
ชอบตามกระแส แต่ยังอยากเป็นตัวเอง อ่านพฤติกรรม Gen Z ผ่านเทรนด์ Anti-Blush
ถ้าสินค้าชิ้นเดียวกันใครๆ ก็ซื้อได้ แล้วอะไรทำให้ Gen Z รู้สึกว่า ‘นี่คือสไตล์ของฉัน’ นี่เป็นโจทย์สำคัญสำหรับแบรนด์ที่กำลังทำตลาดกับคนรุ่นนี้ เพราะลูกค้าอาจสนใจสินค้าจากกระแสเดียวกับคนอื่น แต่สุดท้ายยังอยากเลือกสี รุ่น หรือวิธีใช้ที่รู้สึกว่าเข้ากับตัวเองที่สุด
Key Takeaway
- Gen Z ยังได้รับอิทธิพลจากครีเอเตอร์ กระแส และสิ่งที่ได้รับความนิยมบนโซเชียล แต่การเลือกซื้อยังเชื่อมกับภาพลักษณ์และรสนิยมของตัวเอง
- Anti-Blush เป็นตัวอย่างของเทรนด์ที่เกิดขึ้นจากการหันออกจากกระแสเดิมอย่าง Blush Blindness แล้วเลือกโทนสีที่เบา หม่น และใกล้กับผิวมากขึ้น
- สำหรับ Gen Z การตามเทรนด์ยังเปิดพื้นที่ให้เลือกสี รุ่น วิธีใช้ และการจับคู่ เพื่อทำให้สิ่งเดียวกันออกมาแตกต่างกันได้
- แบรนด์ควรมองให้ไกลกว่าสิ่งที่ทำให้ลูกค้า “สนใจ” ไปถึงองค์ประกอบที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ชิ้นนี้เหมาะกับฉัน” และเปิดพื้นที่ให้ปรับสินค้าเข้ากับตัวเอง
วันนี้อยากชวนมาเข้าใจพฤติกรรมนี้ผ่านเทรนด์ Anti-Blush บลัชสีหม่นที่กำลังถูกพูดถึงในโลก Beauty และเกิดขึ้นในช่วงที่กระแสแก้มสีสดชัดแบบ Blush Blindness อยู่กับเรามาพักใหญ่
น่าสนใจตรงที่ Anti-Blush เองก็เป็น ‘เทรนด์’ เหมือนกัน แต่เปลี่ยนจากการตามลุคแก้มสีชัด มาเป็นการเลือกสีที่ดูเบา หม่น และใกล้กับโทนผิวมากขึ้น จึงกลายเป็นกรณีที่ชวนมองต่อว่า สำหรับ Gen Z การตามกระแสไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องออกมาเหมือนกัน แต่ยังเหลือพื้นที่ให้เลือกว่าจะหยิบกระแสนั้นมาเป็นแบบของตัวเองอย่างไร
Gen Z สนใจกระแส แต่สุดท้ายก็ยังอยากเลือกสิ่งที่ ‘เป็นตัวเอง’
Ipsos สำรวจคนไทยกลุ่มตัวอย่าง พบว่า
– 63% ของ Gen Z เชื่อถือคำแนะนำสินค้าหรือแบรนด์จากอินฟลูเอนเซอร์ มากกว่าข้อความจากแบรนด์โดยตรง
– 72% ของ Gen Z ยอมจ่ายเพิ่มให้กับแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ที่ตัวเองชอบ
ด้านหนึ่ง Gen Z ยังได้รับอิทธิพลจากคนรอบตัว ครีเอเตอร์ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโซเชียล ขณะเดียวกัน สิ่งที่จะเลือกซื้อก็ต้องตอบบางอย่างเกี่ยวกับภาพลักษณ์หรือรสนิยมของตัวเองด้วย
ผลสำรวจจาก McKinsey ที่สำรวจผู้บริโภคกว่า 16,000 คนใน 6 ประเทศเอเชียแปซิฟิก รวมประเทศไทย
– 40% ของ Gen Z มองหาแบรนด์ที่ได้รับความนิยม ไปพร้อมกับช่วยให้ตัวเองดูแตกต่างจากคนอื่น สัดส่วนนี้สูงกว่าชาว Millennials ราว 1.3–1.5 เท่า
จึงไม่แปลกที่สินค้า หรือสไตล์เดียวกันจะฮิตในหมู่ Gen Z แต่ทุกคนก็ยังเลือกหยิบมาใช้ต่างกันได้ เช่น ชอบแบรนด์เดียวกัน แต่เลือกรุ่นคนละแบบ แต่งเสื้อชิ้นเดียวกันคนละสไตล์ หรือใช้เครื่องสำอางจากเทรนด์เดียวกัน แต่ปรับสีและวิธีแต่งให้เข้ากับหน้าของตัวเอง
ชวนรู้จัก Anti-Blush เมื่อการเลือก ‘ต่างจากเทรนด์เดิม’ กลายเป็นเทรนด์ใหม่
Anti-Blush หรือ Muted Blush คือการใช้บลัชสีที่ลดความสดลง หันไปหาโทน Neutral และสีที่ใกล้กับผิวมากขึ้น เช่น เบจ น้ำตาลอ่อน Dusty Rose หรือ Mauve เพื่อให้แก้มยังมีสีและมิติ แต่ดูเนียนไปกับใบหน้ามากกว่าเดิม
จุดนี้ทำให้ Anti-Blush แตกต่างจากกระแส Blush Blindness ก่อนหน้านี้ ที่เคยพาแก้มสีสด ชัด และเห็นบลัชเด่นๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าเรื่องสี คือ Anti-Blush แสดงให้เห็นธรรมชาติบางอย่างของ ‘เทรนด์’ ที่เมื่อคนเริ่มรู้สึกว่าลุคหนึ่งมีอยู่เต็ม Feed จึงหันไปเลือกอีกทาง
ก่อนหน้านี้ คำว่า ‘ตามเทรนด์’ อาจทำให้นึกถึงการแต่งตามกัน แต่ Anti-Blush กลับเป็นตัวอย่างของการเข้าร่วมเทรนด์ผ่านการเลือกสิ่งที่ดูต่างจากกระแสก่อนหน้า
แล้วถึงจะเรียกรวมกันว่า Anti-Blush แต่แต่ละคนก็ยังต้องเลือกอีกว่า สีแบบไหนเข้ากับผิว จะลงเข้มหรือเบา วางบลัชตรงไหน หรืออยากให้ผลลัพธ์ออกไปทาง Natural, Cool Tone หรือ Sculpted มากกว่า
จึงมองได้ว่า การตามกระแสมีอย่างน้อยสองจังหวะ คือ เลือกก่อนว่าจะเล่นกับกระแสไหน แล้วค่อยเลือกต่อว่าจะทำให้กระแสนั้นเข้ากับตัวเองอย่างไร เพื่อรักษาความรู้สึกว่า ‘นี่คือแบบที่ฉันเลือกเอง’
Gen Z หยิบของจากหลายยุค หลายสไตล์ มารวมกัน สร้างเป็นรสนิยมของตัวเอง
Wisesight วิเคราะห์โซเชียลมีเดียไทยช่วงต้นปี 2026 พบความน่าสนใจตั้งแต่ การกลับไปเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี ไปจนถึงการใส่ชุดไทยไปทำกิจกรรมอย่างพับดอกบัว แล้วนำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาสร้างเป็นคอนเทนต์วิดีโอสั้น
พร้อมชวนให้รู้จักคำว่า ‘Generational Style Swap’ อธิบายการหยิบแรงบันดาลใจจากคนต่างรุ่นกลับมาใช้ใหม่ เช่น ความสนใจกล้องดิจิทัลยุคเก่า กล้องฟิล์ม หรือแผ่นเสียงในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ตอนต้น
สำหรับแบรนด์ จุดนี้สำคัญกว่าการรู้เพียงว่าลูกค้าอายุเท่าไร หรือข้อมูลประวัติส่วนตัวผิวเผิน สิ่งที่ควรรู้ต่อคือ คนกลุ่มนั้นชอบอะไร กำลังหยิบแรงบันดาลใจมาจากไหน และอยากให้สินค้าของแบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตแบบไหน
3 เรื่องที่แบรนด์สามารถนำไปลองต่อได้
– หาว่าลูกค้าอยากเหมือนคนอื่นตรงไหน และอยากต่างตรงไหน: คนอาจเริ่มสนใจสินค้าชิ้นเดียวกันเพราะครีเอเตอร์ หรือกระแส แต่เหตุผลที่เลือกซื้อจริงอาจอยู่ที่สี ดีไซน์ ราคา รุ่น หรือวิธีใช้งาน แบรนด์จึงควรมองต่อจากคำว่า ‘อะไรทำให้สนใจ’ ไปถึง ‘อะไรทำให้เลือกชิ้นนี้’
– ให้ทางเลือกสำหรับการทำให้เป็นแบบของตัวเอง: อาจเป็นสี รุ่น การจัดเซ็ต วิธีจับคู่ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง มากกว่าสำเร็จรูปจากแบรนด์
– ให้ครีเอเตอร์โชว์ว่าแต่ละคนเลือกและใช้ต่างกันอย่างไร: แทนที่จะให้ทุกคนพูด Key Message เดียวกัน แบรนด์อาจให้ครีเอเตอร์ใช้สินค้าชิ้นเดียวกันในแบบของตัวเอง เช่น เสื้อรุ่นเดียวกันแต่แต่งคนละลุค หรือบลัชคอลเลกชันเดียวกันแต่เลือกเฉดและวิธีลงต่างกัน คนดูจะได้ทั้งแรงบันดาลใจจากกระแส และเห็นพื้นที่สำหรับเอาไปปรับต่อ
สำหรับ Gen Z การตามกระแสไม่ได้แปลว่าต้องเหมือนคนอื่นทั้งหมด เพราะในกระแสเดียวกันก็ยังเลือกได้ว่า จะหยิบอะไรมาใช้ ปรับตรงไหน และทำให้สุดท้ายออกมาเป็นสไตล์ของตัวเอง
FAQ
Anti-Blush คืออะไร?
Anti-Blush หรือ Muted Blush คือแนวทางการใช้บลัชสีที่ลดความสดลง เช่น เบจ น้ำตาลอ่อน Dusty Rose หรือ Mauve เพื่อให้สีแก้มดูกลมกลืนกับผิวและใบหน้ามากขึ้น
Anti-Blush ต่างจาก Blush Blindness อย่างไร?
Blush Blindness เชื่อมกับลุคแก้มที่ลงบลัชชัดและใช้สีสดมากกว่า ขณะที่ Anti-Blush หันไปหาโทน Neutral หรือสีหม่นที่ดูเป็นธรรมชาติและกลืนกับผิว
Anti-Blush สะท้อนพฤติกรรม Gen Z อย่างไร?
เทรนด์นี้ช่วยให้เห็นว่า Gen Z สามารถสนใจกระแสเดียวกับคนอื่น ขณะเดียวกันก็ยังเลือกเฉด วิธีแต่ง และสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อรักษาความรู้สึกถึงความแตกต่างและตัวตน
แบรนด์เรียนรู้อะไรจากพฤติกรรมนี้ได้บ้าง?
แบรนด์ควรหาให้เจอว่าลูกค้าอยากเหมือนคนอื่นตรงไหน และอยากแตกต่างตรงไหน พร้อมสร้างตัวเลือกด้านสี รุ่น การจัดเซ็ต หรือวิธีใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าปรับสินค้าให้เข้ากับตัวเองได้
แบรนด์ควรใช้ Creator กับ Gen Z อย่างไร?
แทนการให้ครีเอเตอร์ทุกคนสื่อสารหรือใช้สินค้าเหมือนกัน แบรนด์สามารถเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเลือกและตีความสินค้าในสไตล์ของตัวเอง เพื่อให้ผู้ชมเห็นทั้งกระแสและความเป็นไปได้ในการนำไปปรับใช้ต่อ
