Instagram ปรับโฉมใหม่ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปี เมื่อ Brand Refresh ไม่ได้มีแค่ Wordmark ใหม่ แต่กำลังบอกว่าแบรนด์อยากเป็นใครในยุค Creator

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Instagram ขยับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งสำคัญ เปิดตัว Brand Refresh ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปี พร้อม Wordmark ใหม่และ Brand System ที่ถูกออกแบบให้รองรับ Instagram ในบทบาทที่เปลี่ยนไปจากอดีต โดยเจ้าตัวนิยามบทใหม่ของแบรนด์เอาไว้ด้วยแนวคิด “Yours to make”

เรื่องนี้จึงต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก่อนว่า ไม่ใช่การ Rebrand แบบรื้อภาพจำเดิมทั้งหมด และก็ไม่ใช่แค่เปลี่ยนฟอนต์ของคำว่า Instagram ให้ดูสดใหม่ขึ้นเท่านั้น เพราะ Instagram ระบุอย่างเป็นทางการว่าได้ “refresh” องค์ประกอบของแบรนด์ เพื่อรองรับพัฒนาการของ Creator Community และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

 

ปรับโฉม Wordmark ครั้งแรกในรอบ 10 ปี

โดยไฮไลท์ของการทำ Brand Refresh อย่างแรกก็คือ Wordmark คำว่า Instagram แบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนนี้ครั้งแรกในรอบประมาณ 10 ปี หลังจากเวอร์ชันเดิมถูกใช้งานมาตั้งแต่ปี 2016 ขณะที่ Camera Glyph และ Gradient ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของ Instagram ยังถูกเก็บเอาไว้

Adam Mosseri หัวเรือใหญ่ของ Instagram อธิบายถึงเหตุผลของการปรับครั้งนี้ว่า Wordmark ที่อยู่ด้านบนของแอปไม่ได้เปลี่ยนมานาน 10 ปี จึงถึงเวลาที่ต้อง Refresh โดยดีไซน์ใหม่ต้องการให้ดูสะอาดและร่วมสมัยขึ้น ขณะเดียวกันยังรักษาการเชื่อมโยงกับต้นฉบับ รวมถึงความเรียบง่ายและงานฝีมือที่เป็นส่วนหนึ่งของ Instagram มาตลอด

แต่หากมองเฉพาะ Wordmark อาจยังเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ครบ จาก Instagram ที่ต้อง “อธิบายตัวเอง” สู่แบรนด์ที่แทบไม่ต้องแนะนำตัวอีกแล้ว

ทั้งนี้ เบื้องหลัง Brand Refresh มีโจทย์ที่น่าสนใจกว่าการออกแบบโลโก้ใหม่ โดย Christy Silva, Creative Director, Brand Design and Creative Marketing ของ Instagram เล่าว่า ในช่วงแรกที่ Instagram ถือกำเนิดขึ้นมา แบรนด์จำเป็นต้องสื่อสารค่อนข้างมาก เพราะต้องอธิบายทั้งประโยชน์ ฟีเจอร์ และบอกให้ผู้บริโภครู้ว่าแพลตฟอร์มนี้มีไว้ทำอะไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาระดังกล่าวค่อยๆ ถูกย่อเหลือเพียง Brand Asset ที่ทรงพลังไม่กี่ชิ้น โดยเฉพาะ Camera Glyph และ Sunset Gradient

วันนี้สถานะของ Instagram ต่างจากวันแรกแทบทุกมิติ แบรนด์เป็นที่รู้จักของผู้คนหลายพันล้านคน และแพลตฟอร์มเองก็เดินทางไกลจากการเป็นแอปแชร์ภาพ ไปสู่พื้นที่ที่เต็มไปด้วย Reels, Stories, Meme, Photo Dump, Creator, งานศิลปะ ไปจนถึงบทสนทนาและวัฒนธรรมย่อยจำนวนมหาศาล

การเติบโตก้าวข้ามไปไกลกว่าแอปฯ แชร์ภาพ

นอกจากนี้ Cynthia Pratomo, Director of Brand Design ของ Instagram เรียกกระบวนการนี้ว่า “การเติบโตขึ้น” ของ Instagram คำว่าโตขึ้นในที่นี้ไม่ได้แปลว่าแบรนด์ต้องดูจริงจังขึ้น แต่หมายถึงการยอมรับว่า Instagram ในวันนี้ไม่มีบุคลิกเพียงแบบเดียวอีกต่อไป บางช่วงต้องสื่อสารด้วยน้ำเสียงจริงจัง บางครั้งให้กำลังใจ บางครั้งสนุก ดังนั้น Brand System ต้องมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับความหลากหลายทั้งหมด

นี่เองที่ทำให้ Brand Refresh รอบนี้น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ Brand Strategy เมื่อ “แบรนด์” ต้องยอมถอย เพื่อให้ Creator เด่นขึ้น หากมองผ่านมุม Brand Strategy การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนวิธีคิดของแพลตฟอร์มที่เติบโตจน Brand Equity แข็งแรงมากพอแล้ว

Instagram ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกพื้นที่เพื่อย้ำว่า “นี่คือ Instagram” โจทย์ใหม่กลับกลายเป็นว่า จะสร้างระบบแบรนด์อย่างไรให้คนหลายพันล้านคนสามารถใช้พื้นที่เดียวกัน แต่ยังแสดงตัวตนของตัวเองออกมาได้

ทีม Instagram อธิบาย Brand System ใหม่นี้คล้ายกับ “สมุดสเก็ตช์ที่ออกแบบมาอย่างดี” มีโครงสร้างมากพอให้ทุกอย่างยังอยู่ด้วยกันได้ แต่เปิดพื้นที่ให้สร้างสรรค์ ความประหลาด ความไม่สมบูรณ์แบบ และการทดลองเกิดขึ้นได้เต็มที่

แนวคิดนี้ไปปรากฏอยู่ในองค์ประกอบหลายส่วน Sunset Gradient ซึ่งเคยเป็นพระเอกของ Brand Identity ถูกนำมาใช้อย่างเลือกสรรมากขึ้น บางครั้งปรากฏคล้ายแสงรั่วจากฟิล์มแทนที่จะเป็น Digital Gradient เต็มๆ ขณะเดียวกันยังมี Viewfinder Device ที่พัฒนามาจาก Camera Glyph และองค์ประกอบที่หยิบแรงบันดาลใจจากโลกของการถ่ายภาพ เช่น Contact Sheet, Registration Mark และ Annotation

ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดเดียวกัน คือให้ Visual Identity ทำหน้าที่เป็น “ฉาก” มากกว่าแย่งซีนจากสิ่งที่ Creator กำลังสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น โดย Instagram ยังอยู่ระหว่างพัฒนา Instagram Pen ฟอนต์ลายมือที่ต้องการสะท้อนความไม่สมบูรณ์แบบและ Human Touch ท่ามกลางโลกที่การสื่อสารจำนวนมากผ่านหน้าจอและระบบดิจิทัล

“Yours to make” สะท้อนบทบาทในโลกใหม่

ถ้าจะแปล Brand Strategy รอบนี้ให้ง่ายที่สุด อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจาก “Look at Instagram” ไปสู่“Look at what people make on Instagram” และนั่นทำให้คำว่า Yours to make” มีความหมายมากกว่าสโลแกนสวยๆ เพราะมันกำลังบอกบทบาทใหม่ของแบรนด์อย่างค่อนข้างชัดเจน

ส่วน Wordmark ใหม่ ที่ไม่ทิ้ง “ลายมือ” เพราะนั่นคือ Brand Equity โดยที่ทีมออกแบบเคยทดลองไปไกลถึงขั้นพิจารณาทิ้ง Script Wordmark เดิมออกทั้งหมด และลองแนวทางที่ไม่ใช่ตัวเขียนหลายรูปแบบ สุดท้ายกลับพบปัญหาสำคัญคือ เมื่อเอาความเป็น Script ออกไป Instagram ดู “ไม่เหมือน Instagram”

หลังใช้งานมาเป็นเวลานาน รูปแบบตัวเขียนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Recognition ไปแล้ว การทิ้งทั้งหมดจึงเท่ากับทิ้งสินทรัพย์แบรนด์ที่สะสมมาหลายปี ดังนั้น Instagram จึงเลือกทาง Evolution มากกว่า Revolution

Wordmark ใหม่ยังรักษาความรู้สึกจากตัวเขียนเอาไว้ แต่ลดรายละเอียดบางส่วน ทำให้ดูร่วมสมัยและเชื่อมเข้ากับ Brand System ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

สำหรับนักการตลาด ประเด็นนี้อาจเป็นบทเรียนที่ดีว่า การทำ Brand Refresh ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ของเดิมเชยแล้วต้องทิ้ง” บางครั้งสินทรัพย์ที่คนจดจำได้มากที่สุด กลับเป็นสิ่งที่ควรรักษาเอาไว้ เพียงปรับวิธีใช้งานให้เข้ากับบทต่อไปของธุรกิจ

 

ชาวเน็ตหยอก “Instagzam” รึเปล่า ?

แน่นอนว่า เมื่อแบรนด์ระดับ Instagram ขยับแม้เพียงไม่กี่เส้นบน Wordmark อินเทอร์เน็ตย่อมไม่ปล่อยผ่าน

หลังเปิดตัวไม่นาน ผู้ใช้จำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามเรื่อง Readability โดยเฉพาะรูปทรงตัวอักษรบางตัวที่เชื่อมกัน จนมีคนมองว่า Wordmark ใหม่ไม่ได้อ่านว่า “Instagram” แต่คล้ายคำว่า Instagzam” หรือบางรายอ่านเป็น Instagwam” มากกว่า (โถถถถเอ็นดู)

The Verge ถึงกับหยิบ “Instagzam” มาแซวในรายงานข่าว ขณะที่ Mosseri เองดูจะเตรียมใจรับเสียงวิจารณ์ไว้แล้ว เพราะนำดีไซน์ไปโพสต์บน Threads เพื่อดูว่าเหล่าโซเชียลจะมี “hot takes” อะไรออกมาบ้าง

นี่อาจเป็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยน Brand Asset ที่มีคนคุ้นตาระดับโลก

การปรับเพียงเล็กน้อยในสายตาทีมออกแบบ สามารถกลายเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ในสายตาผู้ใช้ เพราะคนไม่ได้มองโลโก้ด้วยหลัก Typography เพียงอย่างเดียว แต่ผูกมันเข้ากับความคุ้นเคยและความทรงจำที่สะสมมาหลายปี

 

ชวนวิเคราะห์เมื่อแบรนด์ใหญ่ “การเปลี่ยนน้อย” อาจทรงพลังกว่าการเปลี่ยนทั้งหมด

Brand Refresh ของ Instagram รอบนี้สะท้อนความคิดบางอย่างที่แบรนด์ใหญ่ควรจับตา การสร้างความสดใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการล้างกระดานแล้ววาดใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมี Brand Equity ที่แข็งแรงอยู่ในมือแล้ว

Instagram เลือกเก็บ Camera Glyph เก็บ Gradient เก็บความเป็น Script และเก็บความรู้สึกบางอย่างจากอดีต พร้อมขยายระบบให้รองรับโลกของ Creator ที่ซับซ้อนขึ้น

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แพลตฟอร์ม Social Media ไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนผู้ใช้หรือจำนวนฟีเจอร์ แต่แข่งขันกันในฐานะ พื้นที่ทางวัฒนธรรม ว่าใครจะเป็นพื้นที่ที่คนอยากสร้าง แสดงออก และใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

Instagram จึงไม่ได้พยายามสร้างแบรนด์ที่ “เสียงดังขึ้น” แต่กำลังสร้างแบรนด์ที่รู้ว่าเมื่อไรควรลดเสียงของตัวเองลง เพื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดังขึ้นแทน และบางที นั่นอาจเป็นนิยามของ Brand Maturity ที่ชัดที่สุดของ Instagram ในเวลานี้

 

แหล่งอ้างอิง

  • Instagram – Instagram’s Brand Refresh
    https://about.instagram.com/brand
  • Instagram – Instagram Sans Typeface / Brand System
    https://about.instagram.com/brand/type
  • It’s Nice That – “Instagram has evolved”: the process and craft behind Instagram’s first major refresh in over ten years
    https://www.itsnicethat.com/features/behind-instagrams-first-major-refresh-in-10-years-partnership-130826
  • The Verge – This is Instagram’s new logo
    https://www.theverge.com/tech/979583/this-is-instagrams-new-logo
  • TechCrunch – Instagram introduces a redesigned wordmark
    https://techcrunch.com/2026/08/13/instagram-introduces-a-redesigned-wordmark/

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!