก และยังเป็นความได้เปรียบการแข่งขันที่ยั่งยืน ความท้าทายคือการเปลี่ยนภาพจำเหล่านั้นให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

โดย คุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยได้กำหนด 7 ด้านในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนภูมิปัญญาสมุนไพร นวดไทย การผดุงครรภ์ และการแพทย์พื้นบ้าน ให้สอดรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และมาตรฐานสากล ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนนำบริการด้านสุขภาพมาพัฒนาเป็นโมเดลสร้างรายได้แบบต่อเนื่อง รวมไปถึงการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมสมุนไพรทางการแพทย์
ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ตด้านสุขภาพที่พัฒนาโปรแกรมด้านสุขภาพเป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ยังสามารถขยายบริการเหล่านั้นไปยังโรงแรม โรงพยาบาล หรือโครงการที่อยู่อาศัยได้ เพื่อสร้างประสบการณืให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีการสร้างงานวิจัยรองรับมาตรฐานวิชาชีพนวดไทยและการแพทย์โบราณด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาผลลัพธ์การดูแลสุขภาพเชิงลึก
Wellness Real Estate โอกาสใหม่ตลาดอสังหาฯ ไทย
ในบรรดาอุตสาหกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Wellness Economy อุตสาหกรรมที่โดดเด่นที่สุด คือ Wellness Real Estate ที่รวมทั้งการออกแบบ พัฒนาและบริหารโดยคำนึงถึงสุขภาพกาย สุขภาพใจและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ตั้งแต่ระบบอากาศและน้ำไปจนถึงแสงธรรมชาติ พื้นที่ออกกำลังกายและความสัมพันธ์ในชุมชน จากข้อมูลในปี 2019-2024 ชี้ว่า Wellness Real Estate ในไทยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15.3% ต่อปี ขยับมูลค่าตลาดจาก 353 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 719 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024
ส่งผลให้สัดส่วนงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพเพิ่มจาก 1.03% เป็น 2.06% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนถึงพื้นที่ว่างทางการตลาดที่ยังรอการพัฒนาอีกมาก
ยิ่งเมื่อสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่พบว่า มีการให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพ ทั้งการมีฟิตเนส สระว่ายน้ำ หรือพื้นที่สีเขียว เมื่อบริการด้านสุขภาพเหล่านี้ทำงานอย่างต่อเนื่อง จะสามารถสร้างรายได้มากกว่าการขายหรือให้เช่าพื้นที่ ทั้งค่าสมาชิก ค่าบริการสุขภาพ ค่าดูแลผู้สูงวัย โปรแกรมอาหาร และบริการดูแลหลังการขาย ความท้าทายสำคัญอย่างการใช้คำว่า Wellness หากไม่มีมาตรฐานหรือผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ผู้บริโภคอาจมองว่าเป็นเพียงการสื่อสารทางการตลาดเท่านั้น
Longevity ดัน Wellness เข้าใกล้การแพทย์
ปัจจุบันธุรกิจที่เกี่ยวกับ Wellness กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ “Longevity” ทมี่เน้นการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพและช่วงชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ผลักดันให้การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) กลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม สำหรับเอเชียมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก หลายประเทศกำลังเผชิญอัตราการเกิดลดลงและจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ร่วมกับธุรกิจด้านสปาและการท่องเที่ยว ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาโปรแกรมที่เชื่อมต่อการแพทย์เชิงป้องกันเข้ากับการท่องเที่ยวพักผ่อนและการฟื้นฟู
โดยเฉพาะธุรกิจสปา ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อระดับสูงพร้อมเข้ารับบริการ เห็นได้จากการเติบโตของกลุ่ม Medical Spa ที่รายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้ในประเทศไทยจากประมาณ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 23 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เฉลี่ยเติบโต 13.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนสถานประกอบการเพิ่มจาก 23 แห่งเป็น 48 แห่ง ชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ต้องผ่านบทพิสูจน์มากกว่าพึ่งภาพลักษณ์หรูหราหรือเทคโนโลยีที่ดูทันสมัย
เอเชียเป็นห้องทดลองและศูนย์นวัตกรรมโลก
สำหรับ คุณแคทเธอรีน เฟลิเซียโน-ชอน (Cathy Feliciano-Chon) ในฐานะประธานร่วม (Co-Chair) ในการจัดงานประชุมสุดยอดผู้นำเวลเนสโลก ครั้งที่ 20 (Global Wellness Summit) มองว่า เอเชียแปซิฟิกมีจำนวนประชากรมากและมีตลาดสุขภาพขนาดกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ภูมิภาคเอเชียยังเป็นแหล่งต้นทางองค์ความรู้ วัตถุดิบในการดูแลสุขภาพที่หลายประเทศต้องการเรียนรู้

โดยเฉพาะระบบการแพทย์ดั้งเดิมที่พัฒนามายาวนาน ทั้งการแพทย์แผนจีน การแพทย์แผนไทย ขณะเดียวกันยังมีการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างการแพทย์ดั้งเดิมและนวัตกรรม โดยประเทศไทยยังติดอยู่ในกลุ่ม 10 ตลาดสุขภาพขนาดใหญ่ของเอเชียแปซิฟิกที่มีมูลค่า 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 รองจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้
ที่สำคัญหลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสูงวัยก่อนภูมิภาคอื่น ทำให้เอเชียกลายเป็นต้นแบบให้ทั่วโลกนำไปปรับใช้ การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน 2026 ภายใต้แนวคิด “The Science, Art, and Soul of Wellness” เป็นเพราะความพร้อมของไทย โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท และก่อให้เกิดมูลค่าการค้าตามมา
โอกาสของธุรกิจต้องเชื่อมต่อหลายอุตสาหกรรม
Wellness Economy เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ไม่มีอุตสาหกรรมใดสามาถครอบครองทั้งตลาดได้หมด เพราะโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และเครื่องมือ แต่ก็ต้องอาศัยโรงแรมและการท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ระยะยาว หรืออสังหาริมทรัพย์พักอาศัยก็ต้องพึ่งพาผูเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีต้องการข้อมูล ทำให้ต้องทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ให้บริการ
แต่สิ่งที่ประเทศไทยและผู้ประกอบการยังต้องเร่งพัฒนา คือการเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้ให้กลายเป็นระบบที่มีมาตรฐานร่วมกัน มีข้อมูลสนับสนุน มีบุคลากรเพียงพอและสามารถขยายศักยภาพออกนอกประเทศได้ หากยังเน้นรายได้แค่จากค่าห้อง ค่ารักษา ค่าบริการสปากับยอดใช้จ่ายของนักเดินทาง รายได้ก็จะยังผูกกับจำนวนนักท่องเที่ยว และต้องเร่งดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือน
หากธุรกิจไทยสามารถพัฒนาโปรแกรมสุขภาพ แบรนด์ แพลตฟอร์ม มาตรฐาน และองค์ความรู้ที่ส่งออกได้ รายได้ก็จะขยายจากการบริการภายในประเทศไปสู่ค่าบริหาร ค่าสมาชิก ค่าลิขสิทธิ์ ผลิตภัณฑ์

มูลค่าอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกที่กำลังพุ่งสู่ระดับ 9.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าสุขภาพกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศไทยมีต้นทุนความพร้อมทั้งด้านการแพทย์และนวัตกรรม แต่ก็จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมระหว่างภาคอสังหาริมทรัพย์ การแพทย์ ธุรกิจบริการ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กลายเป็นนวัตกรรมสุขภาพที่มีผลลัพธ์ชัดเจนและรับรองด้วยงานวิจัย
