กลยุทธ์การตลาดที่ทำให้แก้ว Stanley กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ในโลกการตลาดที่เต็มไปด้วยกระแสเกี่ยวกับ “Storytelling” แบรนด์จำนวนมากพยายามสร้างเรื่องราวที่ดีที่สุดออกมา แต่เรื่องเล่านั้นเป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย  เพราะแท้จริงแล้วภายใต้โครงสร้างคำพูดและภาพลักษณ์ที่เห็น มีวิธีคิดที่ลึกกว่านั้น นั้นคือแผนที่เชิงอารมณ์ที่ผู้บริโภคใช้กำหนดว่ารู้สึกอย่างไรกับสินค้าและบริการที่อยู่ตรงหน้า แผนที่นี้ไม่ได้วัดด้วยเหตุผล แต่วัดด้วยระยะห่างทางจิตใจ ระหว่าง “ผู้บริโภคกับแบรนด์” ซึ่งเป็นตัวกำหนดการเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหรือไม่

เมื่อผู้บริโภคพบแบรนด์ใหม่ สมองไม่ได้ประมวลผลคุณสมบัติแบบ Check list แต่เริ่มสร้าง “Shape” แห่งการรับรู้ วงกลมคือความไว้ใจ ปิดสมบูรณ์และปลอดภัย สามเหลี่ยมคือความปรารถนา แหลม คม พุ่งสูง และนำสายตาไปสู่สิ่งที่ต้องการ เส้นตรงคือความมั่นคง ซ้ำรอยเดิมอย่างมีทิศทาง และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว เมื่อรูปทรงเหล่านี้แข็งแรงดี ความรู้สึกใกล้ชิดจึงเกิดขึ้น และเมื่อใกล้ชิด การเลือกซื้อกลายเป็นเรื่องแทบไม่ต้องคิด

นี่คือแก่นของ “เรขาคณิตทางอารมณ์”  หลายแบรนด์ทุ่มงบมหาศาลแต่กลับไม่อาจเข้าไม่ถึงใจผู้บริโภคได้  เพราะยังไม่เข้าใจว่าทุกอารมณ์มีรูปทรงของตัวเอง วงกลม สามเหลี่ยม และเส้นตรง คือสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาที่กำหนดตั้งแต่ความเชื่อใจ ไปจนถึงความจงรักภักดี

 

ภาพจาก Stanley 1913 Thailand

แนวคิดนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดผ่านการเกิดใหม่ของแบรนด์ Stanley ผลิตภัณฑ์ที่เคยมีภาพจำเป็นเพียงกระติกน้ำของคนทำงานกลางแจ้ง อยู่ดี ๆ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งไลฟ์สไตล์ที่คนทั้งโลกต้องมี จนเกิดปรากฏการณ์ต่อแถวตามล่าหาสี Limited  แก่นเรื่องความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพราะดีไซน์ ไม่ใช่เพราะ TikTok และไม่ใช่เพราะ Influencer  แต่เพราะแบรนด์สามารถสร้างรขาคณิตทางอารมณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Stanley เริ่มจากวงกลมที่แข็งแรงอย่างยิ่ง คือมีความเชื่อใจที่สะสมมานานเป็นศตวรรษ และถูกจุดติดขึ้นมาใหม่ด้วยเหตุการณ์รถไฟไหม้ที่กลับเผยให้เห็นว่าแก้วของ Stanley ยังอยู่พร้อมน้ำแข็งข้างใน เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุด ความไว้ใจจึงกลายเป็นฐานที่แบรนด์อื่นอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมี

เมื่อความเชื่อใจแข็งแรง Stanley ขยับเข้าสู่สามเหลี่ยมแห่งความปรารถนา ด้วยการปล่อยสีลิมิเต็ด การร่วมมือกับแบรนด์ดัง และการทำให้สินค้าหายากในระดับ “ต้องตามล่า” เปลี่ยนแก้วน้ำธรรมดาเป็นของสะสม การได้มาครอบครองไม่ใช่เรื่องของการดื่มน้ำอีกต่อไป แต่คือการยืนยันตัวตน ความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และความสำเร็จเล็ก ๆ ที่สร้างรางวัลให้สมองทุกครั้งที่ได้สีใหม่

ท้ายที่สุด เมื่อวงกลมและสามเหลี่ยมแข็งแรง เส้นตรงของความภักดีก็ปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ การออกแบบที่ใช้ง่ายจนเป็นกิจวัตรทำให้ผู้ใช้หยิบ Stanley ทุกวัน ความต่อเนื่องที่ไร้ Friction นี้ทำให้แบรนด์อื่นยากจะแทนที่ Stanley ยิ่งผู้ซื้อสะสมมากขึ้น ความผูกพันยิ่งลึกขึ้น และการเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่นยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้

 

ภาพจาก Stanley 1913 Thailand

ในทางกลับกัน แบรนด์ที่ล้มเหลวเกือบทั้งหมดมักพังลงตรงนี้เอง บางรายหมกมุ่นกับการสร้างเพียง “รูปทรงเดียว” ทุ่มสร้างความปรารถนา แต่ไม่สร้างความไว้วางใจ จึงได้ยอดขายก้อนแรกแต่ไม่เคยได้ใจลูกค้า บางรายสื่อสารอย่างหนึ่งแต่ประสบการณ์จริงกลับเป็นอีกอย่าง เกิดความไม่สอดคล้องจนผู้บริโภครู้สึกว่าถูกหลอก และบางแบรนด์พยายามสวมบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเอง ทำให้สูญเสียฐานลูกค้าเดิมโดยไม่อาจเข้าถึงกลุ่มใหม่ได้สำเร็จ

การสร้างแบรนด์จึงไม่ใช่เรื่องของ Creative ไม่ใช่เรื่องของโลโก้หรือโทนสี แต่คือการกำหนด Positioning ทางอารมณ์ในใจคน องค์กรที่เข้าใจเรื่องนี้จะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เป็นรูปทรงแบบไหนกันแน่” และ “รูปทรงที่เราอยากเป็นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่” หลังจากนั้นทุก Touchpoint ทุกการสื่อสาร ทุกประสบการณ์ต้องส่งสารอารมณ์เดียวกัน ไม่เช่นนั้นโครงสร้างทั้งระบบก็จะไม่มั่นคง

ท้ายที่สุด แบรนด์ไม่ได้อาศัยอยู่แค่บนชั้นวางสินค้า แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภายในจิตใจของผู้คน และพื้นที่นั้นรับรู้เป็นรูปทรงเสมอ หากวงกลมไม่สมบูรณ์ สามเหลี่ยมจะไม่ดึงดูด หากเส้นตรงไม่มั่นคง ความผูกพันจะไม่เกิด การเข้าใจเรขาคณิตทางอารมณ์คือก้าวแรกของการสร้างแบรนด์ที่มีพลังอย่างแท้จริง เพราะเมื่อแบรนด์สามารถออกแบบความรู้สึกได้  ไม่เพียงขายสินค้า แต่สร้างความหมาย และความหมายต่างหากที่ทำให้ลูกค้ากลับมาไม่รู้จบ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ
CLOSE
CLOSE