Estée Lauder เปิดตัวรองพื้นสูตรใหม่“Double Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA++” ชูฮีโร่โปรดักส์รองพื้นขายดีที่สุด

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Estée Lauder เปิดตัวรองพื้นสูตรใหม่Double Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA++ ชูฮีโร่โปรดักส์รองพื้นขายดีที่สุด เนื้อแมตต์ ติดทนนานเบาบางกว่าเดิม เหมาะกับอากาศเมืองไทย จับมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และรีเทลเลอร์ ยกระดับประสบการณ์บิวตี้

Estée Lauder (เอสเต ลอเดอร์) แบรนด์ความงามระดับโลก สร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในตลาดความงามระดับพรีเมียมของไทย ยกระดับรองพื้นไอคอนระดับตำนานที่ครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า 30 ปี Double Wear Stay-in-Place สู่ความสมบูรณ์แบบที่เบาบางและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เปิดตัว Double Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA++” รองพื้นเนื้อแมตต์สูตรใหม่ มอบผลลัพธ์ผิวที่แลดูสวยไร้ที่ติ ให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ สูตรติดทนนาน เบาสบายผิว และเพิ่มระดับการปกปิด โดยการปรับสูตรใหม่นี้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และก้าวสู่บทบาทใหม่ในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่ม Gen Z และ Millennials ยกระดับนิยามใหม่ของรองพื้น Double Wear ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ที่ทำให้คุณหลงรักจากสูตรเดิม ตอกย้ำความเป็น No.1 Foundation ในตลาดเมคอัพ และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นประเทศแรกของทวีปเอเซีย ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย ผนึกกำลังกับคู่ค้าพันธมิตรหลักทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาแคมเปญการตลาดร่วมกันในอนาคต เพื่อร่วมกันผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตั้งเป้ารักษาตำแหน่งผู้นำยอดขายรองพื้นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครึ่งปีแรกของปี 2569

 

นายทิวัตถ์ นิตย์โชติ ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์Estée Lauder เปิดเผยว่า จากข้อมูลของ Beaute Researchมูลค่ายอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เมคอัพ ในกลุ่มเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ ปี 2568 ระบุว่า ตลาดรองพื้นในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเซกเมนต์พรีเมียมที่มีอัตราการเติบโตขยายตัว 1.7% สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์มากยิ่งขึ้น การเติบโตของตลาดได้รับแรงหนุนจากการเปิดรับการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้บริโภคไทย ควบคู่กับการเข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฐานผู้ใช้งานออนไลน์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้รองพื้นยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของตลาดเมคอัพที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ในเชิงเทรนด์ผู้บริโภคตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการงานผิวดูเป็นธรรมชาติ ประสิทธิภาพในการกันเหงื่อและกันแดด รวมถึงความเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในทิศทางการพัฒนาฟีเจอร์ของรองพื้นในตลาดปัจจุบัน และกลายเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันของแบรนด์ช่วงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

เอสเต ลอเดอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรองพื้น Double Wear นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 1997 และถูกพิสูจน์คุณค่ามายาวนานกว่า 30 ปี เป็นรองพื้นที่ผู้ใช้ทั่วโลกมั่นใจสูงสุด และเป็นผลิตภัณฑ์รองพื้นอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เอสเต ลอเดอร์ มีการปรับสูตรใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมDouble Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA++” ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญยาวนานกว่า 7 ปี ผ่านการพัฒนาสูตรมากกว่า 300 สูตร วิเคราะห์โทนสีผิวกว่า 7,000 เฉด และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้จริงมากกว่า 3,000 คน จนเกิดเป็นแนวคิด Made For You, Made For More” สูตรรองพื้นที่ยังคง DNA ที่ผู้ใช้หลงรัก ส่วนด้านราคา เอสเต ลอเดอร์วางตำแหน่งไว้ในกลุ่ม Premium Segment เน้นการแข่งขันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นเจาะตลาด Mass และ Mid-Range Segment เพิ่มมากขึ้น พร้อมขยายฐานผู้บริโภคและกระตุ้นการทดลองใช้สินค้าจริงผ่านการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์และช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือ โดยขับเคลื่อนด้วยราคาและความคุ้มค่าจากการใช้งานจริง ที่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการก้าวเชิงกลยุทธ์สำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมโยง แบรนด์คู่ค้าผู้บริโภค เข้าไว้ด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง กับ Double Wear” สูตรใหม่ 4 More ที่โดดเด่นมากกว่าเดิม

MORE BUILDABLE เพิ่มระดับการปกปิดได้ง่ายขึ้น  มอบสัมผัสที่บางเบาดุจผิวจริงช่วยปรับสีผิวให้แลดูสม่ำเสมอมากขึ้น
MORE LONG-WEARING ด้วยเม็ดสี Color-True ที่ทรงพลังติดทนนาน 36 ชั่วโมง* ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Polymer Mesh Matrix ใหม่
MORE YOUR SHADE เฉดสีที่ครอบคลุมทุกโทนสีผิวมากยิ่งขึ้น กว่า 20 เฉดสี ใน 3 อันเดอร์โทน ด้วยไมโครพิกเมนต์ที่มีสีสันสดชัดและมอบผลลัพธ์ที่แลดูมีมิติกว่าที่เคย
MORE SKIN-BALANCING ช่วยปรับสมดุลผิวได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมความมันได้ยาวนาน 36 ชั่วโมง1 พร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน 72 ชั่วโมง2 ลดผิวมันลงในเพียง 4 สัปดาห์3

การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของเอสเต ลอเดอร์ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omnichannel เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์เข้ากับออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่กล้าตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทางแบรนด์จึงปรับกลยุทธ์เน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปกับออฟไลน์ ที่เน้นสร้างประสบการณ์จริงผ่านการทดลองสินค้า พร้อมรับบริการ Touch Up และคำแนะนำจาก Beauty Advisor ประจำหน้าร้าน

ทั้งนี้ แบรนด์ยังได้ผนึกกำลังกับ 5 คู่ค้าพันธมิตรหลัก ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ได้แก่ CENTRAL, THE MALL, EVEANDBOY, Tiktok Shop และLAZADA จัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้าหลากหลายรูปแบบทั้งอีเวนต์ออฟไลน์ และ Key Moments ออนไลน์ ควบคู่กับการใช้เครื่องมือ CRM เชิญลูกค้าปัจจุบันเข้าร่วมทดลองผลิตภัณฑ์และบริการหน้าร้าน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นและต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค

นอกจากนี้เอสเต ลอเดอร์ ยังมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการผลักดันฮีโร่โปรดักส์ อย่าง Double Wear และ Advanced Night Repair ควบคู่กับการมอบประสบการณ์ความงามด้วยของสมนาคุณแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อตอกย้ำความคุ้มค่าในกลุ่มพรีเมียม พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและความสอดคล้องของแบรนด์ มากกว่าการลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงต่อแบรนด์ในระยะยาว 

Double Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA++” รองพื้นเนื้อแมตต์สูตรใหม่ มีจำหน่ายในขนาด 30 มล. ราคา 2,500 บาท วางจำหน่ายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ณ เคาน์เตอร์เอสเต ลอเดอร์ ห้างสรรพสินค้า CENTRAL, ROBINSON, THE MALL, EMPORIUM, SIAM PARAGON, SIAM TAKASHIMAYA, EVEANDBOY, SEPHORA  และช่องทางออนไลน์  https://www.esteelauder.co.th/ , https://www.eveandboy.com/, https://www.sephora.co.th/, https://www.central.co.th/ ,TikTok Shop, LAZADA

*ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการในกลุ่มอาสาสมัคร 46 คน หลังใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งครั้ง ช่วงวันที่ 18 ตุลาคม 2566-14 พฤศจิกายน 2566

**คำนวณจากน้ำหนักโมเลกุลของสีในผลิตภัณฑ์ 1 หยด (0.027 กรัม)

1ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการในกลุ่มอาสาสมัครหญิง 46 คน หลังใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งครั้งเป็นเวลา 36 ชั่วโมง

2ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการในกลุ่มอาสาสมัครหญิง 26 คน หลังใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งครั้งเป็นเวลา 72 ชั่วโมง

3ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการในกลุ่มอาสาสมัครหญิง 50 คน หลังใช้ผลิตภัณฑ์วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์


  •  
  •  
  •  
  •  
  •