103.58.148.118

Biz & Marketing news

Ξ Leave a comment

สำรวจ 2 ปี “บิ๊กซี” ในอาณาจักร “เจ้าสัวเจริญ” และล้วงลึกยุทธศาสตร์รุก-รบค้าปลีกอาเซียน

posted by  2,366 views

BigC-cover

Photo Credit : aimpol buranet / Shutterstock.com

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว เกิดดีลประวัติศาสตร์ในอุตสาหกรรมค้าปลีกในไทย เมื่อ “บีเจซี” (BJC) บริษัทในเครือทีซีซี กรุ๊ป (TCC Group) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซื้อกิจการ “บิ๊กซี” (BigC) จากกลุ่มคาสิโน เพื่อต่อจิ๊กซอว์ “ธุรกิจปลายน้ำ” นั่นคือ ค้าปลีก

หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มธุรกิจในเครือทีซีซี กรุ๊ป อยู่ในส่วน “ธุรกิจต้นน้ำ = การผลิต” และ “ธุรกิจกลางน้ำ = กระจายสินค้า” มาโดยตลอด แต่เป้าหมายใหญ่ของกลุ่มทีซีซี คือ การสร้าง Business Ecosystem ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – กลางน้ำ – ปลายน้ำ โดยทั้ง 3 ส่วนนี้จะผสานการทำงานร่วมกัน (Synergy)

ความสำคัญของการมี “ธุรกิจค้าปลีก” อยู่ในมือ โดยเฉพาะเป็นเชนค้าปลีกรายใหญ่ คือ พลังเครือข่ายสาขา และ Store Format ในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ ทำให้ได้ “Big Data” ที่สามารถนำไปทำความเข้าใจพฤติกรรม-ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อย้อนกลับไปสู่กระบวนการต้นน้ำ นั่นคือ ผลิต หรือ Sourcing สินค้าให้ตรงกับ Demand ของตลาด และผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม

Resize_MG_0184

2 ปี กับความพยายามพลิกโฉม “บิ๊กซี” !!

เมื่อ “บิ๊กซี” มาอยู่ภายใต้อาณาจักรธุรกิจ “บีเจซี” ภารกิจที่ลงมือทำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีทั้งภารกิจหลากหลายด้านที่ต้องเร่งลงมือทำ ประกอบด้วย

- วางคอนเซ็ปต์แบรนด์ใหม่ ด้วยการชูแนวคิด “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า” เพื่อตอกย้ำว่าเวลานี้ “บิ๊กซี” ได้เปลี่ยนมือจากคาสิโน กรุ๊ป กลุ่มทุนค้าปลีกจากฝรั่งเศส มาเป็น “ค้าปลีกของคนไทย” แล้ว

โดยต้องการจะสร้าง Engagement เชิงลึกกับผู้บริโภคไทย ขณะเดียวกันเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งค้าปลีกเซ็กเมนต์ไฮเปอร์มาร์เก็ตเดียวกัน เพราะภาพจำของคนไทยมองว่าเชนค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตในไทย ล้วนแล้วแต่มาจากต่างประเทศ

- เติมเต็มสินค้ากลุ่ม “Food” โดยเฉพาะ “อาหารสด” เพราะ “อาหาร” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร สถานการณ์บ้านเมืองจะมีทิศทางอย่างไร “อาหาร” ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น และเป็น Magnet ดึงลูกค้าเข้ามาเดินในสโตร์ อีกทั้ง “อาหารสด” ยังเป็นสินค้าที่สร้าง Store Loyalty เพราะทำให้ลูกค้ามาเดินที่สโตร์เป็นประจำ

Resize BigC

- ผสานการทำงานร่วมกันระหว่าง “บีเจซี” กับ “บิ๊กซี” ปัจจุบัน “บีเจซี” ตั้งบริษัทลูกใน 8 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เมียนมาร์ สิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม และล่าสุดได้ตั้งสำนักงานในจีน ที่เมืองกวางโจว ซึ่งบริษัทลูกเหล่านี้ ทำหน้าที่จัดซื้อสินค้า หรือ Trading สินค้า นำเข้ามาจำหน่ายในบิ๊กซี

อย่างบริษัทลูกที่ประเทศจีน เน้นนำเข้าสินค้ากลุ่ม Non-food เป็นหลัก เช่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ซึ่งเหตุผลที่เลือกเข้าไปตั้งสำนักงานในจีน และเลือกโลเกชั่นเมืองกวางโจว เพราะเป็นเมืองค้าส่งใหญ่ และในจีนมีโรงงานผลิตจำนวนมาก จึงเหมาะกับ Sourcing สินค้าเข้ามาจำหน่ายในบิ๊กซี ประเทศไทย โดยปัจจุบันสินค้านำเข้าจากจีน อยู่ที่กว่า 3,000 รายการ

- สร้างพันธมิตรธุรกิจกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ SME เพื่อ Sourcing สินค้าท้องถิ่น วางจำหน่ายในบิ๊กซี เนื่องจากทุกวันนี้สินค้าแบรนด์ใหญ่ สามารถหาซื้อได้จากค้าปลีกสมัยใหม่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นของเชนซูเปอร์มาร์เก็ต – ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่เชนร้านสะดวกซื้อ ขณะเดียวกันมี E-Commerce เข้ามาเป็นช่องทางจำหน่ายสำคัญสำหรับสินค้า FMCG ส่งผลให้ “สินค้าแบรนด์ใหญ่” ไม่มีความแตกต่างระหว่างเชนค้าปลีกสมัยใหม่ด้วยกันเอง

นี่จึงทำให้ “ค้าปลีกยักษ์ใหญ่” ต่างพยายามหา Differentiation ด้วยการสร้างพันธมิตรผู้ประกอบการ SME ที่แม้สินค้ากลุ่มนี้จะสร้าง Volume การขายน้อยกว่าสินค้าแบรนด์ใหญ่ก็ตาม แต่หัวใจสำคัญที่ดึงสินค้าท้องถิ่น หรือสินค้า SME มาจำหน่ายในสาขาเชนค้าปลีกสมัยใหม่ คือ การสร้างความแตกต่าง อันจะนำไปสู่ Store Loyalty

“บิ๊กซี” มองเห็นทิศทางการขยับของเชนค้าปลีกรายใหญ่ จึงได้ขยับตัวมายังแนวทางนี้เช่นกัน ประกอบกับภาครัฐสนับสนุนธุรกิจ SME – ชุมชน ขณะเดียวกันการเติมสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่ายในสาขาบิ๊กซี ยังตอกย้ำถึงจุดยืน “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า”

Resize bigc_02

- ขยายสาขา พร้อมเปิดตัว Store Format ใหม่ที่ปรับเข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และเร่งพัฒนาช่องทาง E-Commerce ปัจจุบัน “บิ๊กซี” มี Store Format “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต กว่า 120 สาขา / “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า” 15 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ / “บิ๊กซี มาร์เก็ต” วางกลุ่มเป้าหมายระดับกลาง – ล่าง มีกว่า 60 สาขา / “มินิบิ๊กซี” เป็นร้านสะดวกซื้อ มีมากกว่า 600 สาขา / “ร้านขายยาเพรียว” กว่า 135 สาขา / ธุรกิจ E-Commerce และเปิดตัว Store Format ใหม่ “บิ๊กซี ฟู้ด เพลส” เน้นกลุ่มอาหาร เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เริ่มต้นสองสาขาที่สามย่าน มิตรทาวน์ และ เกตเวย์ บางซื่อ

ทุกปี “บิ๊กซี” มีแผนขยายสาขา โดยส่วนใหญ่เน้นรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต เปิดเพิ่มเฉลี่ย 8 – 10 สาขา และรูปแบบมินิบิ๊กซี เปิดสาขาใหม่โดยเฉลี่ยกว่า 200 – 300 สาขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหยุดการให้สิทธิ์แฟรนส์ชั่วคราว เพื่อพัฒนาระบบให้สมบูรณ์กว่านี้ ดังนั้นการเปิดสาขาของร้านสะดวกซื้อมินิ บิ๊กซีในขณะนี้ จึงเป็นของบริษัทดำเนินการเองขณะเดียวกันหันมาให้ความสำคัญกับช่องทาง E-Commerce มากขึ้น

- ขยายสู่ธุรกิจร้านกาแฟ “Bolaven Cafe” ปัจจุบันมี 10 สาขา และมีแผนขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกสาขาของบิ๊กซี

ทีมผู้บริหารบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ นำทัพโดยคุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ เผยถึงการขยับตัวของบิ๊กซี ในช่วง 2 ปีนี้ว่า “จากคอมเมนต์ลูกค้า และซัพพลายเออร์ ในแง่สินค้าในร้านมีมากขึ้น เทียบกับเมื่อก่อนต้องเติมของในร้าน แต่เมื่อบีเจซีเข้ามา ทำให้มีสินค้าเติมเต็ม และสิ่งที่เห็นคือ Operation ดีขึ้น ทั้งคิวที่แคชเชียร์ และมีสินค้าโปรโมชันมากขึ้นขึ้น ทำให้ฐานลูกค้าของบิ๊กซี ประเทศไทยเติบโตจากกว่า 10 ล้านคน เป็น 16 ล้านคน”

Resize BigC shutter stock_02

Photo Credit : Toca Marine / Shutterstock.com

ไม่ใช่แค่เมืองไทย! เป้าหมายใหญ่กางปีกคลุมทั้งตลาดอาเซียน

ตามที่กล่าวไปข้างต้น ภาพใหญ่ที่ “ทีซีซี กรุ๊ป” และ “บีเจซี” มองเอาไว้คือ การสร้าง Business Ecosystem ที่เชื่อมโยงระหว่างต้นน้ำ – กลางน้ำ – ปลายน้ำในระดับภูมิภาคอาเซียน

แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศที่ “บีเจซี” เข้าไปปักหมุดลงทุน จะต้องยกโมเดลครบวงจรทั้ง 3 ส่วนไป เพราะต้องพิจารณาถึงศักยภาพความพร้อม และความเหมาะสมของแต่ละประเทศว่า ประเทศใดจะเข้าไปลงทุนส่วนการผลิต และระบบกระจายสินค้า ขณะที่ประเทศใดนำธุรกิจค้าปลีกเข้าไปบุกก่อน
หรือในบางประเทศ ที่มีความพร้อมรอบด้าน “บีเจซี” จะขยายให้ครบวงจรทั้ง 3 ส่วน เช่น เวียดนาม และประเทศไทย ถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของบีเจซี ที่มีครบตั้งแต่ต้นน้ำ – กลางน้ำ – ปลายน้ำ

เมื่อเจาะลึกในส่วน “ธุรกิจค้าปลีก” ในอาเซียน ที่ผ่านมา “กลุ่มเจ้าสัวเจริญ” ใช้วิธีซื้อกิจการ เพื่อ short cut เข้าสู่ธุรกิจนี้ได้เร็วขึ้น โดยเวลานี้ธุรกิจค้าปลีก ภายใต้การบริหารของ “บีเจซี” เร่งขยายฐานธุรกิจนี้เข้าไปในแต่ละประเทศมากขึ้น ประกอบด้วย

- ไทย : บิ๊กซี รวมทุก Store Format และร้านขายยาเพรียว มากกว่า 900 สาขา และ ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส

Resize pure

- เวียดนาม : MM Mega Market (เป็นธุรกิจค้าส่งที่ซื้อกิจการมา จากเดิมชื่อ Metro Cash & Carry) 19 สาขา และ ร้านสะดวกซื้อ B’smart 144 สาขา

คุณแกรี่ ฮาร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีก เปิดเผยแผนธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม ขณะนี้กำลังพิจารณา Repositioning “MM Mega Market” จากที่เป็น cash & carry ต่อไปอาจปรับโมเดลให้เป็น “Hybrid” เช่น มีทั้งค้าส่ง กับไฮเปอร์มาร์เก็ตในสาขาเดียวกัน และอาจเปลี่ยนชื่อ MM Mega Market เพราะหลังจาก “เซ็นทรัล กรุ๊ป” ซื้อกิจการบิ๊กซีในเวียดนาม และได้สิทธิใช้ชื่อ “บิ๊กซี” ดำเนินธุรกิจในเวียดนามในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่สิทธิดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ ทำให้ขณะนี้ “บีเจซี” กำลังศึกษาหลายทางเลือกสำหรับแบรนด์บิ๊กซี เพราะชื่อ “บิ๊กซี” เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงในเวียดนาม

B'smart-resize

Resize mm mega market_03

- ลาว : ร้านสะดวกซื้อ M Point Mart มี 46 สาขา และ เตรียมเปิดบิ๊กซี รูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 1 สาขาในปี 2562

- กัมพูชา : เตรียมเปิดบิ๊กซี รูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 1 สาขาในปี 2562

- กำลังพิจารณาขยายธุรกิจค้าปลีกไปยังมาเลเซีย และเมียนมาร์ โดยคาดว่าจะได้เห็นที่มาเลเซียก่อน เนื่องจากที่นั่น มีเครือข่ายฐานธุรกิจของ “ทีซีซี กรุ๊ป” อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น F&N ธุรกิจโรงแก้ว และโรงงานผลิตขนมที่ซื้อกิจการมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งสินค้าเครื่องดื่มหลายตัวของกลุ่มไทยเบฟ อีกหนึ่งบริษัทในเครือเข้าไปเจาะตลาดมาเลเซียแล้ว

จึงมีความเป็นไปได้สูงว่านอกจากไทย และเวียดนามแล้ว อีกหนึ่งประเทศที่จะเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่มี 3 กลุ่มธุรกิจครบตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ คือ มาเลเซีย

Resize mm mega market_02

3 ยุทธศาสตร์ บุกหนักค้าปลีกไทย-อาเซียน 

ทิศทาง “บิ๊กซี” รวมทั้งเชนค้าปลีกในเครือ “บีเจซี” นับจากนี้ ยังคงโฟกัสที่การพัฒนา “ระบบหลังบ้าน” ต่อเนื่อง เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของ “ธุรกิจค้าปลีก” ไม่ว่าจะเป็น

1. ระบบ Sourcing สินค้าที่ใช้ฐานบริษัทลูกใน 8 ประเทศ จัดซื้อสินค้า เพื่อผลักดันทั้งสินค้าไทย ออกสู่เชนค้าปลีกเครือบีเจซีในตลาดอาเซียน ขณะเดียวกันนำสินค้าจากต่างประเทศ ทั้งจากอาเซียน และจีนเข้ามาจำหน่ายในบิ๊กซี ประเทศไทย

2. พัฒนาระบบ “Logistic” ให้แข็งแกร่งขึ้น ครอบคลุมที่ปัจจุบันมีทั้งระบบ Logistic ของบีเจซี และของบิ๊กซี มีความเป็นไปได้ว่าจะนำมา Synergy ร่วมกัน เพื่อผลักดันให้เป็นหนึ่งใน Logistic รายใหญ่

ในความหมายของ “Logistic” ครอบคลุมตั้งแต่จัดซื้อ-จัดหาวัตถุดิบ-สินค้า, จัดเก็บ, บริหารคลังสินค้า, ห้องเย็น, จัดการบรรจุหีบห่อ, บริหารจัดการช่องทางจำหน่าย, ระบบขนส่ง ไปจนถึงกระจายสินค้า ซึ่งในกระบวนการทั้งซัพพลายเชน “Logistic” ถือเป็นต้นทุนสูง เพราะฉะนั้นใครที่มีระบบ Logistic ดี นั่นหมายความว่าจะสามารถควบคุมและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันมีผลต่อกำไรเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง ตามแผนของ “บีเจซี” ที่ต้องการขยายอาณาจักรค้าปลีกให้ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับระบบ Logistic ทั้งในประเทศ และเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน

Resize bigc_04

“บีเจซี” มีระบบ Logistic ของตัวเอง สำหรับให้บริการกลุ่มธุรกิจในเครือบริษัทด้วยกันเอง และให้บริการแก่ลูกค้าภายนอก โดยมีคลังสินค้า 6 แห่ง พื้นที่จัดเก็บรวม 88,000 ตร.ม.และมีรายการสินค้ามากกว่า 16,000 รายการ และมีห้องเย็น พร้อมทั้งมีระบบขนส่ง ด้วยรถบริษัทเอง และรถเช่า

ในขณะที่ “บิ๊กซี” ที่ผ่านมามีการลงทุนด้าน Logistic เช่นกัน โดยตามรายงานประจำปี 2560 ระบุว่ามีศูนย์กระจายสินค้า 4 แห่ง โดย 2 แห่ง เป็นของบิ๊กซี และบริหารงานเอง (ศูนย์กระจายสินค้ามินิบิ๊กซีที่อำเภอธัญบุรี และศูนย์กระจายสินค้าอาหารสดที่เขตลาดกระบัง) สำหรับศูนย์กระจายสินค้าอีก 2 แห่ง บิ๊กซีเช่า และมอบหมายให้ผู้ประกอบการชั้นนำทางด้านการบริหารคลังสินค้าเป็นผู้ดำเนินการ (มีศูนย์กระจายสินค้าอาหารแห้งที่อำเภอวังน้อย และศูนย์กระจายสินค้าแบบ Cross Stock ที่อำเภอบางพลี)

นอกจากนี้ ในปี 2560 เริ่มสร้างศูนย์กระจายสินค้ามินิบิ๊กซีแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขยายสาขา โดยศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กระจายสินค้ามินิบิ๊กซีธัญบุรี ซึ่งจะสามารถรองรับสาขามินิบิ๊กซีได้ประมาณ 1,300 สาขา

3. พัฒนา Store Format ใหม่ ให้มีความหลากหลาย โดยไม่ยึดติดแค่ 3 รูปแบบที่ในอดีตเน้นขยายแต่ไฮเปอร์มาร์เก็ต (5,000 – 10,000 ตารางเมตร) – ขนาดกลาง (400 – 700 ตารางเมตร) – ขนาดเล็ก (100 – 300 ตารางเมตร) ซึ่งการสร้างหลายรูปแบบ จะทำให้มีความยืดหยุ่นในการขยายสาขา เพราะสามารถนำรูปแบบต่างๆ ไป Match เข้ากับโลเกชันแต่ละแห่งได้อย่างเหมาะสม และลงตัว

Resize IMG_9083

Resize Picture_samyanmidtown

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE OFFICIAL ACCOUNT แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ

User Name: WP

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ six = 11

Recent Posts

Facebook