สรุป 4 เรื่องต้องรู้ ‘ผู้บริโภค 2027’ จากรายงาน CEA เมื่อเส้นแบ่ง Gen เริ่มไม่ชัด แม้คนวัยเดียวกันก็ใช้ชีวิตต่างกัน แบรนด์จะรับมืออย่างไร


 

เทรนด์ผู้บริโภคปี 2027 ที่แบรนด์ต้องรู้ เมื่ออายุและ Gen บอกพฤติกรรมลูกค้าได้บางส่วนเท่านั้น

สังเกตไหมว่า ทุกวันนี้คนอายุ 60 ปี ต่างเล่นเกม ดูสตรีมมิง และใช้สมาร์ตวอตช์ติดตามสุขภาพเป็นประจำ ขณะที่คนวัย 20 กว่าบางคนกลับอยากพักจากโซเชียล หันมาอ่านหนังสือ เล่นบอร์ดเกม หรือใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น 


Key Takeaways

 

  • Generation Focus: ผู้บริโภคทั้ง 6 Gen มีความต้องการแตกต่างกัน และพฤติกรรมของแต่ละวัยอาจไม่ตรงกับภาพจำเดิม
  • Consumer Profiles: ผู้บริโภคมีรูปแบบการใช้ชีวิตหลากหลาย ตั้งแต่การมองหาความสนุก ความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล
  • Population: ผู้คนให้ความสำคัญกับความต้องการเฉพาะบุคคล ความสัมพันธ์ สุขภาพใจ และประสบการณ์ที่สร้างความสุข
  • Social & Culture: การเปลี่ยนแปลงทางสังคม อิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชีย และการเติบโตของคอมมูนิตี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมและความคาดหวังที่มีต่อแบรนด์

ความเข้าใจเดิมที่บอกว่า Gen นั้นจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ จะใช้ไม่ได้อีกแล้ว เมื่อแม้แต่คนวัยเดียวกัน ก็ใช้ชีวิตต่างกัน ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไวแบบนี้ พฤติกรรม ความต้องการของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไวยิ่งกว่า วันนี้จึงอยากชวนมาดู รายงานจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่ชวนทำความเข้าใจผู้บริโภคในวันนี้ เพื่อรับมือปี 2027 ที่กำลังจะมาถึง มาดูกันว่ามีเรื่องอะไรที่แบรนด์ต้องรู้บ้าง

 

1. Generation Focus คนแต่ละ Gen กำลังต้องการอะไรในปี 2027?

 

Baby Boomers สูงวัยอย่างมีอิสระ และยังสนุกกับชีวิต 

 

– กลุ่ม Silver Sprinters คือผู้สูงวัยที่ยังใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง สนใจการดูแลสุขภาพ และใช้เทคโนโลยีช่วยติดตามสภาพร่างกาย ตั้งแต่สมาร์ตวอตช์ไปจนถึงอุปกรณ์ตรวจสุขภาพ 

– กลุ่ม Philanthropensioners ที่ต้องการส่งต่อความมั่งคั่งเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม ทั้งการบริจาคและสนับสนุนโครงการต่างๆ ทำให้ความต้องการของผู้สูงวัยครอบคลุมทั้งการดูแลตัวเองและการสร้างคุณค่าให้คนรุ่นถัดไป

 

Gen X กำลังซื้อสูง แต่มีภาระหลายด้าน 

 

– คนวัยประมาณ 47–62 ปีในปี 2027 กำลังรับผิดชอบทั้งการดูแลพ่อแม่ สนับสนุนลูก และเตรียมเงินเกษียณ จึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพระยะยาว 

– คนกลุ่มนี้ยังมีอิทธิพลต่อตลาดสินค้าลักชัวรี โดยในปี 2024 ครองสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการซื้อทั้งหมด สะท้อนว่าการวางแผนอนาคต และการใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัวสามารถเกิดขึ้นควบคู่กันได้

 

Millennials มองหาสมดุลระหว่างงาน สุขภาพ และครอบครัว 

 

– การทำงานร่วมกับ AI กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญ ขณะที่ความสนใจด้านสุขภาพขยายจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วยไปสู่การป้องกันและดูแลตัวเองระยะยาว ทั้งการออกกำลังกาย อาหาร และการติดตามข้อมูลสุขภาพ 

– สำหรับคนที่มีลูก ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัว และการหากิจกรรมที่ช่วยลดเวลาหน้าจอมากขึ้น

 

Gen Z อยากใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ แต่ต้องระวังเรื่องเงิน

 

– แรงกดดันด้านค่าครองชีพส่งผลต่อการใช้จ่ายของคนรุ่นนี้ 69% กังวลเรื่องค่าครองชีพ เทียบกับสิงคโปร์ 62% และออสเตรเลีย 55% 

– มองหาความคุ้มค่า การออม และการเลือกซื้อสินค้ามือสอง พร้อมกับความพยายามรักษาสมดุลระหว่างความสุขส่วนตัวกับความมั่นคงทางการเงิน

 

Gen Alpha เติบโตมากับเกมและประสบการณ์แบบอินเทอร์แอกทีฟ

 

– เทคโนโลยีและเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และความบันเทิง โดยใช้เวลาเฉลี่ย 5.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กับการเล่น และดูวิดีโอเกม เทียบกับ 5.1 ชั่วโมงในการใช้โซเชียลมีเดีย

– เกมจึงมีบทบาททั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การเข้าสังคม และการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน ทั้งยังสนใจกิจกรรมที่เชื่อมโลกออนไลน์กับออฟไลน์

 

Gen Beta เด็กรุ่นแรกที่เติบโตในยุค AI 

 

– เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา จะเติบโตในโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ของเล่นอัจฉริยะไปจนถึงเครื่องมือการเรียนรู้ โดยในปี 2027 เด็กกลุ่มนี้ยังมีอายุไม่เกิน 2 ปี ทำให้ผู้ปกครองเป็นผู้ตัดสินใจเลือกสินค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเทคโนโลยีและความเหมาะสมตามวัย

 

2. Consumer Profiles ทัศนคติ และการใช้ชีวิต 4 กลุ่ม ในปี 2027

 

 

Energizers มองหาความสนุกเพื่อเติมพลังให้ชีวิต


ความเครียดและความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันทำให้คนกลุ่มนี้หันมาสนใจความสนุก การเล่น และอารมณ์ขันมากขึ้น เกิดเป็นกระแส Kidult หรือผู้ใหญ่ที่ชอบของเล่นและของสะสม รวมถึง Gamification ที่เปลี่ยนกิจกรรมทั่วไปให้มีความท้าทายและรางวัล โดยมีข้อมูลว่า 49% ของผู้บริโภคทั่วโลกมีแนวโน้มซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มอบความสนุกและความสุขให้

 

Privacy Keepers ต้องการควบคุมเวลา และความเป็นส่วนตัว


ผู้บริโภคกลุ่มนี้เริ่มเหนื่อยกับการแจ้งเตือน คอนเทนต์จำนวนมาก และความรู้สึกว่าต้องออนไลน์ตลอดเวลา จึงเกิดแนวคิด Ping Minimalism หรือการลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องการ เพื่อให้มีสมาธิและเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น


Conventionalists อยากกลับมาใช้ชีวิตแบบแอนะล็อก


ให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่จับต้องได้ และใช้ชีวิตที่ช้าลง ผ่านแนวคิด Slow Punk ที่ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมด้วยตัวเอง ทั้งการอ่านหนังสือ งานฝีมือ การใช้เวลากับธรรมชาติ และการพบปะผู้คนโดยตรง

 

New Independents ต้องการความจริงและข้อมูลที่ตรวจสอบได้


ตั้งคำถามกับคำโฆษณา รีวิวออนไลน์ โดยเฉพาะในยุคที่ AI สามารถสร้างคอนเทนต์ได้อย่างรวดเร็ว ผลสำรวจของ Accenture ปี 2024 พบว่า 62% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความไว้วางใจในการตัดสินใจมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ ขณะที่ 59.9% สงสัยในความถูกต้องของเนื้อหาออนไลน์มากขึ้น

 

3. Population ผู้คนในปี 2027 ให้ความสำคัญกับอะไร?

 

 

Super Diversity ความหลากหลายที่มากกว่าการแบ่งตามอายุและเพศ


ผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการที่เข้าใจความแตกต่างเฉพาะบุคคลมากขึ้น ทั้งรูปร่าง ความสามารถทางร่างกาย ความสนใจ และวิธีใช้ชีวิต ทำให้เกิดแนวคิด Preference Mapping หรือการทำความเข้าใจลูกค้าผ่านความชอบและพฤติกรรม แทนการใช้ข้อมูลประชากรเพียงอย่างเดียว

 

Connectioneering  เมื่อ AI ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ความใส่ใจแบบมนุษย์ก็ยิ่งสำคัญ


เมื่อ AI ทำให้คอนเทนต์มีรูปแบบคล้ายกันมากขึ้น ผู้บริโภคจึงมองหาการสื่อสารที่จริงใจ การบริการที่เข้าใจความต้องการ และประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์

 

Human-Led Design ออกแบบพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนกลับมาเชื่อมโยงกัน


แม้การติดต่อสื่อสารจะสะดวกขึ้น แต่ความเหงายังคงเป็นปัญหาสำคัญ การออกแบบพื้นที่และกิจกรรมที่ทำให้ผู้คนมีโอกาสพบกันบ่อยขึ้น จึงมีบทบาทต่อการสร้างความสัมพันธ์ ทั้งกับแบรนด์ และผู้บริโภคด้วยกันเอง 

 

Strategic Joy ความสนุกกลายเป็นวิธีดูแลสุขภาพใจ


การเล่น งานอดิเรก และกิจกรรมที่สร้างความสุขสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ลงมือทำหรือใช้ประสาทสัมผัสจริง ทั้งยังให้ความสำคัญกับการได้สัมผัสและรู้สึกถึงผลิตภัณฑ์จริงในการตัดสินใจซื้อ 

 

Centering Emotion ความรู้สึกและสุขภาพใจกลายเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ


ความเครียดจากการทำงาน เศรษฐกิจ และสิ่งกระตุ้นรอบตัว ทำให้ผู้บริโภคมองหาสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้รู้สึกสบายและปลอดภัยมากขึ้น หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ Neurological Wellness หรือการดูแลสุขภาวะของระบบประสาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดสิ่งกระตุ้นที่อาจสร้างความเครียดหรือความเหนื่อยล้า

 

4. Social & Culture 5 สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

 

 

Poly-cracy  โลกที่มีศูนย์กลางอิทธิพลหลากหลายขึ้น


ผู้คนมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมมากขึ้น ผ่านการรวมตัวของชุมชนและช่องทางออนไลน์ เพื่อแสดงความคิดเห็น เรียกร้อง และผลักดันเรื่องที่สนใจ ตั้งแต่ปัญหาในชุมชนไปจนถึงประเด็นระดับประเทศ แบรนด์จึงควรรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น

 

Symbio-City พื้นที่ร้านค้าและบริการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายขึ้น

 

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรยากาศและความสบายระหว่างใช้บริการมากขึ้น รวมถึงพื้นที่ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เช่น เพิ่มต้นไม้และพื้นที่สีเขียว มุมพักผ่อน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกมีพื้นที่สำหรับนั่งพูดคุยหรือใช้เวลาส่วนตัว 

 

Senti-Bastion  แบรนด์ที่มีตัวตนและเรื่องเล่าชัดเจนขึ้น

 

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีบุคลิก รสนิยม และจุดยืนชัดเจนมากขึ้น เพราะช่วยให้จดจำและรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แบรนด์จึงควรสร้างเรื่องราวและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง โดยให้สิ่งที่สื่อสารสอดคล้องกับประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจและความผูกพันในระยะยาว

 

East-Flow วัฒนธรรมเอเชียกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก

 

กระแส K-Wave จากเกาหลีใต้ C-Wave จากจีน และ T-Wave จากไทย กำลังเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกผ่านเพลง ซีรีส์ อาหาร และแฟชัน โดย 92% ของผู้บริโภคทั่วโลกมองว่าแบรนด์จากเอเชียมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้ธุรกิจนำเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ

 

Kindred-Core ผู้คนต้องการคอมมูนิตี้ที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง

 

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ Fandom และคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจร่วมกันมากขึ้น เพราะเป็นพื้นที่สำหรับพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างมิตรภาพ และแสดงตัวตน แบรนด์จึงมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านการสนัสนุนกิจกรรม เปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม และสร้างประสบการณ์ที่คนในคอมมูนิตี้รู้สึกผูกพันร่วมกัน

ภาพรวมทั้ง 4 เรื่องสะท้อนว่าการแบ่งลูกค้าตาม Gen ยังคงมีประโยชน์ แต่ควรใช้ร่วมกับข้อมูลด้านพฤติกรรม ความต้องการ และบริบทการใช้ชีวิต เพราะคนต่างวัยอาจมีความสนใจเหมือนกัน ขณะที่คนวัยเดียวกันก็อาจตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยเหตุผลต่างกัน สำหรับปี 2027 แบรนด์จึงควรทำความเข้าใจว่าลูกค้ากำลังเผชิญอะไร ให้คุณค่ากับเรื่องไหน และคาดหวังอะไรจากสินค้าและบริการ เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงกับชีวิตจริงมากขึ้น


FAQ

 

Q: Consumer Trends 2027 คืออะไร?

A: แนวโน้มพฤติกรรม ความต้องการ และค่านิยมของผู้บริโภคที่คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในปี 2027 ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและวางแผนการตลาดได้เหมาะสมขึ้น

 

Q: ผู้บริโภคปี 2027 ยังสามารถแบ่งตาม Gen ได้หรือไม่?

A: ยังแบ่งได้ แต่การใช้อายุหรือ Gen เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะคนวัยเดียวกันอาจมีความสนใจ พฤติกรรมการใช้จ่าย และวิธีใช้ชีวิตแตกต่างกัน แบรนด์จึงควรพิจารณาข้อมูลด้านพฤติกรรมและความต้องการร่วมด้วย

 

Q: รายงาน CEA TREND 2027 มีประเด็นเกี่ยวกับผู้บริโภคอะไรบ้าง?

A: บทความนี้เลือกสรุป 4 ประเด็น ได้แก่ Generation Focus, Consumer Profiles, Population และ Social & Culture ครอบคลุมความต้องการของแต่ละวัย รูปแบบการใช้ชีวิต ค่านิยม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

 

Q: แบรนด์ควรนำ Consumer Trends 2027 ไปปรับใช้อย่างไร?

A: เริ่มจากทำความเข้าใจว่าลูกค้ามีความต้องการและข้อจำกัดอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องไหน และคาดหวังประสบการณ์แบบใด ก่อนนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้า บริการ และการสื่อสารให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย