
อย่างที่ทุกคนทราบว่า การจะจ่ายเงินซื้อของแต่ละครั้ง เราในฐานะผู้บริโภคจะใช้เวลากับการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแก้วโปรด ร้านอาหารสำหรับมื้อพิเศษ หรือแม้กระทั่งเรื่องเทคโนโลยี การเช็กข้อมูลออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่ “ยางรถยนต์” ที่ในอดีตเรามักจะให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำเป็นหลัก
โดยรายงาน Thailand Tires Market Review ช่วงครึ่งปีแรก 2569 (มกราคม–มิถุนายน 2569) จาก YellowTire.com แพลตฟอร์มยางรถยนต์ออนไลน์ชั้นนำของไทย กำลังชี้ให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดยางรถยนต์ที่ก้าวเข้าสู่ยุค Data-Driven เต็มรูปแบบ พฤติกรรมการค้นหาและความสนใจบนโลกดิจิทัล กลายเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางความต้องการของผู้บริโภคที่รวดเร็วกว่าตัวเลขยอดที่เกิดขึ้น
สนใจและค้นหายางสำหรับ EV เพิ่มขึ้น
ช่วงระยะเวลา 2–3 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุค EV อย่างชัดเจน เห็นได้จากจำนวนรถ EV ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนเพิ่มขึ้น ในปี 2569 ด้วยจำนวนของ EV ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ตลาด Aftermarket มีความต้องการมากขึ้น
สถิติจาก YellowTire เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 สัดส่วนการค้นหายางสำหรับ EV พุ่งสูงถึง 67.54% ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนเพียง 37.62% สอดคล้องกับวงรอบการใช้งานยางรถยนต์ของรถ EV ที่เริ่มจดทะเบียนในช่วงปี 2565–2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยางชุดแรกหลังจากได้รับรถมา

ขณะเดียวกัน สภาพตลาดยางรถยนต์โดยรวม ยังคงสามารถรักษาสมดุลของกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไว้ได้เป็นอย่างดี โดยที่
- รถยนต์นั่ง (Passenger Car): มีสัดส่วนความสนใจอยู่ที่02%
- รถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Truck / PPV / SUV): มีสัดส่วนความสนใจอยู่ที่68%
สะท้อนให้เห็นว่า แม้กระแสรถ EV จะเติบโตมากเพียงใด แต่ฐานผู้ใช้รถยนต์นั่งและรถกระบะเดิมยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่แบรนด์และผู้ให้บริการด้านยางรถยนต์ไม่ควรมองข้าม
ยางรถยนต์สะท้อนภาพรวมตลาดรถยนต์
นอกจากนี้ การค้นหาขนาดยางบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ยังสะท้อนถึงจำนวนรถยนต์บนท้องถนนและรูปแบบของรถยนต์ได้อย่างชัดเจน โดยยางขนาด 265/60R18 ทำสถิติความสนใจสูงสุดในรอบ 13 เดือน ซึ่งเป็นยางที่ใช้ในรถยนต์กลุ่ม SUV และรถกระบะ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของกลุ่มรถกระบะและ PPV ที่เป็นรุ่นยอดนิยมในไทย เช่น Toyota Fortuner, Isuzu D-Max, Isuzu MU-X, Hilux Revo, Ford Everest และ Mitsubishi Pajero Sport
ขณะที่ยางสำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขนาด 185/60R15 ยังคงเป็นขนาดของยางหลักในกลุ่ม และยังคงรักษาระดับความต้องการได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนยางสำหรับรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ที่ใช้ขอบ 19 นิ้วและ 20 นิ้ว ยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของกลุ่มรถ SUV ขนาดใหญ่ กลุ่มรถ Crossover และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ล้อเดิมที่มีขนาดใหญ่ติดมาจากโรงงานเป็นหลัก
เมื่อวิเคราะห์รุ่นรถยนต์ที่มีการค้นหายางมากที่สุดในเดือนมิถุนายน 2569 จะประกอบไปด้วย
- Toyota Fortuner ค้นมามากที่สุดในกลุ่ม PPV
- Honda HR-V ค้นมามากที่สุดในกลุ่ม Crossover
- BYD Dolphin ค้นมามากที่สุดในกลุ่ม EV Compact
- BYD ATTO 3 ค้นมามากที่สุดในกลุ่ม EV SUV
ความต้องการยางรถยนต์ของรถเหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างความต้องการยางที่กระจายตัวอยู่ใน 3 กลุ่มหลักทั้ง รถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถยนต์นั่งขนาดใหญ่และรถ EV ได้อย่างชัดเจน
แบรนด์ยางทางเลือกมาแรงเมื่อความคุ้มค่ามาก่อน
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในครึ่งปีแรก 2569 คือการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของความสนใจ หรือ Consideration Share ของแบรนด์ยางรถยนต์ โดยยางรถยนต์อย่างแบรนด์ Yokohama ขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ด้านความสนใจสูงสุดเป็นครั้งแรกบนแพลตฟอร์ม ด้วยสัดส่วน 13.48% ตามมาด้วย Bridgestone ที่มีสัดส่วนการค้นหาอยู่ที่ 9.50% และ Michelin ที่มีสัดส่วนการค้นหาอยู่ที่ 8.46%
แต่เมื่อวิเคราะห์สัดส่วนความสนใจในภาพรวมของทั้ง 3 แบรนด์หลักจะพบว่า กลับมีสัดส่วนที่ลดลงจากเดิม หลังจากที่เคยสูงเกินกว่า 40% ในปี 2568 เหลือเพียงประมาณ 27% ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้ยึดติดแบรนด์และพร้อมเปิดรับแบรนด์ยางรถยนต์ทางเลือกมากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับเรื่องความคุ้มค่า สมรรถนะที่ตอบโจทย์ และความเหมาะสมกับการใช้งานจริง มากกว่าการยึดติดกับชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว
รวมไปถงการมีแบรนด์ยางจำนวนมากเกิดขึ้นมาใหม่ทั้งเป็นแบรนด์ยางสัญชาติไทยและแบรนด์ยางจากต่างประเทศ ส่งผลให้แบรนด์ระดับกลางและแบรนด์ในกลุ่ม Value อย่าง Otani, Maxxis, Toyo Tires, Continental, Goodyear และ Lenso เริ่มเข้ามามีบทบาทในกระบวนการพิจารณาเลือกซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปรับตัวสู่ Data-Driven Experience
ด้าน คุณวิทยา คุณาวิชยานนท์ ผู้ก่อตั้ง YellowTire ให้มุมมองว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยมีความละเอียดในการค้นหาข้อมูลสูงขึ้น เริ่มต้นจากการศึกษาสเปกยาง อ่านรีวิว เปรียบเทียบราคา แล้วจึงเลือกเข้ารับบริการจากร้านที่พร้อมให้บริการและมีสินค้าที่ต้องการ ดังนั้นการสร้างตัวตนของธุรกิจและแบรนด์บนช่องทางดิจิทัล พร้อมๆ กับการนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการธุรกิจ จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจยางรถยนต์ในปัจจุบัน

เมื่อผู้บริโภคเน้นความทคุ้มค่าประกอบกับสภาวะกำลังซื้อที่ชะลอตัว ผู้ประกอบการธุรกิจยางรถยนต์และผู้จัดจำหน่าย ควรปรับกลยุทธ์ 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย
- Online Visibility: ด้วยการสร้างตัวตนให้ผู้บริโภคค้นพบได้ง่าย โดยเฉพาะการทำให้ AI สามารถแนะนำกับผู้บริโภคได้ ตั้งแต่ขั้นตอนที่ผู้บริโภคเริ่มทำการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูล
- Data-Based Inventory: ธุรกิจยางรถยนต์ควรนำข้อมูลความต้องการจริงในแต่ละพื้นที่ มาปรับใช้ในการบริหารสต็อกยาง แทนการคาดการณ์รูปแบบเดิม เพื่อลดความเสี่ยงที่มียางรถยนต์ในสต็อกมากเกินไปจนกลายเป็นยางเก่าเก็บ
- EV Readiness: ธุรกิจยางรถยนต์เห็นแนวโน้มการเติบโตของ EV แล้ว ควรเตรียมความพร้อมสำหรับรถ EV ทั้งด้านสินค้า ความรู้ช่างและบริการ เพื่อรองรับกลุ่มรถ EV ที่กำลังทยอยเข้าสู่รอบของการเปลี่ยนยาง
- Multi-Tier Product Portfolio: ควรมียางรถยนต์ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ Premium, Medium และ Value เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่มีงบประมาณและเงื่อนไขการใช้งานที่หลากหลายและแตกต่างกัน
นอกจากนี้ จากข้อมูลยังระบุถึงความต้องการยางรถยนต์ในต่างจังหวัดที่เติบโตขึ้น ซึ่งพบว่า สัดส่วนการค้นหายางรถยนต์ในกรุงเทพฯ ลดลงเหลือ 35.22% ขณะที่ตามหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอย่าง นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ และขอนแก่น มีสัดส่วนการค้นหายางทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทำตลาดแบบ Mass อาจไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อีกต่อไป ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้โมเดล
“Car Model × Tire Size × Region × Price Tier”
เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบ Personalize ได้อย่างแม่นยำลงลึกถึงในระดับพื้นที่และระดับผลิตภัณฑ์

จะเห็นได้ว่า ภาพรวมตลาดยางรถยนต์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แล้ว ความสนใจในยางรถ EV และการกระจายตัวไปสู่แบรนด์ทางเลือก กำลังสะท้อนว่า ผู้บริโภคใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจซื้อ ที่สำคัญตลาดยางรถยนต์ไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาหรือโปรโมชันหน้าร้านอีกต่อไป แต่จะเป็นการแย่งชิงพื้นที่ Customer Journey บนช่องทางออนไลน์ การเชื่อมโยงข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคให้สอดคล้องกับการบริหารสต็อกสิน และการให้บริการแบบ O2O (Online-to-Offline) จะช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน
