
หลายคนมองว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทำให้หลายธุรกิจกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะความรุนแรงในพื้นที่ตะวันออกกลางที่นำไปสู่ปัญหาด้านพลังงาน ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ธุรกิจต้องแบกรักไว้และย่อมหมายถึงราคาที่ผู้บริโภคต้องแบกรับไว้
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยอาจดูกำลังเติบโตช้าลง แต่ถาพรวมของตลาดค้าปลีกไทยกลับเดินหน้าขยายตัวและกำลังมุ่งสู่มูลค่า 4.38 ล้านล้านบาทในปี 2569 สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (TRA) จึงได้เตรียมวางทิศทางการทำงานภายใต้กลยุทธ์ “ACT” เพื่อนำพาธุรกิจค้าปลีกเดินต่อในช่วงเวลาที่ “ตลาดยังโต” พร้อมรับความท้าทายที่มากขึ้น
ตลาดค้าปลีกโตสวนทางเศรษฐกิจที่หดตัวลง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงแม้จะมีนโยบายรัฐเข้ามาช่วยกระตุ้น แต่เมื่อนำ GDP มาวางซ้อนทับกับมูลค่าตลาดค้าปลีก จะเห็นภาพที่สวนทางกันอย่างชัดเจน ดังนี้
- ปี 2567 GDP ไทยขยายตัว9% ขณะที่ตลาดค้าปลีกมีมูลค่าประมาณ 4.13 ล้านล้านบาท
- ปี 2568 GDP ไทยขยายตัว4% ขณะที่ตลาดค้าปลีกมีมูลค่าประมาณ 4.25 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 3%
- ปี 2569 GDP ไทยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว6%-2.0% ขณะที่ตลาดค้าปลีกมีโอกาสแตะ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 3%
- ปี 2570 GDP ไทยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว8% ขณะที่ตลาดค้าปลีกมีโอกาสขยับไปที่ประมาณ 4.5-4.55 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 3.0-3.5%

โดย คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ตลาดค้าปลีกไทยยังคงสามารถเติบโตได้ เป็นผลมาจากภาคการส่งออกและบริการยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญโดยมีการขยายตัวประมาณ 7.1% ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนอยู่ที่ประมาณ 1.5% และการลงทุนภาคเอกชนประมาณ 1.0%

หมายความว่าเงินที่หมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจแต่ละส่วนกำลังเคลื่อนด้วยความเร็วต่างกัน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตลาดค้าปลีกปี 2569 ถูกคาดว่าจะโตประมาณ 3% ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันกับ e-Commerce รวมถึงสินค้านำเข้าราคาต่ำจากต่างประเทศ

ปัจจัยเชิงบวกหนุนตลาดค้าปลีกไทย
“การท่องเที่ยว” เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยให้ตลาดค้าปลีกไทยยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้ จากข้อมูลคาดว่า ในปี 2569 จะนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประมาณ 33 ล้านคน ช่วยสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท ขณะที่ในปี 2570 จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะมีโอกาสมากกว่า 33 ล้านคน และรายได้อาจเพิ่มเป็นประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท

ข้อมูลของสมาคมฯ ยังระบุว่า การท่องเที่ยวเริ่มขยับเข้าหากลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง รวมถึงกลุ่ม Long-haul และ Long-stay และกลุ่ม Medical & Wellness ซึ่งมีแนวโน้มอาศัยในประเทศไทยระยะยาวนานและใช้จ่ายสูงกว่า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านหลายธุรกิจระหว่างการเดินทาง ตั้งแต่การทานอาหาร การพัก การเดินทาง ไปจนถึงการ Shopping
นอกจากการท่องเที่ยวแล้ว “มาตรการภาครัฐ” อย่างโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น ไทยช่วยไทยพลัส มีบทบาทอย่างมากในการประคองกำลังซื้อ ขณะที่การใช้จ่ายและการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐสามารถเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคครัวเรือนยังใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐช่วยพยุงตลาดค้าปลีกไว้
“เมืองกำลังขยายตัว” เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาจากการขยายตัวของชุมชนเมืองไปยังพื้นที่ย่านชานเมืองและต่างจังหวัด ส่งผลให้เม็ดเงินกระจายตัวและเคลื่อนตามการขยายของเมือง ส่งผลให้ตลาดรองสามารถกลายเป็นพื้นที่การบริโภคใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น SMEs ร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้า เข้าสู่ระบบค้าปลีกได้มากขึ้น
อย่ามองข้ามปัจจัยเชิงลบบั่นทอนการค้าปลีก
เมื่อมีปัจจัยเชิงบวก แน่นอนว่าก็ต้องมีปัจจัยเชิงลบ ซึ่งปัจจัยเชิงลบเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการบริโภคกับผู้บริโภค โดยที่ “ภาระหนี้สินครัวเรือน” ถือเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยจากข้อมูลพบว่า สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนอยู่ที่ 86.7% ของ GDP หรือประมาณ 16.44 ล้านล้านบาทในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ภาระหนี้สินเหล่านี้ส่งผลให้เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชี ส่วนหนึ่งถูกนำไปชำระหนี้สิน ก่อนจะเหลือเป็นงบสำหรับประทังชีวิตทั้งเดือน

ด้วยเม็ดเงินใช้จ่ายที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น ทั้งการเปรียบเทียบราคา การค้นหาโปรโมชั่นส่วนลด ราคาคุ้มค่าน่าสนใจ เลื่อนการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย
ต่อเนื่องมาสู่ “สินค้านำเข้าราคาต่ำ” โดยเฉพาะรูปแบบการซื้อขายแบบ Cross-border e-Commerce ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคายิ่งรุนแรงขึ้นตามจำนวนผู้ขายที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการแข่งขันระหว่างสินค้าไทยกับสินค้านำเข้าต่างกันอย่างชัดเจน
ยิ่งเมื่อการขายทำได้ยากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่ยังคงสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อ Gross Margin โดยตรง เมื่อยอดขายและ Margin ลดลงในเวลาเดียวกันก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของแหล่งทุนในการขอสินเชื่อ ทำให้สถาบันการเงินมีความระมัดระวังมากขึ้น ยิ่งเมื่อธุรกิจยังคงต้องพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล แต่เงินทุนหมุนเวียนกลับตึงมือ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ยากยิ่งขึ้น
ความเสี่ยงนอกประเทศที่ต้องจับตา
หากย้อนกลับไปดูปัจจัยเชิงลบที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ทั้งในแง่ของธุรกิจและภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังมีปัจจัยมีอยู่นอกเหนือการควบคุมอย่าง สถานการณ์สงครามและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทยและเกิดขึ้นหลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบก็สามารถเดินทางมาถึงชั้นวางสินค้าในไทยผ่านราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง เงินเฟ้อ ค่าเงิน และต้นทุนวัตถุดิบ
โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานแทบทุกกิจกรรมการตลาด ส่งผลให้ธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มแทบในทันที แถมครัวเรือนก็ต้องพิจารณาการซื้อสินค้าอย่างละเอียดมากขึ้นเพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคาน้ำมัน กระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กับกำลังซื้อที่ลดลง
AI เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า AI ปัจจุบันเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับการตัดสินใจและมีผลต่อการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ขณะเดียวกันปัจจัยเชิงลบทั้งหลายยังบังคับให้ธุรกิจต้องบริหารต้นทุนทุกบาทอย่างละเอียดมากกว่าเดิม
ACT แนวทางกลยุทธ์สำหรับค้าปลีก
เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถเตรียมความพร้อมในการก้าวเดินบนปหัจจัยความเสี่ยงต่างๆ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้วางแนวคิดของกลยุทธ์ ACT เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยกลยุทธ์ ACT สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 เสาหลักใหญ่ ได้แก่

A – Advancing Inclusive & Fair Growth
โดยมีเป้าหมายคือ การทำให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถเติบโตจากการสร้างรายได้และโอกาสในหลายระดับ ตั้งแต่ Retail รายใหญ่ SMEs เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น โดย สมาคมฯ ได้วางแนวทางไว้ตั้งแต่การเชื่อมผู้ค้าปลีกเข้ากับ SMEs และเกษตรกร เพื่อเปิดช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ไปจนถึงการช่วยยกระดับศักยภาพ SMEs ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับระบบค้าปลีก
ช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีพื้นที่ขายสินค้าอย่างจำกัดสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น เกษตรกรสามารถเข้าหาช่องทางจำหน่ายใหม่ และ SMEs ได้เรียนรู้มาตรฐานซึ่งจะเป็นโอกาสในการเข้าสู่ Modern Retail นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการผลักดัน สินค้าไทย แบรนด์ไทย และ Soft Power ให้เข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ช่วยให้ Retail เข้าถึงตลาด Tourism ได้โดยตรง
อย่างที่กล่าวหัวใจสำคัญของกลยุทธ์แรกจะเน้นไปที่หัวใจการแข่งขันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ทั้ง Offline, Online และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ ช่วยลดปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูก โดย สมาคมฯ เสนอต่อภาครัฐให้มีการตรวจสอบมาตรฐานทั้ง มอก. และ อย. สำหรับสินค้านำเข้าอย่างเข้มข้น รวมถึงการจัดเก็บ VAT ตั้งแต่บาทแรกอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น ผ่านมาตรการแบบคนละครึ่งและ Easy E-Receipt เพื่อดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีศักยภาพกลับเข้ามาหมุนในระบบ
C – Capability Building for Future-Ready Retail
ด้วยรูปแบบการแข่งขันยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถมากกว่าเงินทุน ทำให้ สมาคมฯ วางเป้าหมายให้สมาชิกธุรกิจทุกขนาดสามารถปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันและการเติบโตในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะในด้าน Data และ Knowledge เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจจึงต้องรู้ว่าสินค้าใดขายได้มาก สินค้าใดขายได้น้อย สาขาไหนมีแนวโน้มเติบโต ผู้บริโภคกลุ่มใดกำลังลดการใช้จ่าย และต้นทุนส่วนไหนไม่ก่อให้เกิดผลกำไร
สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือสำหรับสมาชิกธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสำหรับใช้ตัดสินใจได้มากขึ้น และยังช่วยลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะต้นทุนของธุรกิจขั้นตอนทางกฎหมายและเอกสารมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ และอย่างที่ทราบว่าเทคโนโลยียังคงเป็นเรื่องสำคัญ สมาคมฯ จึงพร้อมสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้กับธุรกิจ
จุดสำคัญที่สุดคือเรื่องของคน เนื่องจากภาคธุรกิจค้าปลีกยังต้องการแรงงานอีกจำนวนมาก แต่ติดขัดด้านข้อกฎหมาย สมาคมฯ จึงเตรียมยิ่นข้อเสนอต่อภาครัฐในการปรับแก้กฎหมายและวางแนวทางเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น โดยคิดค่าจ้างแบบรายชั่วโมงและเพิ่มโอกาสให้เยาวชน ผู้สูงอายุ และแรงงานกลุ่มต่างๆ สามารถทำงานได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานได้
T – Together for Sustainable Growth
เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องดำเนินการ ทำให้กลยุทธ์สุดท้ายเน้นไปที่การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ Supply Chain ของธุรกิจค้าปลีกที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิต เกษตรกร Logistics ศูนย์กระจายสินค้า ร้านค้า ผู้บริโภค ภาครัฐ และชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน การปรับตัวของธุรกิจจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกส่วนใน Supply Chain
ทาง สมาคมฯ ได้วางแนวในการทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานต่างๆ มากมาย และรวบรวมข้อมูลของธุรกิจสมาชิกมาพัฒนาเพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานในด้านการสร้างความยั่งยืน แต่สิ่งสำคัญที่สุดแผนจะอยู่แค่ในกระดาษ หากธุรกิจไม่ลงมือดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้งการลดของเสียและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจต้องปรับ Mind Set คือ ของเสียเป็นต้นทุน พลังงานที่ใช้เปลืองคือต้นทุน ขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นต้นทุน
สิ่งที่ธุรกิจต้องไม่ลืม ผู้บริโภคก็ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน ดังนั้น สมาคมฯ มีเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้บริโภคเห็นข้อมูลของสินค้าได้มากขึ้น มี Story แหล่งที่มา บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ลดปริมาณขยะ กระบวนการผลิตลดการปล่อยคาร์บอน เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้จะเริ่มอยู่ในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น

ด้วยมูลค่าตลาดค้าปลีกรวมกว่า 4.38 ล้านล้านบาท หากเป็นไปตามการวางกลยุทธ์ของ สมาคมฯ นอกจากจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบ Supply Chain แล้ว ยังช่วยให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น ยิ่งหากธุรกิจมีความสามารถในการปรับตัว ตลาดค้าปลีกที่เติบโตขึ้นก็มีโอกาสส่งต่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องได้อีกครั้ง
