เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI


เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI

ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตผูบริโภคมากขึ้น จนผู้บริโภคเริ่มให้ AI ช่วยคิด เลือกสินค้า วางแผนชีวิต และตัดสินใจซื้อ ธุรกิจจะทำอย่างไรให้แบรนด์ของตัวเองยังอยู่ในตัวเลือกของ AI ขณะเดียวกัน AI Agent ก็กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล สร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการบริหารแคมเปญการตลาด แล้วนักการตลาดควรปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการแข่งขันครั้งใหม่

เพื่อให้เห็นภาพการปรับผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด 3 ท่านทั้ง คุณณธิดา รัฐธนาวุฒิ Founder Marketing Oops! และ DIQ Academy, คุณสุธีรพันธ์ สักรวัตร Chief Customer Officer SCBX และ คุณศุภศิษฏ์ โชคมงคลเสถียร Chief Strategy Officer Ogilvy Thailand บทเวที TNN Future Forum 2026


เสริมทักษะคนธรรมดาสร้างระบบ AI ได้

คุณณธิดา เริ่มด้วยการนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทกับธุรกิจมากขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ที่พนักงานคนหนึ่งในฐานะช่างภาพ เกิดความสนใจเรื่อง AI อย่างจริงจัง และขอเปลี่ยนบทบาทมาสู่การทำงานในฐานะ AI Builder แม้จะไม่มีพื้นฐานด้าน Coding แต่ด้วยความสนใจและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งปี สามารถพัฒนาระบบ AI และ Automation สำหรับการทำงานภายใน Marketing Oops! ได้

เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI
คุณณธิดา รัฐธนาวุฒิ Founder Marketing Oops! และ DIQ Academy

คุณณธิดา อธิบายว่า ความน่าสนใจของ AI อยู่ที่การเปิดโอกาสให้คนทำงานจากหลากหลายสายอาชีพสามารถเข้ามาพัฒนาระบบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเป็นโปรแกรมเมอร์

สำหรับธุรกิจ SME หรือแม้แต่ One Person Business สามารถใช้ศักยภาพของ AI ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างทีมงานเสมือนจริงขึ้นมาได้ เช่น AI ที่ทำหน้าที่ CFO ช่วยวิเคราะห์การเงิน หรือ AI ที่ช่วยดูแลการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ยังต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างรายได้ หรือพัฒนาประสบการณ์ของผู้บริโภค

ธุรกิจจึงควรเริ่มจากการมองหาปัญหาหรือจุดติดขัดในกระบวนการทำงาน รวมถึงกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและงานที่ต้องจัดการข้อมูลจำนวนมาก เมื่อพบแล้วต้องออกแบบกระบวนการทำงาน (Workflow) ใหม่เพื่อให้ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานแทนส่วนนั้นได้


AI Agent จุดเปลี่ยนการทำงานของนักการตลาด

หนึ่งในศักยภาพสำคัญของ AI คือการพัฒนาไปสู่การเป็น AI Agent ที่ไม่ใช่ AI แบบที่ใช้ทั่วไปเน้นการตอบคำถาม เพราะ AI Agent จะทำหน้าที่พนักงานเสมือนที่สามารถทำงานได้หลายขั้นตอนและเชื่อมโยงกับงานหลายส่วนให้สามารถทำงานร่วมมือกันได้ ซึ่งยกตัวอย่างการใช้ AI Agent ภายใน Marketing Oops! จะใช้ในการตรวจสอบอีเมลจากแบรนด์และองค์กรต่าง ๆ ที่แต่ละวันจะถูกส่งมาหลายร้อยฉบับ ทั้งข่าวประชาสัมพันธ์ คำเชิญเข้าร่วมงาน และข้อมูลธุรกิจ

หากทีมงานไม่ได้ตรวจสอบอีเมล อาจมีอีเมลสะสมจำนวนมหาศาลในเวลาไม่กี่วัน ขณะเดียวกันทีมงานก็ยังต้องผลิตคอนเทนต์ ติดตามข่าวสาร และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ Marketing Oops! พัฒนา AI Agent เพื่อช่วยคัดกรองอีเมล ประเมินความสำคัญ และค้นหาประเด็นที่มีศักยภาพนำไปต่อยอดเป็นบทความ บทวิเคราะห์ หรือบทสัมภาษณ์

เมื่อ AI คัดเลือกข้อมูลแล้ว ทีมงานจะเข้ามาตรวจสอบและตัดสินใจอีกครั้ง ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตคอนเทนต์ ตั้งแต่การจัดทำบรีฟ การเขียนบทความ การสร้างภาพ ไปจนถึงการเผยแพร่และวัดผล Engagement กระบวนการนี้ทำให้ AI เข้ามาช่วยเชื่อมโยงงานหลายส่วนเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันพนักงานยังคงทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพและตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ หรือที่เรียกว่า “Human in the Loop”


AI เปลี่ยนบทบาทสู่การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

สำหรับ คุณสุธีรพันธ์ เปิดมุมมองว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรควรต้องพิจารณาอย่างน้อย 2 มิติ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่อย่างกลุ่ม SCBX ซึ่งมีพนักงานกว่า 30,000 คน ผู้บริโภคประมาณ 20 ล้านราย และบริษัทในกลุ่มประมาณ 12 บริษัท

เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI
คุณสุธีรพันธ์ สักรวัตร Chief Customer Officer SCBX

โดยมิติแรก คือ การนำ AI เข้ามาเพิ่ม Productivity และ Efficiency ที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้มากขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องการขยายธุรกิจ แต่กลับมีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร เทคโนโลยี AI จะสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานและรองรับการเติบโตได้

ส่วนมิติที่สอง คือ การนำ AI มาพัฒนาธุรกิจ สร้างรายได้ และค้นหาโอกาสใหม่ เพราะหลายธุรกิจยังคงติดกับการเริ่มต้นถามคำถามว่า จะนำ AI มาปรับปรุงธุรกิจเดิมอย่างไร ทั้งที่อีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ หากวันนี้องค์กรต้องเริ่มสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ทั้งหมด จะสามารถใช้ AI ออกแบบธุรกิจแห่งอนาคตได้อย่างไร


เปิดแนวคิดเลือกใช้ AI ให้ตรงกับธุรกิจ

คุณสุธีรพันธ์ ยังแนะนำแนวคิดการออกแบบกระบวนการทำงานสำหรับนักการตลาด โดยอธิบายว่า การทำแคมเปญหนึ่งครั้งมักจะประกอบด้วยงานจำนวนมาก ตั้งแต่ Research การวิเคราะห์คู่แข่ง การสร้างแบรนด์ การพัฒนาคอนเทนต์ การหาผู้บริโภคใหม่ การเปลี่ยนผู้สนใจให้เกิดการซื้อ ไปจนถึงการสร้างยอดซื้อซ้ำ ซึ่งแต่ละขั้นตอนสามารถนำ AI Agent เข้ามาช่วยได้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและเป้าหมายขององค์กร

โดยผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลธุรกิจของตนเอง เช่น ประเภทธุรกิจ ช่องทางจำหน่าย รูปแบบ B2B หรือ B2C เป้าหมายหรือ CRM รวมถึงบทบาทภายในองค์กร เพื่อหา AI Agent ที่ควรเริ่มดำเนินการเป็นอันดับแรก ตัวอย่างเช่น ธุรกิจธนาคารที่มีฐานผู้บริโภคจำนวนมาก อาจต้องให้ความสำคัญกับ CRM Agent ขณะที่บางธุรกิจสามารถเริ่มจาก Paid Media Agent ได้ทันที สำหรับงานบางประเภท ระบบอาจทำงานอัตโนมัติได้มาก แต่บางงานจำเป็นต้องมี Human in the Loop เพื่อช่วยตรวจสอบและอนุมัติ

แนวคิดนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับฝ่ายอื่น ๆ ได้ ทั้ง HR การเงิน และกฎหมาย เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI Agent อยู่ที่การเข้าใจกระบวนการทำงาน และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท


ผู้บริโภคกำลังให้ AI ช่วยแก้ปัญหาชีวิต

ด้าน คุณศุภศิษฏ์ ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะวิธีใช้ AI เพื่อค้นหาสินค้าและบริการ โดยที่ผ่านมา ผู้บริโภคอาจเริ่มจากการถามว่า โทรศัพท์รุ่นไหนดีที่สุดหรือโรงแรมที่ไหนน่าพัก แต่ปัจจุบันคำถามเริ่มมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันมากขึ้น โดย คุณศุภศิษฏ์ ยกตัวอย่างการวางแผนเดินทางไปพัทยา ซึ่งมีผู้สูงอายุร่วมเดินทางด้วย จึงต้องการที่พักที่เดินทางสะดวกและมีร้านอาหารอร่อยอยู่ใกล้เคียง

เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI
คุณศุภศิษฏ์ โชคมงคลเสถียร Chief Strategy Officer Ogilvy Thailand

คำถามลักษณะนี้จะทำให้ AI ต้องนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบเพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมที่สุด ทั้งสถานที่ตั้ง ความสะดวกในการเดินทาง ร้านอาหาร และความเหมาะสมกับผู้ร่วมทริป สิ่งเหล่านี้จะทำให้การแข่งขันของแบรนด์อาจขยายออกไปไกลกว่าการสำรวจคู่แข่งที่อยู่ในหมวดสินค้าเดียวกัน เช่น ร้านอาหารอาจต้องแข่งขันกันด้วยระยะทางและเวลาที่ผู้บริโภคมี โรงแรมอาจถูกเลือกจากความสะดวกในการเดินทาง หรือสินค้าบางประเภทอาจได้รับความสนใจเพราะตอบโจทย์กิจกรรมเฉพาะช่วงเวลาได้

ดังนั้น นักการตลาดจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องเข้าใจบริบทชีวิตของผู้บริโภคให้ลึกมากยิ่งขึ้น นั่นเพราะ AI กำลังเข้ามามีส่วนร่วมและอาจมีอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค ที่สำคัญอาจกลายเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์จากเดิมที่แบรนด์จะเชื่อมโยงกับผู้บริโภคโดยตรง


แบรนด์ต้องมีเหตุผลให้ AI แนะนำและผู้บริโภคจดจำ

ในเมื่อปัจจุบัน AI ทำหน้าที่เป็นผู้คัดเลือกสินค้าและบริการแทนผู้บริโภค แบรนด์จึงต้องทำให้ตัวเองไปปรากฏอยู่ในคำแนะนำของ AI โดย คุณศุภศิษฏ์ อธิบายว่า AI จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและเหตุผลประกอบการแนะนำสินค้า ดังนั้นแบรนด์จำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือและมีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อมั่นที่ชัดเจน

ปัญหาที่ทำให้ AI อาจไม่แนะนำแบรนด์อาจมีได้หลายสาเหตุ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์มีน้อยเกินไป ขาดรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ขาดการพูดถึงบน Social Media ข้อมูลแต่ละช่องทางไม่สอดคล้องกัน หรือแบรนด์ไม่มีจุดแตกต่างที่ชัดเจน ซึ่งต่อให้เว็บไซต์มีข้อมูลสินค้าครบถ้วน หากไม่มีประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริงมาสนับสนุน ก็อาจทำให้ AI มีข้อมูลไม่เพียงพอเพื่อนำมาประกอบการแนะนำ

คุณศุภศิษฏ์ ได้เสนอให้แบรนด์คิดควบคู่กัน 2 เรื่อง ทั้งการสร้างเหตุผลให้ AI เลือกแนะนำแบรนด์ และการสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคต้องการแบรนด์นั้นตั้งแต่ก่อนเริ่มค้นหา เพราะเมื่อผู้บริโภคไม่มีแบรนด์อยู่ในใจ การตัดสินใจอาจเกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบผ่านราคา คุณสมบัติ และความสะดวกเป็นหลัก นั่นทำให้การทำ Branding จึงยังคงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างความแตกต่างและความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการค้นหาผ่าน AI


AI Search สมรภูมิใหม่ที่นักการตลาดต้องรู้

การค้นหา เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจและเป็นหนึ่งในสนามรบปัจจุบันที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ เพราะเป็นจุดที่แบรนด์มีโอกาสถูกค้นพบ โดย คุณสุธีรพันธ์ อธิบายว่า นักการตลาดมักจะคุ้นเคยกับ SEO และ SEM ซึ่งช่วยให้เว็บไซต์สามารถปรากฏอยู่ในลำดับต้น ๆ บน Search Engine ผ่านผลการค้นหาทั่วไปและโฆษณา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคมักจะเลือกในการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ

เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI

แต่เมื่อผู้บริโภคเริ่มใช้ Google AI Overview และเครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT เพื่อค้นหาคำตอบ กระบวนการค้นหาจึงเปลี่ยนไปผ่าน 2 แนวทางสำคัญ ทั้ง

  • AEO (Answer Engine Optimization): ธุรกิจต้องปรับปรุงข้อมูลและคอนเทนต์ให้มีโอกาสถูกนำไปใช้ประกอบคำตอบของระบบ AI เช่น Google AI Overview
  • GEO (Generative Engine Optimization): การปรับเนื้อหาและข้อมูลของธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการปรากฏหรือถูกอ้างอิงในคำตอบจาก Generative AI

คุณสุธีรพันธ์ ระบุว่า ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำ AI Search และองค์กรขนาดใหญ่เองก็มีความท้าทายในการดูแลเว็บไซต์จำนวนมาก โดย SCBX ซึ่งมีหลายบริษัทและหลายเว็บไซต์ในกลุ่ม การติดตามผลจาก AI Search ทำให้เห็นว่า บางเว็บไซต์มีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่ง ขณะที่บางเว็บไซต์ยังตามหลังคู่แข่งอยู่มาก ธุรกิจจึงต้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่องว่า แบรนด์มีโอกาสปรากฏในคำตอบของ AI มากน้อยเพียงใด และควรปรับปรุงส่วนไหนเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน


3 ขั้นตอนวางกลยุทธ์ AI Search สำหรับธุรกิจ

เพื่อให้ธุรกิจเข้าใจการดำเนินการด้าน AI Search โดยเสนอแนวทางดำเนินงาน 3 ขั้นตอนหลัก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นกรอบเริ่มต้นได้

เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI

Audit – ตรวจสอบเว็บไซต์และการมองเห็นของ AI

เริ่มจากการสำรวจว่า AI สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ได้มากน้อยเพียงใด มีเนื้อหาใดถูกนำไปอ้างอิง และมีประเด็นไหนที่คู่แข่งได้รับการแนะนำมากกว่า

Amplify – ปรับโครงสร้างและเนื้อหา

ตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์และข้อมูล เช่น Schema.org ในรูปแบบ JSON-LD รวมถึงพิจารณาการใช้ไฟล์ llms.txt เพื่อช่วยจัดระเบียบข้อมูลสำหรับระบบ AI แต่การมีไฟล์ดังกล่าวไม่ได้รับประกันว่า AI จะอ่านหรืออ้างอิงเว็บไซต์ สำหรับข้อมูลต้องทำงานร่วมกับคุณภาพเนื้อหาและปัจจัยทางเทคนิคอื่น ๆ โดยเริ่มจากคำถามจริงของผู้บริโภค แทนการพึ่งพา Keyword เพียงอย่างเดียว

Track – ติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจต้องตรวจสอบว่า แบรนด์ถูกกล่าวถึงหรืออ้างอิงในคำตอบของ AI อย่างไร เปรียบเทียบกับคู่แข่ง และติดตามผลเมื่อมีการปรับเนื้อหาหรือโครงสร้างเว็บไซต์

เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI

นอกจากนี้ ควรรวบรวมคำถามและคำสั่ง (Prompt Library) ที่ผู้บริโภคใช้กับ AI เพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่า ควรสร้างเนื้อหาในประเด็นใด ตัวอย่างเช่น บริษัทท่องเที่ยวอาจต้องเตรียมข้อมูลสำหรับคำถามอย่าง “ไปเที่ยวจีนเมืองไหนดี” หรือ “โรงแรมไหนเหมาะกับคนที่ชอบเดินตลาดกลางคืนและเดินทางสะดวก” แนวทางนี้ช่วยให้นักการตลาดมองเห็นความต้องการของผู้บริโภคในระดับที่ละเอียดกว่าการวิเคราะห์ Keyword แบบเดิม


พลังของ AI Search กำลังเปลี่ยนการแข่งขัน

เพื่อให้เข้าใจ AI Search มากขึ้น คุณณธิดาได้เล่ากรณีศึกษาจากประสบการณ์ส่วนตัวตอนที่เดินทางไปประเทศจีน โดยระหว่างเดินทางไปทำงานที่เมืองหางโจว คุณณธิดาต้องการอยู่เที่ยวต่ออีก 2 วัน จึงนำภาพสถานที่ที่เคยไปเที่ยวในอดีตแต่จำไม่ได้ว่าเป็นที่ไหน ส่งให้ AI ช่วยค้นหาว่า สถานที่นั้นอยู่ที่ไหนและควรเดินทางอย่างไร จากนั้น ให้ AI ช่วยวางแผนท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยกำหนดความต้องการค่อนข้างละเอียด ทั้งสถานที่เชิงวัฒนธรรม ห้างสรรพสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์ แก็ดเจ็ต แฟชั่น ความงาม และตลาดกลางคืน โดยหลีกเลี่ยงห้าง Luxury

เมื่อได้แผนท่องเที่ยวแล้ว คุณณธิดา ยังให้ AI แนะนำโรงแรมที่เหมาะสม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นโรงแรมใหม่หรือผ่านการปรับปรุงแล้ว สะอาด ไม่มีกลิ่นบุหรี่ มีอาหารเช้าคุณภาพดี และราคาเหมาะสม ทำให้ได้รายชื่อโรงแรมประมาณ 3–4 แห่ง ซึ่งหลายแห่งเป็นแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน AI ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับปีที่ปรับปรุงโรงแรม รีวิวจากผู้เข้าพัก ราคา คุณภาพอาหารเช้า และความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า AI สามารถเปิดโอกาสให้แบรนด์ที่ผู้บริโภคไม่คุ้นเคยเข้ามาอยู่ในตัวเลือกได้ หากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน กรณีศึกษานี้ก็เชื่อมโยงกับการรวบรวมคำถามและคำสั่ง (Prompt Library) ที่ผู้บริโภคใช้กับ AI เพราะคำถามที่ผู้บริโภคใช้ค้นหาอาจมีรายละเอียดซับซ้อนและแตกต่างกันมาก สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม การทำความเข้าใจคำถามเหล่านี้จึงอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่


คอนเทนต์ AI ล้นตลาด ความคิดสร้างสรรค์ยิ่งสำคัญ

นอกจากเรื่องของ AI Search แล้ว คุณณธิดา ยังชี้ให้เห็นว่า แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญของธุรกิจ แต่ปัจจุบันมีกระแส Anti-AI หรือความรู้สึกต่อต้านและเหนื่อยล้าจากการพบเห็นคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI จำนวนมาก ส่งผลให้คอนเทนต์จำนวนหนึ่งมีหน้าตาคล้ายกันหมดจนขาดเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะภาพโฆษณา งานนำเสนอ และคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกแบรนด์ใช้เครื่องมือคล้ายกัน ผลงานที่ออกมาอาจมีรูปแบบใกล้เคียงกันมาก จนผู้บริโภคแยกความแตกต่างของแบรนด์ได้ยากขึ้น

โดยมุมมองของ คุณณธิดา มองว่า แม้ AI จะฉลาดอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มีรสนิยมและความเข้าใจเชิงสร้างสรรค์ ธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญว่า จะสื่อสารอย่างไร ใช้ภาพแบบไหน เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงอย่างไร และทำอย่างไรให้ผลงานมีเอกลักษณ์ตรงกับตัวตนของแบรนด์ AI สามารถช่วยสร้างชิ้นงานจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียว อาจไร้ประโยชน์ถ้าผลงานชิ้นนั้นไม่ตอบความต้องการของผู้บริโภค แถมยังอาจทำให้แบรนด์สูญเสียความแตกต่าง

ขณะที่ คุณศุภศิษฏ์ ยังเสริมว่า คอนเทนต์ AI ยังต้องขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อหาและความรู้สึกที่ต้องการสร้าง เช่น คอนเทนต์เพื่อความบันเทิงหรือให้ข้อมูลอาจใช้ AI ได้อย่างเหมาะสม แต่คอนเทนต์ที่ต้องการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ เช่น เรื่องราวที่ต้องการเรียกน้ำตาหรือสร้างความรู้สึกลึกซึ้ง ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับผู้สร้างสรรค์ผลงานผ่าน AI ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์จึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพของผลงาน และนักการตลาดควรเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของคอนเทนต์แต่ละประเภท


คุณภาพของงาน AI ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้เครื่องมือ

คุณสุธีรพันธ์ ยังมีมุมมองในเรื่องของความรู้สึกต่อต้านคอนเทนต์ AI ว่า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่ก่อนหน้านี้มีการสร้างผลงานคุณภาพต่ำออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการต่อต้าน หากผู้ใช้ AI มีทักษะและความเข้าใจเพียงพอก็สามารถช่วยสร้างผลงานที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับผู้บริโภคได้

ยกตัวอย่างงานภาพยนตร์ โฆษณา เพลง และงานเขียน ซึ่ง AI สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตได้ โดยผู้ใช้งานต้องรู้จักตรวจสอบ ปรับแต่ง และออกแบบผลงานให้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะงานเขียนที่สร้างด้วย AI หากมีภาษาซับซ้อนหรืออ่านยาก ผู้ใช้งานควรเข้ามาปรับแก้ให้กระชับ เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับผู้อ่าน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับทักษะของมนุษย์ ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ และการควบคุมคุณภาพ


ใช้ AI อย่างไรให้สร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น

คุณสุธีรพันธ์ ยังนำเสนอแนวคิด Golden Rules ที่ SCBX ใช้เป็นหลักคิดในการนำ AI มาพัฒนาประสบการณ์ของผู้บริโภค โดยเน้นการสร้าง Hyper-Personalization หรือการนำเสนอสินค้า บริการ และข้อมูลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ประกอบด้วย 7 หลักการสำคัญ

Easy for Me

AI ควรช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งานและลดภาระในการคิดของผู้บริโภค เช่น การสรุปข้อมูลที่ซับซ้อนให้อ่านง่าย หรือทำให้ขั้นตอนการใช้บริการสะดวกขึ้น

Tailor for Me

นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ความต้องการและบริบทของผู้บริโภค เพื่อให้สามารถนำเสนอข้อมูลหรือบริการได้ตรงกับความสนใจและช่วงเวลาที่เหมาะสม

More Value for Me

การใช้ AI ควรช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งด้านความสะดวก ความคุ้มค่า หรือบริการที่ตอบโจทย์ได้ดีขึ้น

Make Me Better Off

AI ควรช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจ ช่วยเพิ่มความเข้าใจ และสามารถเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ตนเองได้มากขึ้น

Fast for Me

AI สามารถช่วยลดเวลารอคอยและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ เช่น ระบบ Call Center หรือการตอบคำถามของโรงแรม

Look Out for Me

AI ควรช่วยตรวจจับและแจ้งเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น สายโทรศัพท์ต้องสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพ หรือความเสี่ยงทางการเงิน

Treat Me Fairly

AI ควรช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในกระบวนการให้บริการ

 

ทั้ง 7 หลักการนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดการใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น โดยมองจากประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเป็นสำคัญ


Human in the Loop กติกาทำการตลาดด้วย AI

อย่างไรก็ตาม คุณณธิดา ยังคงให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและการรักษาตัวตนของแบรนด์ โดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทให้ความรู้ ยิ่งปล่อยให้ AI ค้นหาข้อมูลและสร้างเนื้อหาโดยไม่มีการตรวจสอบ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้น การใช้ AI ของแบรนด์ในการสร้างโฆษณาหรือคอนเทนต์ต้องรักษา Brand Character และมีทีมงานเข้ามาตรวจสอบว่า เนื้อหาที่เผยแพร่สอดคล้องกับตัวตนและคุณค่าของแบรนด์หรือไม่

นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาจากการใช้ AI สร้างคอนเทนต์รายชิ้น ไปสู่การสร้างระบบ AI Agent ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น นักการตลาดอาจกำหนดเป้าหมายประจำเดือน แล้วให้ Creative Agent ช่วยคิดแนวทางคอนเทนต์ Copywriter Agent ช่วยเขียนข้อความ และให้ทีมานย์เป็นผู้ตรวจสอบอนุมัติ ในอนาคตอันใกล้ ธุรกิจยังสามารถพัฒนา AI Agent สำหรับบริหารโฆษณาและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญ เพื่อให้ระบบทำงานเชื่อมต่อกันมากขึ้น

คุณณธิดา ยังย้ำว่า Human in the Loop ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะการตัดสินใจด้านการตลาดต้องอาศัยความเข้าใจผู้บริโภค บริบทของธุรกิจ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแบรนด์


เมื่อ AI เปลี่ยนสนามแข่งขันธุรกิจ จาก AI Agent สู่ AI Search และโจทย์ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องชนะใจทั้งคนและ AI

จากมุมมองของทั้งสามผู้เชี่ยวชาญ จะเห็นได้ว่า AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจและการตลาด ทั้งในด้านการทำงานภายในองค์กร ซึ่ง AI Agent กำลังช่วยให้ธุรกิจสามารถออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมไปถึงการแข่งขันเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคผ่าน AI Search และการแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของผู้บริโภค

ในวันที่ AI เริ่มมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น แบรนด์ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและความต้องการของมนุษย์ ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันครั้งใหม่


Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา