New or Never ถ้าไม่ใหม่ก็ไร้ประโยชน์ รีเซ็ตวงการโฆษณา ผ่านโมเดลใหม่ ‘Top Creative in Reach’ โดย NeuMerlin X

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

วงการโฆษณาเคยเชื่อกันมานานว่า หากแบรนด์ต้องการงานระดับท็อป ก็ต้องเดินเข้าหาเอเจนซี่ระดับท็อป พร้อมเตรียมงบประมาณระดับท็อปไปด้วย

สมการนี้อาจเคยทำงานได้ดีในยุคที่เอเจนซี่ขนาดใหญ่เป็นศูนย์รวมของบุคลากร เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรแทบทุกด้าน แต่โลกการทำงานในวันนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดิมอีกแล้ว

ดังนั้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว NeuMerlin X จึงเกิดขึ้นในฐานะ “Independent Creative Network” หรือเครือข่ายครีเอทีฟอิสระ ที่พยายามนำครีเอทีฟระดับ Executive Creative Director (ECD) หรือ Creative Director (CD) ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์จากเอเจนซี่ชั้นนำ และสร้างผลงานระดับโลกมามากมาย เพื่อนำมาเชื่อมต่อกับแบรนด์ผ่านโมเดลการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

เรียกได้ว่า เป็นโมเดลที่จะมาปฏิวัติวงการโฆษณาและการสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดรูปแบบใหม่นี้ ซึ่ง Marketing Oops! เราได้รับการเปิดเผยแบบเจาะลึกถึงรูปแบบการทำงานโฉมใหม่นี้จาก คุณกฤต กฤตยชญ์ โอภาสสถาวร Executive Creative Partner, NeuMerlinX และ คุณช้าง ทวิภัทร เทศประทีป Chief Executive Officer  NeuMerlin Group ที่จะมาเล่าถึงการพลิกโฉมการทำงานโฆษณาและแคมเปญการตลาดใหม่ที่จะช่วยให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่มากกว่านั้นยังช่วยยกระดับบุคลากรในวงการโฆษณาได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

 

“New or Never” สารตั้งต้นแห่งความสดใหม่ พลิกโฉมวงการครั้งสำคัญ

จุดตั้งต้นของโมเดลนี้มาจากความเชื่อที่ว่า “New or Never” ซึ่ง 2 ผู้บริหาร NeuMerlin X อธิบายไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าไม่ใหม่ ก็ไร้ประโยชน์”

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากคำโฆษณาที่สร้างขึ้นมาให้ฟังดูเท่ แต่ตั้งอยู่บนพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่มองหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพลง อาหาร แฟชั่น รายการโทรทัศน์ หรือเทคโนโลยี ฯลฯ เมื่อสิ่งหนึ่งกลายเป็นของคุ้นเคย ความสนใจก็มักเคลื่อนไปหาสิ่งถัดไปอย่างรวดเร็ว

 

 

“คนเรามองหาอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา พอมีโทรศัพท์รุ่นใหม่ เดี๋ยวก็อยากได้รุ่นถัดไป แฟชั่นมากระแสหนึ่ง อีกไม่นานก็ต้องการอีกกระแสหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าแบรนด์เสนอสิ่งที่คนเคยเห็นและรู้อยู่แล้ว คนก็ไม่มีเหตุผลจะสนใจ เมื่อคนไม่รับสาร แบรนด์ก็ขาดการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค” คุณกฤต ขยายความให้เราเห็นภาพที่ชัดมากขึ้น

ในขณะที่ คุณช้างย้ำถึงมุมธุรกิจว่า ความใหม่ไม่ต่างจากการสร้าง S-Curve ใหม่ให้แบรนด์หรือบริษัท เพราะการทำสิ่งเดิมเพิ่มขึ้นอีกชิ้น โดยไม่มีความแตกต่างเพียงพอ อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ต่างจากการยืนอยู่ที่เดิมมากนัก

 

เมื่อ “คน” เปลี่ยน ทุกอย่างในอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนตาม

หากถามว่าอะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดในวงการโฆษณา คำตอบของผู้บริหาร NeuMerlin X น่าสนใจมาก โดยย้ำว่า มันไม่ได้เริ่มต้นที่ AI หรือแพลตฟอร์ม หรือเทคโนโลยีล้ำสมัยใดๆ เลย แต่เริ่มจากคำว่า “คน”

ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เปลี่ยนวิธีเสพสื่อ เปลี่ยนช่วงเวลาที่ใช้กับคอนเทนต์ และเปลี่ยนวิธีตัดสินใจซื้อ สิ่งเหล่านี้ไหลต่อไปถึงการตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเดิมที่แบรนด์สามารถสื่อสารผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อหลักเพียงไม่กี่ช่องทาง วันนี้ไอเดียเดียวกันอาจต้องทำงานได้ทั้งในคลิปสั้น โพสต์บนโซเชียล แคมเปญอินเทอร์แอกทีฟ งานที่ขับเคลื่อนด้วยอินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกออฟไลน์

ดังนั้น เมื่อช่องทางเปลี่ยน รูปแบบของไอเดียก็ต้องเปลี่ยน จากการคิดภาพยนตร์โฆษณาเป็นศูนย์กลาง วันนี้ครีเอทีฟต้องมองให้ไกลกว่านั้นว่า ไอเดียสามารถแตกตัวเป็นคอนเทนต์แบบใด รูปแบบใดได้อีกบ้าง และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้อย่างไร และเหมาะกับภาษาของแต่ละแพลตฟอร์มหรือไม่

 

 

“การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคส่งผลโดยตรงต่อวิธีสื่อสาร ช่องทาง และรูปแบบความคิดสร้างสรรค์ จากยุคทีวีและวิทยุ สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ คลิปสั้น และอินฟลูเอนเซอร์” คุณกฤต กล่าวย้ำในจุดนี้ และว่า “สุดท้ายแบรนด์และการตลาดทั้งหมดขายของให้คน ถ้าคนเปลี่ยนแล้วเราไม่เปลี่ยนตาม มันก็หลุดออกจากกัน”

เพราะฉะนั้น เมื่อพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนและความต้องการของผู้บริโภคหมุนเร็วขึ้น โครงสร้างเอเจนซี่แบบเดิมอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนทีม เปลี่ยนทักษะ หรือเปลี่ยนมุมมองได้เร็วในระดับเดียวกัน วงการเอเจนซี่และการทำงานในรูปแบบเดิมๆ จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

 

ครีเอทีฟเก่งอยู่ในระบบ แต่ลูกค้าอาจไม่ได้ครีเอทีฟที่ “ใช่” ?

หนึ่งใน Pain Point ที่ NeuMerlin X มองเห็น คือการเข้าถึงครีเอทีฟระดับท็อปยังคงผูกติดกับชื่อและขนาดของเอเจนซี่

ทั้งนี้ ในอดีตเอเจนซี่ใหญ่ทำหน้าที่คล้ายสถาบัน คนเก่งจำนวนมากต้องการเข้าไปสะสมประสบการณ์ สร้างชื่อ และทำงานกับลูกค้ารายใหญ่ จึงไม่น่าแปลกที่แบรนด์จะเชื่อมโยงชื่อของเอเจนซี่กับคุณภาพของครีเอทีฟ

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงโครงสร้างดังกล่าวมีต้นทุน แบรนด์ขนาดใหญ่อาจจัดสรรงบประมาณได้ แต่แบรนด์ขนาดกลาง แบรนด์เล็ก หรือ SME ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่อาจไม่มีโอกาสใช้ทรัพยากรด้านความคิดสร้างสรรค์ในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ อีกข้อจำกัดคือ เมื่อแบรนด์เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แล้ว ทีมที่ได้รับมอบหมายอาจมาจากคิวงาน ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือการจัดสรรกำลังคนภายใน มากกว่าจะพิจารณาว่าใครคือครีเอทีฟที่เหมาะที่สุดกับโจทย์นั้นจริงๆ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าหลายรายเลือกเอเจนซี่ได้ แต่ไม่ได้เลือกคนที่คิดงานให้ตัวเอง

 

 

“เวลาเข้าไปในเอเจนซี่ ลูกค้าอาจไม่รู้เลยว่ามีครีเอทีฟอยู่กี่ทีม และสุดท้ายจะถูก Assign ให้ทำงานกับทีมไหน แต่เมื่อ Assign มาแล้ว ก็ต้องอยู่กับทีมนั้นไป” ผู้บริหาร NeuMerlin X ขยายความให้เราเห็นชัดขึ้น

ทว่า โครงสร้างการทำงานแบบนี้ยิ่งเห็นข้อจำกัดชัดขึ้น เมื่อวัตถุประสงค์ของแบรนด์เปลี่ยนระหว่างปี โดยช่วงแรก แบรนด์อาจต้องการสร้าง Awareness และมองหาครีเอทีฟที่เก่งด้านการสร้าง Hero Campaign แต่เมื่อแบรนด์เป็นที่รู้จักแล้ว โจทย์ถัดไปอาจเปลี่ยนเป็นยอดขาย การทดลองใช้สินค้า การเจาะผู้บริโภคกลุ่มใหม่ หรือต้องการมุมมองสดใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิมในการคุยกับผู้บริโภค ดังนั้น ทีมเดิมอาจทำงานดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะที่สุดกับทุก Objective ที่แบรนด์ต้องการในขณะนั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือช่องว่างที่ NeuMerlin X พยายามเข้าไปแก้ ผ่านแนวคิด “เลือกครีเอทีฟให้เหมาะกับงาน แทนการเลือกงานให้เหมาะกับโครงสร้างที่มีอยู่”

 

Independent Creative Network ที่ลูกค้าเลือกคนทำงานได้ตั้งแต่ต้น

 

NeuMerlin X ได้วางตัวเองเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมครีเอทีฟอิสระระดับ CD และ ECD ซึ่งเคยมีประสบการณ์จากเอเจนซี่ใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

ความแตกต่างสำคัญคือ ครีเอทีฟไม่ได้ถูกซ่อนไว้หลังชื่อเอเจนซี่ แต่ถูกนำมาอยู่ด้านหน้า ลูกค้าสามารถดูผลงาน ประสบการณ์ วิธีคิด และเลือกบุคคลหรือทีมที่เห็นว่าเหมาะกับโจทย์ของตัวเองได้ตั้งแต่ต้น แทนที่จะรอให้เอเจนซี่จัดสรรทีมมาให้ภายหลัง

ทั้งนี้ NeuMerlin X สรุป Value Proposition นี้ด้วยคำว่า “Top Creative in Reach” ซึ่งหมายถึงการทำให้ครีเอทีฟระดับท็อปอยู่ในระยะที่แบรนด์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่านโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนระดับเดียวกับเอเจนซี่ขนาดใหญ่

แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า In Reach ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ราคาถูก” เพราะงานครีเอทีฟที่มีคุณภาพยังมีมูลค่าและต้องใช้งบประมาณที่เหมาะสม แต่หมายถึงการลดระยะห่างระหว่างแบรนด์กับคนทำงาน ทำให้ธุรกิจที่เคยไปไม่ถึงครีเอทีฟระดับแนวหน้า มีทางเลือกเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ อีกความต่างคือความยืดหยุ่น ลูกค้าสามารถเลือกใช้ครีเอทีฟคนหนึ่งในแคมเปญแรก และเปลี่ยนเป็นอีกคนในแคมเปญถัดไป หากโจทย์หรือทิศทางธุรกิจเปลี่ยน

โมเดลนี้ใช้หลักคิดคล้ายการ “กดรีเซ็ต” หลังจบแต่ละ Assignment เพื่อถามใหม่ว่า ครีเอทีฟคนเดิมยังเหมาะกับโจทย์รอบต่อไปหรือไม่ ลูกค้ายังต้องการมุมมองแบบเดิมหรือเปล่า และ Objective เปลี่ยนไปในทิศทางใด

 

 

“อะไรก็ตามที่ต้องการความใหม่ มันต้องกล้ากดรีเซ็ตเสมอ เราไม่ได้เปลี่ยนคนเพราะคนเดิมทำงานไม่ดี แต่เมื่อโจทย์เปลี่ยน คนที่เหมาะที่สุดอาจเปลี่ยนตามไปด้วย” คุณช้าง กล่าวย้ำ

 

ย้ำชัดครีเอทีฟไม่ใช่ฟรีแลนซ์ แต่เป็น Creative Partner

แม้โครงสร้างจะทำงานร่วมกับครีเอทีฟจะเป็นไปอย่างอิสระ แต่ NeuMerlin X ยืนยันว่าโมเดลนี้ไม่ใช่แพลตฟอร์มหาฟรีแลนซ์

เหตุผลคือ ครีเอทีฟไม่ได้เข้ามารับงาน ส่งงาน รับค่าจ้าง และแยกย้าย แต่เข้ามาในฐานะ “Creative Partner” ซึ่งมีส่วนร่วมกับทั้งผลกำไรและความสำเร็จของผลงาน

สิ่งนี้สะท้อนได้อย่างชัดเจนผ่านชื่อของครีเอทีฟยังถูกวางร่วมกับ NeuMerlin X ในรูปแบบ “NeuMerlin X [ … ชื่อครีเอทีฟ … ]” เพื่อให้เครดิตกับตัวบุคคลอย่างชัดเจน และทำให้ชื่อของคนทำงานค่อยๆ เติบโตเป็นแบรนด์ของตัวเอง

โครงสร้างดังกล่าวพยายามสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของที่มากกว่าการรับงานชั่วคราว เพราะเมื่อผลงานประสบความสำเร็จ ครีเอทีฟก็มีส่วนในผลลัพธ์ ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรที่ถูกจ้างตามครั้ง

 

 

“เราไม่ได้ Treat เขาเป็นฟรีแลนซ์ เขาเป็นพาร์ทเนอร์ในความสำเร็จ และเป็นพาร์ทเนอร์ใน Profit ด้วย” ผู้บริหาร NeuMeriln X กล่าวย้ำในจุดนี้

ที่สำคัญ รูปแบบนี้ยังตอบโจทย์วิถีการทำงานของครีเอทีฟรุ่นใหม่และครีเอทีฟมากประสบการณ์บางกลุ่ม ซึ่งอาจไม่ได้ต้องการอยู่ในระบบเอเจนซี่เต็มเวลา หลายคนมีธุรกิจ เป็นผู้กำกับ เปิดร้านอาหาร หรือทำงานในสายอื่นควบคู่กัน แต่ยังมีพลังและความต้องการกลับมาสร้างงานเมื่อพบโจทย์ที่ตัวเองสนใจ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ NeuMerlin X ต้องการดึงกลับมา จึงไม่ใช่แค่ชั่วโมงทำงาน แต่เป็น Passion ที่เกิดขึ้นเมื่อครีเอทีฟ “อยากทำ” โจทย์นั้นจริงๆ

 

Certified Network คัดคุณภาพก่อนรับเข้าระบบ

ถึงอย่างนั้นการเปิดเครือข่ายไม่ได้หมายความว่าครีเอทีฟทุกคนจะเข้าร่วมได้ทันที ทั้งนี้ NeuMerlin X วางตัวเองเป็น Certified Network โดยครีเอทีฟต้องผ่านการคัดเลือกจากผลงาน ประสบการณ์ วิธีคิด และความเชื่อที่มีต่อแนวคิด “New or Never” อย่างเข้มข้น

ในช่วงเริ่มต้นมีผู้สนใจสมัครเข้ามาหลักร้อย แต่ทีมที่ผ่านการคัดเลือกและถูกนำขึ้นบนเว็บไซต์มีเพียงประมาณ 9 ทีม บางทีมประกอบด้วยครีเอทีฟมากกว่าหนึ่งคน สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้เร่งสร้างจำนวนเพื่อเติม Capacity แต่เลือกสร้างเครือข่ายที่ผ่านการตรวจสอบก่อน

 

 

“เราไม่ได้ต้องการมีครีเอทีฟร้อยคนแล้วใครเข้ามาก็อยู่ในพอร์ต ทุกคนต้องผ่านการพูดคุยและ Screening เพราะคนที่จะอยู่ใน Network ต้องเชื่อในสิ่งเดียวกัน” คุณกฤต กล่าว

ทั้งนี้ การบริหารงานยังวางหลักให้ครีเอทีฟหนึ่งคนโฟกัสกับหนึ่งโปรเจกต์ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบเอเจนซี่ ซึ่งครีเอทีฟอาจต้องดูหลายแอคเคาท์พร้อมกันจนไม่มีเวลาเจาะลึกโจทย์ใดโจทย์หนึ่ง

ในขณะที่หน้าที่ทางธุรกิจ การประสานงาน งบประมาณ และการจัดการลูกค้า จะถูกดูแลโดยทีม Account Service ซึ่งจะทำให้ฝั่งครีเอทีฟสามารถทุ่มสมาธิให้กับงานความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่

โดยแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า งานสร้างสรรค์ไม่สามารถวัดด้วยจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว คนทำงานอาจไม่ได้สร้างผลงานดีที่สุดจากการอัดงานเต็มทุกช่วงเวลา แต่ต้องมีพื้นที่สำหรับพัก เติมประสบการณ์ และกลับมาทำงานด้วยพลังที่พร้อมกว่าเดิม

 

เปลี่ยนครีเอทีฟได้ แต่ Brand Identity ต้องไม่หาย

อย่างไรก็ตาม ด้วยโมเดลรูปแบบการทำงานที่ใหม่สดซิงอย่างนี้ เกิดคำถามสำคัญของการเปลี่ยนทีมครีเอทีฟตามโปรเจกต์ว่า แบรนด์จะรักษาความต่อเนื่องได้อย่างไร

คำตอบดังกล่าว ทาง NeuMerlin X มองว่า สิ่งที่ต้องคงไว้เป็นสำคัญคือ Brand Identity หรือตัวตนหลักของแบรนด์ ส่วนสิ่งที่ควรเปลี่ยนคือ Expression หรือวิธีตีความตัวตนนั้นให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา

โดยแบรนด์สามารถมีแก่นเดิม แต่การใช้ภาษาเดิม ภาพเดิม หรือวิธีสื่อสารเดิมไปตลอด อาจทำให้แก่นที่เคยทรงพลังค่อยๆ หมดความหมายสำหรับคนรุ่นใหม่

 

 

“เราไม่ได้เปลี่ยนตัวตนของแบรนด์ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีที่ตัวตนนั้นถูกนำไปตีความ เพราะต่อให้ Brand Identity แข็งแรง แต่ถ้ามันไม่ Matter กับ Consumer ก็จบเหมือนกัน” คุณกฤตกล่าวย้ำในเรื่องนี้

ในมุมนี้ ความสม่ำเสมอจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการใช้ครีเอทีฟทีมเดิมหรือวิธีสื่อสารแบบเดิมตลอดเวลา แต่หมายถึงการรักษาคุณภาพ และสร้าง “ความใหม่อย่างสม่ำเสมอ” หรือ Constant Newness นั่นเอง

และแน่นอนว่า โมเดลนี้อาจไม่เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการอยู่ใน Comfort Zone หรือมองหาความต่อเนื่องในความหมายแบบเดิม NeuMerlin X ยอมรับว่าไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุกประเภทได้ เพราะจุดยืนของบริษัทคือการทำงานกับแบรนด์ที่เห็นว่าความใหม่เป็นหนึ่งในทางรอดของธุรกิจ

 

Success case: โรงพยาบาลพริ้นซ์ กับการสร้างภาพจำใหม่ในธุรกิจ

 

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือโปรเจกต์ที่ทำให้โรงพยาบาลพริ้นซ์ ซึ่งมีสาขาจำนวนมากในเมืองรอง โดยโจทย์ของแบรนด์คือการสร้างการจดจำในธุรกิจโรงพยาบาลที่มีผู้เล่นอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่งานสื่อสารและโฆษณาในธุรกิจกลุ่มนี้มักวนอยู่กับภาพแพทย์เคร่งขรึม ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี เครื่องมือทางการแพทย์ หรือเรื่องราวอารมณ์ซาบซึ้ง

แม้แนวทางเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่สำหรับโรงพยาบาลที่เข้ามาใหม่ หากใช้ภาพและน้ำเสียงใกล้เคียงกับคู่แข่งทั้งหมด แบรนด์อาจถูกกลืนจนผู้บริโภคแยกไม่ออกว่าโฆษณาชิ้นไหนมาจากโรงพยาบาลใด

ทีมจึงเลือกใช้มุมมองที่มีอารมณ์ขัน เข้าถึงง่าย และใกล้กับผู้บริโภคในพื้นที่มากขึ้น โดยยังคงสาระทางการแพทย์เอาไว้ภายใต้ภาษาที่เป็นมิตร

“ถ้าเอางานโรงพยาบาลหลายแห่งมาวางเรียงกัน บางครั้งแทบดูไม่ออกว่าของใคร เพราะภาพ โทน และวิธีพูดใกล้กันไปหมด เราจึงต้องหาวิธีสร้างภาพจำที่ต่างออกไป และทำงานกับ Target ในเมืองรองได้จริง” คุณกฤตเล่าให้เราฟัง

กรณีนี้เป็นตัวอย่างของการนำครีเอทีฟเข้ามาสร้างทางเลือกที่แบรนด์ไม่เคยใช้ และพยายามพาธุรกิจออกจากภาพจำของ Category เดิม

 

ความเสี่ยงของการทำสิ่งใหม่ อาจน้อยกว่าความเสี่ยงของการไม่ทำอะไร

ในฐานะผู้บุกเบิกโมเดลที่ยังไม่มีคู่มือ NeuMerlin X ยอมรับตรงๆ ว่าความท้าทายคือการไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีกรณีอ้างอิงครบทุกด้าน และต้องเรียนรู้พร้อมปรับระบบระหว่างทาง

เมื่อรวมกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในเวลานี้อาจดูเหมือนการหาเรื่องใส่ตัว แต่คำถามที่ทีมผู้บริหารใช้ตอบตัวเองคือ หากยังไม่เริ่มในวันนี้ แล้วต้องรอถึงเมื่อไร

 

 

“เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อใด เทคโนโลยีจะเปลี่ยนตลาดไปอีกแค่ไหน หรือความปั่นป่วนรอบถัดไปจะมาในรูปแบบใด การรอให้ทุกอย่างแน่นอนจึงอาจหมายถึงการไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย ดังนั้น ทำอะไรใหม่มีความเสี่ยง แต่การไม่ทำอะไรเลยก็เสี่ยง และอาจเสี่ยงมากกว่า” คุณช้าง บอกเราด้วยสายตาแห่งความมุ่งมั่น

ด้วยเหตุนี้ NeuMerlin X จึงมองว่าความสามารถในการอยู่กับความไม่แน่นอน ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทาย แต่อาจกลายเป็น Advantage ขององค์กรที่เกิดมาบนโครงสร้างยืดหยุ่นตั้งแต่ต้น

 

ชื่อครีเอทีฟอาจสำคัญพอๆ กับชื่อเอเจนซี่

เมื่อถามถึงวงการโฆษณาและเอเจนซี่ในอนาคต ผู้บริหาร NeuMerlin X บอกว่า คือแบรนด์เริ่มเลือกคนสร้างงานจากความสามารถเฉพาะบุคคล มากกว่าพิจารณาจากชื่อเอเจนซี่เพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่างง่ายๆ ผ่านภาพของอุตสาหกรรมแฟชั่น ผู้บริโภครู้จักชื่อดีไซเนอร์ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ หรือในวงการภาพยนตร์ คนดูเลือกงานจากชื่อผู้กำกับ แต่ในวงการโฆษณา ชื่อของครีเอทีฟจำนวนมากยังถูกกลืนอยู่ภายใต้ชื่อองค์กร

ดังนั้น สิ่งที่ NeuMerlin X ต้องการคือให้ระบบ “X” ทำหน้าที่ผลักดันชื่อของคนเหล่านั้นขึ้นมาอยู่ในสปอตไลต์ ให้ครีเอทีฟไทยสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง และอาจเติบโตไปสู่การเป็นบุคลากรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

 

 

วิสัยทัศน์นี้ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระดับจุลภาค เพราะผู้ประกอบการรายเล็กและ SME จำนวนมากผลิตสินค้าได้ดี แต่ขาดความสามารถด้านการสื่อสาร เมื่อไม่สามารถเข้าถึงครีเอทีฟระดับสูง สินค้าที่มีศักยภาพจึงอาจเติบโตช้ากว่าที่ควร

เพราะฉะนั้นการที่ทำให้ “Top Creative” อยู่ในระยะที่ธุรกิจขนาดต่างๆ เข้าถึงได้ จึงอาจช่วยให้แบรนด์ไทยเดินจากธุรกิจท้องถิ่น ไปสู่แบรนด์ระดับประเทศ และก้าวสู่ตลาดโลกได้เร็วขึ้น

“เศรษฐกิจไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทใหญ่เพียงกลุ่มเดียวอีกแล้ว มีผู้ผลิตและแบรนด์เล็กจำนวนมากที่สร้างของดี แต่สื่อสารไม่เก่ง ถ้าคนเหล่านี้เข้าถึงครีเอทีฟตัวท็อปได้ เขาก็มีโอกาสไปไกลขึ้น และครีเอทีฟไทยก็จะเติบโตไปพร้อมกับเขา” ผู้บริหาร NeuMerlin X ระบุ

จากมุมนี้ NeuMerlin X จึงไม่ได้พยายามเข้ามาแทนที่เอเจนซี่แบบเดิมทั้งหมด แต่เสนอทางเลือกใหม่ให้กับตลาด ทางเลือกที่ลูกค้าเลือกคนทำงานได้ ครีเอทีฟมีพื้นที่สร้างชื่อของตัวเอง และขนาดของแบรนด์ไม่ควรเป็นกำแพงที่ขวางการเข้าถึงความคิดสร้างสรรค์คุณภาพสูงนั่นเอง

 

 

บทสนทนาทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นนิยามของ NeuMerlin X ที่ชัดเจนขึ้น โดยที่กลับมายังจุดสารตั้งต้นของแนวคิด “New or Never การรีเซ็ตวงการในยุค Top Creative in Reach” เพื่อให้ครีเอทีฟระดับท็อปที่อยู่ใกล้กว่า เข้าถึงง่ายกว่า และพร้อมถูกจับคู่กับโจทย์ที่เหมาะสมกว่า ไม่ว่าเจ้าของโจทย์นั้นจะเป็นแบรนด์ใหญ่ ธุรกิจขนาดกลาง หรือ SME ที่กำลังรอโอกาสเปลี่ยนสินค้าดีให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนมองเห็นก็ตาม หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการหลุดหนีจาก Comfort zone แบบเดิมๆ ที่นี่อาจจะเป็นคำตอบให้กับคุณก็ได้.


  •  
  •  
  •  
  •  
  •