
การขยายพอร์ตของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารมีทางเลือกมากกว่าการเปิดร้านอาหารแบรนด์ใหม่ สำหรับ NARA GROUP ก้าวล่าสุดคือการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มเป็นครั้งแรก ด้วยการลงทุนใน “ชา..นอนตอนไหน” แบรนด์ชาใต้ที่เริ่มสร้างฐานลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ก่อนขยายสู่หน้าร้าน พร้อมเป้าหมาย 50 สาขาภายใน 3 ปี
ดีลนี้สะท้อนวิธีต่อยอดธุรกิจผ่านแบรนด์ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งมีทั้งสินค้า แนวคิด และประสบการณ์ขายจริงอยู่แล้ว ขณะที่ NARA GROUP เข้ามาเติมความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจอาหาร เพื่อสนับสนุนการเติบโตในช่องทางที่กว้างขึ้น ส่วนโจทย์ของ “ชา..นอนตอนไหน” คือการเปลี่ยนจุดขายเรื่องความเข้มของชาให้กลายเป็นเหตุผลที่ผู้บริโภคเลือกซื้อและกลับมาซ้ำ
ต่อยอดพอร์ตร้านอาหาร สู่โอกาสในตลาดเครื่องดื่ม
NARA GROUP ภายใต้การนำของ คุณนราวดี ศรีกาญจนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหารมากกว่า 22 ปี โดยมี “นาราไทย คูซีน” เป็นหนึ่งในแบรนด์หลักที่สร้างการรู้จักในตลาดอาหารไทยพรีเมียม ปัจจุบันกลุ่มระบุว่ามีแบรนด์ในเครือรวม 14 แบรนด์ และคาดว่าภายในปี 2569 จะมีสาขารวมกว่า 90 สาขาใน 9 ประเทศ
พอร์ตของกลุ่มครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทยพรีเมียม สตรีทฟู้ด ไปจนถึงอาหารยุโรป เช่น นาราไทย คูซีน อภินารา เลดี้ นารา บ้านนอกเข้ากรุง โค ลิมิเต็ด แอนก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ และ El Mercado การเพิ่มแบรนด์เครื่องดื่มจึงเป็นการขยับเข้าสู่อีกหมวดธุรกิจ ซึ่งมีรูปแบบการซื้อและโอกาสเข้าถึงลูกค้าต่างจากร้านอาหาร
คุณนราวดีให้เหตุผลถึงการลงทุนครั้งนี้ว่า กลุ่มมองเห็นศักยภาพของตลาดเครื่องดื่ม รวมถึงความสามารถของผู้ก่อตั้ง “ชา..นอนตอนไหน” ได้แก่ คุณฐกรกฤตย์ เลิศเจริญพานิช และคุณพงษ์สัณห์ จิตติเจริญกุล ที่นำเสนอแบรนด์ด้วยไอเดียแตกต่าง และสร้างความสำเร็จจากช่องทางเดลิเวอรี่ จึงต้องการสนับสนุนให้แบรนด์ขยายไปได้ไกลกว่าตลาดออนไลน์
ในมุมธุรกิจ การลงทุนในแบรนด์ที่มีประสบการณ์ขายผ่านเดลิเวอรี่ช่วยให้มีข้อมูลจากการขายจริงเป็นจุดตั้งต้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในช่องทางออนไลน์ยังต้องพิสูจน์ต่อเมื่อเข้าสู่หน้าร้าน ทั้งเรื่องทำเล ต้นทุน และความสามารถในการดึงลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อ ณ จุดขาย

ใช้ “ความเข้ม” สร้างจุดต่าง และเล่าผ่านชื่อที่จำง่าย
จุดขายของ “ชา..นอนตอนไหน” อยู่ที่การให้ลูกค้าเลือกระดับความเข้มของชาได้ 3 ระดับ โดยนำชื่อแบรนด์มาเชื่อมกับชื่อสูตร ได้แก่ “นอนตอนค่ำ” สำหรับรสชาติอ่อนถึงกลาง “นอนตอนดึก” สำหรับระดับกลางถึงเข้ม และ “นอนตอนเช้า” ซึ่งเป็นชาใต้สูตรเข้มข้นที่สุดของร้าน
การตั้งชื่อเช่นนี้ทำให้คุณสมบัติของสินค้ากลายเป็นภาษาที่ลูกค้าเข้าใจและจดจำได้ง่าย แทนที่จะต้องสื่อสารด้วยรายละเอียดการชงเพียงอย่างเดียว ลูกค้าสามารถเลือกสูตรตามความชอบ พร้อมจดจำชื่อที่เชื่อมโยงกลับมาหาแบรนด์ได้ทันที
หากมองในเชิงการตลาด แบรนด์กำลังหยิบความชอบที่แตกต่างกันของคนดื่มชามาออกแบบเป็นทางเลือกที่ชัดเจน ผู้ที่ชอบชารสละมุนกับคนที่ต้องการรสเข้มสามารถซื้อจากร้านเดียวกันได้ ขณะที่การมีระดับให้เลือกยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองสูตรอื่นในครั้งถัดไป ซึ่งจะนำไปสู่การซื้อซ้ำได้มากน้อยเพียงใด ต้องวัดจากพฤติกรรมจริงหลังการขาย
นอกจากชาใต้ซิกเนเจอร์ แบรนด์ยังมีชาเกรดพรีเมียมจากไต้หวัน และชาผลไม้ที่ผสานชามะลิกับรสผลไม้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่มีความชอบหลากหลาย โดยวางราคาเครื่องดื่มหน้าร้านไว้ที่ 60–160 บาท
ช่วงราคาดังกล่าวทำให้แบรนด์มีทั้งเมนูเริ่มต้นและเมนูราคาสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีโจทย์ในการอธิบายความแตกต่างของสินค้าแต่ละกลุ่มให้ชัด ลูกค้าต้องเข้าใจว่าแต่ละเมนูต่างกันอย่างไร และอะไรคือคุณค่าที่ได้รับเมื่อเลือกจ่ายเพิ่ม

จากเดลิเวอรี่สู่หน้าร้าน เปลี่ยนวิธีเข้าถึงลูกค้า
แผนขยายช่องทางเริ่มจากหน้าร้านแห่งแรกที่ชั้น B1 ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ซึ่งกำหนดเปิดวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ตามด้วยสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ในเดือนธันวาคม 2569 ก่อนเดินหน้าสู่เป้าหมาย 50 สาขาภายใน 3 ปี
หน้าร้านเพิ่มโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคที่อาจไม่เคยเห็นร้านบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แสดงตัวตน อธิบายความต่างของชาแต่ละระดับ และสร้างประสบการณ์ตรงระหว่างพนักงานกับลูกค้า ส่วนเดลิเวอรี่ยังเป็นช่องทางรองรับความสะดวกของผู้ซื้อที่ต้องการสั่งเครื่องดื่มไปยังบ้านหรือที่ทำงาน
การขยายครั้งนี้จึงเพิ่มทั้งพื้นที่ขายและโอกาสสร้างการรับรู้ แต่ก็ทำให้แบรนด์ต้องบริหารประสบการณ์หลายช่องทางให้สอดคล้องกัน ตั้งแต่รสชาติ ความถูกต้องของระดับความเข้ม ไปจนถึงคุณภาพเครื่องดื่มเมื่อถึงมือลูกค้า

ชื่อชวนจำช่วยให้คนลอง แต่ระบบหลังร้านจะตัดสินการเติบโต
ความน่าสนใจของเกมนี้อยู่ที่การจับคู่ระหว่างแบรนด์รุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสินค้าเป็นของตัวเอง กับกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่มีประสบการณ์บริหารและขยายแบรนด์ สำหรับ NARA GROUP การลงทุนครั้งนี้เปิดโอกาสให้ต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่หมวดเครื่องดื่ม ส่วน “ชา..นอนตอนไหน” ได้โอกาสนำแบรนด์ออกจากพื้นที่ออนไลน์ไปพบลูกค้าในศูนย์การค้า
จุดแข็งด้านการตลาดคือความเชื่อมโยงระหว่างชื่อแบรนด์ ชื่อสูตร และคุณสมบัติสินค้า ทุกส่วนเล่าเรื่องเดียวกัน ทำให้การสื่อสารมีแกนชัดเจน และช่วยให้ลูกค้าอธิบายต่อได้ง่าย แต่ความเข้มทั้ง 3 ระดับต้องแตกต่างกันอย่างที่ลูกค้ารับรู้ได้จริง หากชื่อสูตรชัดแต่ประสบการณ์ดื่มไม่ชัด จุดขายนี้ก็อาจสร้างความสับสนแทนความประทับใจ
เป้าหมาย 50 สาขาใน 3 ปีจึงมีโจทย์ใหญ่เรื่องการรักษามาตรฐาน ชาที่ขายด้วยความเข้มหลายระดับต้องควบคุมสูตรและกระบวนการชงให้สม่ำเสมอ พร้อมบริหารความเร็วในการบริการ การฝึกพนักงาน และต้นทุนต่อแก้ว โดยเฉพาะเมื่อจำนวนจุดขายเพิ่มขึ้น
อีกตัวแปรคือความเหมาะสมของแต่ละทำเล แบรนด์ต้องพิสูจน์ว่าระดับราคาและสินค้าเข้ากับลูกค้าในพื้นที่ได้จริง รวมถึงสร้างยอดซื้อซ้ำเพียงพอให้แต่ละสาขาเติบโตได้ การใช้ข้อมูลจากสาขาแรก ๆ ปรับสินค้าและรูปแบบการดำเนินงาน จึงมีน้ำหนักต่อความสำเร็จพอ ๆ กับความเร็วในการเปิดร้าน
“ชา..นอนตอนไหน” มีชื่อและแนวคิดที่ช่วยเรียกความสนใจตั้งแต่แรกเห็น ส่วนการเติบโตระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งมอบชาระดับที่ลูกค้าชอบได้เหมือนเดิมทุกครั้ง หากทำได้ จุดขายเรื่องความเข้มก็มีโอกาสพัฒนาจากลูกเล่นในการสื่อสาร ไปเป็นเหตุผลในการเลือกแบรนด์ของผู้บริโภค

