
หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว หนึ่งในโฆษณาทีวีที่สร้างกระแสและยังคงเป็นตำนานถึงทุกวันนี้ คือ The Love Story ของ “Smooth E Baby Face Foam” ที่เล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร “จุ๋ม” และ “พี่อ้อย” จนกลายเป็นโฆษณาที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคนมาถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันสามารถสร้างตลาด “โฟมไม่มีฟอง” ได้สำเร็จ จนกลายเป็นภาพจำสำคัญของแบรนด์ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ
ถึงวันนี้ “Smooth E” อยู่คู่ตลาดสกินแคร์ไทยมายาวนาน 35 ปี แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญของแบรนด์เวลานี้ คือ ทำอย่างไรถึงจะดึงผู้บริโภคที่เคยใช้ให้กลับมาเลือกใช้อีกครั้ง พร้อมกับชนะใจ “Gen Z” ที่เติบโตมาท่ามกลางตัวเลือกสกินแคร์มากมาย เพื่อทำให้ Smooth E ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ “รู้จัก” แต่เป็นแบรนด์ที่พวกเขา “เลือกใช้” ด้วยตัวเอง
นี่จึงเป็นภารกิจใหญ่ของ “คุณจูน–ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 ที่รับไม้ต่อจากรุ่นคุณพ่อ “เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล” ผู้ก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ในการขับเคลื่อนแบรนด์ Smooth E ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยไม่ทิ้งตัวตนของแบรนด์ ด้วยแนวคิด “Same Legacy, New Playbook”
35 ปี Smooth E จากรุ่นก่อตั้ง ส่งต่อสู่ทายาทรุ่น 2 กับภารกิจ Revamp แบรนด์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่
Smooth E (สมูท อี) เป็นแบรนด์ในเครือ Siam Health Group ซึ่งก่อตั้งโดย เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล วาง Brand Positioning เป็นแบรนด์เวชสำอางที่อ่อนโยนต่อผิวนับตั้งแต่เปิดตัวสู่ตลาดในปี 1991 โดยเลือกเจาะเซ็กเมนต์ Premium Mass
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา Smooth E สร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือผ่านผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มหลัก ทั้งครีมลดเลือนรอยแผลเป็น, โฟมไม่มีฟอง และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิว
เมื่อธุรกิจส่งต่อมายังทายาทรุ่นที่ 2 “คุณจูน–ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล” หนึ่งในความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาความแข็งแกร่งที่มีอยู่เท่านั้น แต่ต้องทำให้แบรนด์ที่สร้างความสำเร็จมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ยังคงเข้าถึงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ด้วย รวมทั้งลูกค้าที่เคยใช้ Smooth E ก่อนหน้านั้น หันกลับมาใช้อีกครั้ง!
“โจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้แบรนด์อายุกว่า 30 ปี ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ดูมีชีวิตชีวา และเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน…”

Gen Z รู้จัก แต่ไม่เลือกเป็นแบรนด์แรก! โจทย์ใหญ่ Smooth E
คุณจูน เล่าว่าช่วงที่เข้ามาดูแลธุรกิจต่อ คือ ช่วงโควิด ซึ่งเป็นจังหวะที่พฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) เปลี่ยนแปลงเร็วระดับหนึ่งอยู่แล้ว และยิ่งยุคนี้มี AI เข้ามา ความเร็วยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
แม้ช่วงโควิด ภาพรวมตลาดได้รับผลกระทบ แต่ยอดขาย Smooth E ยังคงรักษาระดับไว้ได้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจปรับแบรนด์ Smooth E มาจากการทำ Brand Health Check กับผู้บริโภค ที่ปกติมีการทำรีเสิร์ชอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว กลับพบโจทย์สำคัญ หลังจากสอบถามถึง Perception ที่คนรุ่นใหม่ Gen Z มีต่อแบรนด์ Smooth E แล้วพบว่า
- คนรุ่นใหม่ที่ตอบผลสำรวจ ทั้ง 100% บอกว่ารู้จักแบรนด์ แต่เมื่อถามต่อว่าเคยใช้ Smooth E หรือไม่ และเลือกใช้เมื่อไร คำตอบที่ได้รับกลับแตกต่างจากการรับรู้แบรนด์อย่างมาก
- คนรุ่นใหม่บอกว่า ใช้ Smooth E เพราะคุณแม่เป็นคนหยิบมาให้ใช้ ขณะที่บางคนจะนึกถึงและเลือกใช้ Smooth E เฉพาะเวลาที่มีปัญหาผิวเท่านั้น
นั่นหมายความว่า แม้แบรนด์จะเป็นที่รู้จัก แต่ไม่ได้เป็นแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้เลือกหยิบมาใช้ด้วยตัวเอง
“เมื่อผู้บริโภคบอกว่าเวลามีปัญหา เขามาหาแบรนด์เรา เป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่สิ่งที่น่าตกใจ คือ เขาไม่ได้หยิบเราเป็นแบรนด์แรก ทำให้เรารู้ว่าเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่ Key Message เดิม”
วิธีการสื่อสารของ Smooth E ด้วยความที่เป็นแบรนด์เวชสำอางที่อยู่มากว่า 30 ปี ในอดีตใช้ Key Message เดียว กระจายไปทุกช่องทางการสื่อสาร แต่ปัจจุบันผู้บริโภคแต่ละ Generation มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความสนใจ และความคาดหวังต่อแบรนด์แตกต่างกัน
จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้ Smooth E กลับมาทำความเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะเหตุผลที่คนรุ่นใหม่รู้จักแบรนด์ แต่ไม่ได้เลือกเป็นแบรนด์แรก
โดยพบอินไซต์ที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคจะเข้าใจ Positioning ของ Smooth E ในฐานะแบรนด์เวชสำอางที่มีจุดเด่นเรื่องความอ่อนโยน แต่ความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์สกินแคร์กำลังเปลี่ยนไป
- ผู้บริโภค Gen Y อาจให้ความสำคัญกับความอ่อนโยนและการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี
- ขณะที่ผู้บริโภค Gen Z ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวและสามารถเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วขึ้น
ประกอบกับความนิยมของคลินิกความงามและความต้องการดูแลตัวเองให้เห็นผลเร็ว เป็นส่วนหนึ่งของบริบทที่ทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
“เรากลับมามองที่ตัวเรา เรามีรีเสิร์ช ใส่ ingredient ครบทุกอย่างที่คนรุ่นใหม่ต้องการ เราแค่ปรับเปลี่ยน ‘วิธีการสื่อสาร’ ว่าสิ่งที่เขาอยากฟังคืออะไร”

บทเรียน “ต้นทุนเวลาที่เสียไป” สู่การปรับกลยุทธ์ที่ต้อง “Move Fast” แต่ยังรักษาตัวตนของแบรนด์
หนึ่งในบทเรียนที่ คุณจูน หยิบยกขึ้นมาจากประสบการณ์การบริหาร Smooth E คือ เรื่องของ “ความเร็ว” ในการปรับตัวและการตัดสินใจทางธุรกิจ เพราะในช่วงที่แบรนด์ยังใช้วิธีการสื่อสารแบบเดิม หรือทำการตลาดแบบเดิม ตลาดก็มีผู้เล่นใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และผู้บริโภคเริ่มเปิดรับแบรนด์ใหม่มากขึ้น
“เป็นอีกหนึ่ง Learning ที่สำคัญมากๆ ถ้าย้อนกลับไปได้ เราจะ Move ให้เร็วขึ้น เพราะการที่เรา Move ช้า ในระหว่างนั้นมีแบรนด์เข้ามามากมาย ผู้บริโภคก็อาจจะลืมเราไปได้เหมือนกัน ซึ่งช่วงเวลาที่เราเสียไป คนอื่น Move ไปแล้ว แต่เรายังไม่ Move ทำให้เราเสียโอกาสไปค่อนข้างเยอะ
เมื่อผู้บริโภคเจอแบรนด์ใหม่ๆ เขาก็ไปกับแบรนด์ใหม่ๆ และเวลาเราทำแคมเปญ ลูกค้าไม่ได้กลับมาหาเรา เพียงเพราะแคมเปญเดียว หรือเห็นเราแค่ครั้งเดียว กลายเป็นว่าโอกาสที่เราเสียไป คือ เวลาที่ทำให้ลูกค้ากลับมาหาเราอีกครั้ง ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะ gain ลูกค้ากลับมาได้”
จากบทเรียนดังกล่าว Smooth E จึงปรับกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารที่ต้อง “Move Fast” โดยที่ยังคงรักษา “ตัวตน” หรือ Brand DNA ไว้เช่นเดิม
“เราเชื่อเสมอเรื่อง ‘ความเร็ว’ เมื่อมีเทรนด์ หรือโอกาสใหม่ๆ เข้ามา Smooth E จะมองทันทีว่าเราจะเข้าไปอยู่ในเทรนด์นั้นได้อย่างไร แต่การ Move ให้เร็วตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป ต้องอย่าลืมว่า ‘ตัวตน’ เราคือใคร ซึ่งตัวตนของ Smooth E คือ แบรนด์เวชสำอางที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวให้กับผู้บริโภค เรายังคงเป็น Core Concept ของแบรนด์มากว่า 30 ปี โดยเราใช้วิธีปรับการสื่อสารใหม่ให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ เข้ากับคนรุ่นใหม่”

เปิดกลยุทธ์ Smooth E เชื่อมต่อลูกค้าเก่า – ชนะใจคนรุ่นใหม่
การทำให้ Smooth E เป็นแบรนด์ที่ relevance กับคนรุ่นใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การปรับวิธีสื่อสาร, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนการเลือก Brand Ambassador และ Brand Presenter ที่เข้ามาเป็นตัวแทนการสื่อสารและเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ
ขณะเดียวกันแบรนด์ยังขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค ด้วยการเข้าตลาดครีมซอง ซึ่งจากเดิมไม่เคยอยู่ในแผน กลับกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Smooth E ในปัจจุบัน
1. จาก Key Message เดียวใช้ทุกช่องทางการสื่อสาร สู่การสื่อสารให้ตรงใจแต่ละ Generation
ในอดีต Smooth E ใช้การสื่อสารแบบ Key Message เดียว ใช้กับทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง แต่ปัจจุบันผู้บริโภคแต่ละ Generation มีความต้องการ พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ และความคาดหวังที่แตกต่างกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ Smooth E จึงให้ความสำคัญกับ Segmentation และเลือก Key Message ให้เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม พร้อมปรับรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกับแต่ละช่องทาง เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น
“Segmentation สำคัญ และการสื่อสารแต่ละช่องทางว่าพูดกับกลุ่มไหน เพื่อพูดในสิ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอยากฟัง ไม่ใช่พูดในสิ่งที่แบรนด์อยากจะบอก”
2. จากจุดแข็ง “อ่อนโยน” สู่การตอบโจทย์ “อ่อนโยนและเห็นผล”
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การต่อยอดจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของ Smooth E ให้ตอบรับความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการดูแลปัญหาผิวมากขึ้น
Smooth E จึงเพิ่มน้ำหนักการสื่อสารเรื่องประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับความอ่อนโยน พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเสริมทัพ Portfolio เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น
3. ใช้ Brand Ambassador – Brand Presenter เชื่อมลูกค้าเก่าให้กลับมา – ขยายฐานคนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการทำ Brand Revamp ของ Smooth E คือ การใช้ “Brand Ambassador” และ “Brand Presenter” เพื่อทำให้แบรนด์ดูทันสมัย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน และเข้าถึงผู้บริโภคคนรุ่นใหม่มากขึ้น
อย่างการเปิดตัว “หลิงหลิง ศิริลักษณ์” กับ “ออม กรณ์นภัส” หรือ “หลิง–ออม” เป็น Brand Ambassador ในช่วงที่กระแส GL (Girls’ Love) กำลังเริ่มได้รับความสนใจ ทำให้ได้การตอบรับที่ดีทั้งด้านยอดขาย เสียงตอบรับจากผู้บริโภค และภาพลักษณ์แบรนด์
โดย Smooth E ยังคงร่วมงานกับหลิง–ออมต่อเนื่องปีที่ 2 พร้อมทั้งสร้างสรรค์ Viral Campaign อย่างซีรีส์แนวตั้งสไตล์หนังจีน ที่นำรูปแบบคอนเทนต์ยอดนิยมมาปรับใช้กับการสื่อสารแบรนด์ ทำให้การสื่อสารของแบรนด์สนุกและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

นอกจากนี้ล่าสุด Smooth E ยังร่วมงานกับ “เนเน่ รอยัล” แชมป์ America’s Got Talent ซีซัน 21 ในฐานะ Brand Presenter ของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Cleanser “Smooth E Baby Face Foam” ที่เตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของแบรนด์
ขณะเดียวกัน Smooth E ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกบุคคลที่จะเข้ามาเชื่อมโยงแบรนด์ กับผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z เพื่อรองรับการเปิดตัวโปรดักต์ไลน์ใหม่ในปีหน้า
นอกจากบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงกว้างแล้ว Smooth E ยังใช้ “Influencer Marketing” เนื่องจากหนึ่งในปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคนี้ คือ รีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์และผู้ใช้จริง

“ครีมซอง” จากสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในแผนธุรกิจ กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Smooth E
นอกเหนือจากการ Revamp แบรนด์ผ่านการปรับกลยุทธ์สื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่แล้ว Smooth E ยังขยายโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการเข้าสู่ตลาด “ครีมซอง” ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่เคยวางไว้ในแผนการตลาดมาก่อน และเคยปฏิเสธการผลิตและจำหน่ายมาโดยตลอด เนื่องจาก Smooth E วางตำแหน่งแบรนด์อยู่ในระดับ Premium Mass และด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์เวชสำอาง จึงกังวลว่าการเข้าสู่ตลาดครีมซองอาจมีผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์
“ที่ผ่านมาเราปฏิเสธที่จะผลิตและจำหน่ายสินค้าในรูปแบบ ‘ครีมซอง’ มาโดยตลอด แม้เราเห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดครีมซองในช่องทางออฟไลน์ก็ตาม แต่เราก็ยังปฏิเสธตลาดครีมซอง เพราะเรารู้สึกว่าไม่ใช่เรา”
ประกอบกับด้วย Price Point ของตลาดครีมซองส่วนใหญ่มีราคาขายอยู่ที่ 29-39 บาท ขณะที่ต้นทุนผลิตภัณฑ์ของ Smooth E ไม่สามารถทำราคาดังกล่าวได้ ทำให้โปรเจกต์ครีมซองเคยถูกพิจารณาและยกเลิกไปหลายครั้ง
กระทั่งได้มีโอกาสพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น อีเลฟเว่น” (7-Eleven) ซึ่งอยากให้พัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบซอง Smooth E จึงตัดสินใจทดลองเข้าสู่ตลาดครีมซองด้วยราคา 59 บาทต่อซอง
“เราเห็นสโลแกนเซเว่นฯ ‘หิวเมื่อไรก็แวะมาเซเว่น อีเลฟเว่น’ เราจึง Positioning ตัวเองว่าเป็น ‘Neighborhood Dermatologist’ อยู่ข้างบ้านคุณ เมื่อมีปัญหาผิวเมื่อไร แวะมาที่เซเว่นฯ”
อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าไปในเซเว่น อีเลฟเว่น ตรงเชลฟ์ครีมซองจะเห็นสินค้ามากมายจากหลายแบรนด์ ดังนั้นเมื่อแข่งในสนามรบตลาดครีมซอง Smooth E จึงต้องสร้างความแตกต่าง โดยยังคงยืนบนจุดแข็ง และตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “Neighborhood Dermatologist”
- เริ่มทดลองวางจำหน่ายครีมซองผลิตภัณฑ์แต้มสิวก่อน ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์อยู่แล้ว ในขณะที่เวลานั้นครีมซองที่วางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์และเครื่องสำอาง ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาสิวเป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างบนเชลฟ์
- เลือกใช้บรรจุภัณฑ์สีขาว-เขียว พร้อมภาพพรีเซนเตอร์ และ Key Message ที่สื่อถึงปัญหาผิวอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโดดเด่นท่ามกลางครีมซองหลากสีสันของแบรนด์อื่นๆ และตอกย้ำความเป็นเวชสำอาง
“เราวางจำหน่ายในราคา 59 บาท สูงกว่าแบรนด์อื่น 20-30 บาท เรามองว่าถ้ารอดก็รอด ดีกว่าไม่มีโอกาสลอง ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ครีมซองอื่นขยับขึ้นมาที่ 49-59 บาทเช่นกัน”
ผลปรากฏว่าหลังทดลองตลาดครีมซอง Smooth E ได้รับการตอบรับที่ดี จึงได้ขยายผลิตภัณฑ์ครีมซองจนปัจจุบันมีมากกว่า 10 SKU
“ตอนแรกครีมซองไม่ได้อยู่ใน Strategy ตอนนี้อยู่ในหนึ่ง Strategy เพราะเราเห็นว่าคนได้มีโอกาสทดลองผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น และกลับมาซื้อขนาดใหญ่ขึ้นมากขึ้น จึงอยู่ในกลยุทธ์หนึ่งที่เราพาร์ทเนอร์กับร้านสะดวกซื้อ”
การเข้าสู่ตลาดครีมซองจึงไม่ได้ทำให้ Smooth E สูญเสีย Positioning เดิมอย่างที่เคยกังวล เพราะแบรนด์ยังคงรักษาจุดยืนด้านเวชสำอาง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น
ที่สำคัญบทบาทของครีมซองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างยอดขายหรือเข้าถึง Gen Z เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ Smooth E มีโอกาสเชื่อมต่อกับลูกค้าเดิมที่ห่างหายจากแบรนด์ไป ให้กลับมาเปิดใจทดลองผลิตภัณฑ์อีกครั้ง
“การทำตลาดครีมซอง ไม่ใช่แค่ connect กับ Gen Z แต่ยังเป็นการ connect กับคนที่หายไปจากเรา ได้เปิดใจกลับมาหาเรา กลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา”

ตามเทรนด์ให้ทัน แต่ต้องไม่ทิ้ง “ตัวตน” กับแนวคิด Same Legacy, New Playbook
คุณจูน ได้สรุปแนวคิดการบริหารแบรนด์ Smooth E ในยุคใหม่ไว้ภายใต้คำว่า “Same Legacy, New Playbook” หรือการรักษารากฐานและตัวตนของแบรนด์เอาไว้ พร้อมเปิดรับเทรนด์และปรับตัวอยู่เสมอ
“Core ของ Smooth E ที่เดินวันนี้ คือ ‘Same Legacy, New Playbook’ รักษาตัวตนในแบบที่ตัวเองเป็น ขณะเดียวกันเปิดรับวิธีคิด แนวทางใหม่ๆ ให้ทันเทรนด์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเอง”
ขณะเดียวกันได้ฝาก 3 แนวคิดสำคัญสำหรับการทำธุรกิจในยุคที่ AI และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่
1. เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ แม้ล้มเหลวก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้
2. Move Fast และเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป เพียงเพราะยังไม่มีข้อมูลครบทุกด้าน
3. ไม่ลืมตัวตนของแบรนด์ เปิดรับเทรนด์ใหม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าแบรนด์มีจุดยืนและคุณค่าหลักคืออะไร
จากแบรนด์ที่สร้างความสำเร็จมายาวนานกว่า 35 ปี สู่การปรับกลยุทธ์เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และผู้บริโภคยุคใหม่ เส้นทางของ Smooth E ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาความแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการเปิดรับเทรนด์ แนวคิด วิธีการ และโอกาสใหม่ๆ เพื่อทำให้ Smooth E ยังคงเป็น Brand for me หรือแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกว่าใช่สำหรับตัวเอง โดยไม่ทิ้งจุดแข็งและตัวตนที่เป็นรากฐานของแบรนด์

Source: งานสัมมนา DISRUPT THE DEFAULT 2027: MARKETING FOR THE AI ERA จัดโดย Primal ในเซสชัน Three Brands on What They Got Wrong, What It Cost Us to Learn


