
หากย้อนกลับไป 5-10 ปีก่อน “มาราธอน” คือเจ้าแห่งอีเวนต์กีฬาที่แบรนด์ต่าง ๆ แย่งกันเข้าไปปักธง แต่ในปี 2026 นี้ การแข่งขันที่เป็นอีเวนท์ใหญ่โตระดับโลกที่แบรนด์และนักการตลาดกำลังจับตามองคืออีเวนท์กีฬาที่กำลังฮิตสุดๆในเวลานี้นั่นก็คือ HYROX หรือ กีฬาที่ผสมผสานการวิ่งเข้ากับการออกกำลังกายแบบฟิตเนสเข้าไว้ด้วยกัน
จากการเปิดตัวในไทยเมื่อปี 2025 HYROX เติบโตอย่างรวดเร็ว จนล่าสุด BYD HYROX Bangkok ระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนักกีฬาเข้าร่วมมากกว่า 20,000 คนจากกว่า 60 ประเทศ และขึ้นแท่นเป็นการแข่งขัน HYROX ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าเป็น “New S-Curve” ของอุตสาหกรรม Wellness & Sport Marketing รวมถึงอุตสหกรรม Sport Event ในบ้านเราก็ว่าได้

HYROX คืออะไร?
HYROX คือการแข่งขัน Fitness Race ที่ผสมการวิ่งรวม 8 กิโลเมตร กับ Functional Workout 8 สถานี โดยผู้แข่งขันจะวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับการออกกำลังกาย 1 สถานีจนครบทั้งหมด และใช้รูปแบบการแข่งขันมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
HYROX ถือกำเนิดขึ้นในปี 2017 ณ เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี โดยสองผู้ก่อตั้งก็คือ Christian Toetzke ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลก และ Moritz Fürste ตำนานนักกีฬาฮอกกี้เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย

“HYROX” นั้นมาจากการผสมคำว่า “Hybrid” สื่อถึงรูปแบบกีฬาพันธุ์ผสมระหว่าง “วิ่ง” และ “เวทเทรนนิ่ง” ผสมกับคำว่า “Rockstar” เพื่อสะท้อนความตั้งใจที่อยากให้นักกีฬาทุกคนไม่ว่าจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น รู้สึกเท่และสนุกเหมือนเป็นร็อคสตาร์ ท่ามกลางบรรยากาศแสงสีเสียงในสนาม
ผู้ก่อตั้ง HYROX ทั้งสองคนมองเห็น “Gap” ใหญ่ในตลาดฟิตเนสโลก ในขณะที่คนนับล้านเข้ายิมออกกำลังกายยกเวทรูปแบบต่างๆทุกวัน แต่กลับไม่มีการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานวัดผลได้เหมือนกับการวิ่งมาราธอนหรือไตรกีฬา ที่คนทั่วไปเข้าถึงยากกว่า
HYROX ก็เลยถูกออกแบบมาให้เป็น “การแข่งขันสำหรับทุกคน” โดยตัดท่าหวือหวาหรือการยกน้ำหนักที่ซับซ้อนแบบ CrossFit ออกไป เน้นท่าพื้นฐานที่คนเข้ายิมทำเป็นอยู่แล้ว เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ใครๆ ก็เป็น “นักกีฬา” ได้ จนเป็นจุดกำเนิดกีฬา HYROX ขึ้น
HYROX แข่งอะไรบ้าง?

การแข่งขัน HYROX ประกอบด้วยการวิ่ง 1 กิโลเมตร 8 รอบ รวมระยะวิ่ง 8 กิโลเมตร สลับกับ Workout Station 8 ฐาน ได้แก่ SkiErg, Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jump, Rowing, Farmers Carry, Sandbag Lunges และ Wall Balls
นิยามสั้นๆ ของ HYROX คือ “World Series of Fitness Racing” หรือการแข่งขันทดสอบสมรรถภาพร่างกายที่ผสมผสานระหว่าง การวิ่ง (Running) และ ท่าออกกำลังกาย (Functional Workout) โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเจอโจทย์เดียวกันทั่วโลก คือ
- วิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับสถานีออกกำลังกลาย 8 สถานี
- แต่ละสถานีออกกำลังกายจะมี 8 รูปแบบก็คือ
- SkiErg (สกีบก): 1,000 เมตร
- Sled Push (เข็นรถเลื่อน): 50 เมตร
- Sled Pull (ดึงรถเลื่อน): 50 เมตร
- Burpee Broad Jumps (แพลงก์+กระโดด): 80 เมตร
- Rowing (กรรเชียงบก): 1,000 เมตร
- Farmers Carry (หิ้วลูกตุ้มเดิน): 200 เมตร
- Sandbag Lunges (แบกถุงทรายเดินย่อขา): 100 เมตร
- Wall Balls (โยนบอลชนผนัง): 75-100 ครั้ง ก่อนเข้าเส้นชัย
HYROX มีประเภทการแข่งขันอะไรบ้าง?

จุดเด่นอีกเรื่องที่ทำให้ HYROX เข้าถึงคนได้หลายระดับ คือการมีรูปแบบการแข่งขันให้เลือกตามประสบการณ์และความพร้อมของแต่ละคน โดยแบ่งออกเป็น
- Singles: แข่งขันคนเดียว ทำทั้งการวิ่ง 8 กิโลเมตรและ Workout ทั้ง 8 สถานีด้วยตัวเอง
- Singles Pro: รูปแบบเหมือน Singles แต่เพิ่มระดับความท้าทายด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น เหมาะสำหรับนักกีฬาที่มีประสบการณ์
- Doubles: ลงแข่งขันเป็นคู่ ทั้งสองคนต้องวิ่งด้วยกันตลอดการแข่งขัน แต่สามารถแบ่งกันทำ Workout ในแต่ละสถานีได้
- Doubles Pro: แข่งขันเป็นคู่เช่นเดียวกับ Doubles แต่ใช้น้ำหนักใน Workout ที่มากขึ้น
- Relay Teams: ทีม 4 คนแบ่งกันรับผิดชอบการแข่งขัน เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อน ยิม หรือองค์กรที่อยากสัมผัส HYROX ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น
- Adaptive: เปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีความบกพร่องทางการทำงานของร่างกายอย่างถาวรสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้
นอกจากนี้การแข่งขันยังมีการแบ่ง Age Group ตามช่วงอายุ เพื่อใช้จัดอันดับและเปรียบเทียบผลงานของผู้เข้าแข่งขันในกลุ่มอายุใกล้เคียงกัน
HYROX ต่างจาก CrossFit และ Marathon ยังไง?
เมื่อรู้รูปแบบการแข่งขันของ HYROX แล้ว หลายคนน่าจะมีคำถามตามมาว่า HYROX ต่างจาก CrossFit หรือการวิ่ง Marathon ยังไง? เพราะเมื่อมองเผินๆ HYROX ก็มีทั้งการวิ่งและการออกกำลังกายแบบ Functional Training ที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว
สิ่งที่ HYROX แตกต่างออกไปก็คือ “รูปแบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน” ผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับ Functional Workout 1 ฐาน ทำซ้ำทั้งหมด 8 รอบ รวมระยะทางวิ่ง 8 กิโลเมตร และ Workout 8 ฐาน โดยการแข่งขัน HYROX ทั่วโลกใช้โครงสร้างหลักแบบเดียวกัน ทำให้ผู้แข่งขันสามารถนำเวลาของตัวเองไปเปรียบเทียบกับสนามอื่นหรือกลับมาวัดพัฒนาการของตัวเองในครั้งต่อไปได้
ส่วน CrossFit มีหัวใจอยู่ที่การฝึกแบบ constantly varied functional movements performed at high intensity หรือการนำ Functional Movement หลากหลายรูปแบบมาฝึกด้วยความเข้มข้นสูง โปรแกรมการฝึกจึงสามารถเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ครอบคลุมตั้งแต่ Weightlifting, Gymnastics ไปจนถึง Cardio และในการแข่งขันอย่าง CrossFit Open โจทย์ Workout ก็จะถูกประกาศออกมาเป็นชุดการแข่งขันในแต่ละปี
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ CrossFit ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของ Workout และทักษะหลายด้าน ขณะที่ HYROX ทำให้ทุกคนเจอกับ Race Format ที่รู้ล่วงหน้าว่าต้องวิ่งและผ่าน Workout อะไรบ้าง ความท้าทายจึงอยู่ที่การฝึกเพื่อทำเวลาและบริหารพลังงานให้ดีที่สุดในสนาม
อีกฝั่งหนึ่งคือ Marathon ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งบนถนนระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ความท้าทายหลักอยู่ที่ Endurance การรักษา Pace และการบริหารพลังงานตลอดระยะทาง
ส่วน HYROX มีระยะทางวิ่งรวม 8 กิโลเมตร แต่ทุกๆ 1 กิโลเมตร ร่างกายจะต้องเปลี่ยนจากการวิ่งไปเจอกับ Workout อย่าง SkiErg, Sled Push, Sled Pull หรือ Wall Balls ก่อนกลับออกไปวิ่งอีกครั้ง จึงต้องใช้ทั้ง ความอึดจากการวิ่ง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความสามารถในการฟื้นตัวระหว่างแต่ละฐาน
ถ้าเปรียบเทียบกันแบบง่ายที่สุด Marathon คือสนามวัดความอึดจากการวิ่งระยะไกล CrossFit วัด Fitness ผ่าน Workout ที่หลากหลาย ส่วน HYROX อยู่ตรงกลางระหว่างสองโลก ด้วยการนำการวิ่งมาผสมกับ Functional Workout ภายใต้รูปแบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ HYROX เข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ เพราะคนที่มีพื้นฐานจากสายวิ่งสามารถเข้ามาเพิ่ม Strength Training ขณะที่คนที่เข้ายิมหรือเล่น Functional Training อยู่แล้วก็มี “สนามแข่งขัน” ให้ตั้งเป้าหมายในการฝึกของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
ทำไม HYROX ถึงฮิตทั่วโลก?

จากการแข่งขันครั้งแรกในปี 2018 ที่เริ่มต้นด้วยผู้เข้าแข่งขันเพียงหลักร้อย HYROX ขยายตัวกลายเป็นการแข่งขัน Fitness Racing ระดับโลกที่จัดขึ้นในหลายสิบประเทศและเมืองทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่สะท้อนการเติบโตของกีฬาชนิดนี้ได้ชัดเจนที่สุด
ล่าสุด BYD HYROX Bangkok ระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนักกีฬาเข้าร่วมมากกว่า 20,000 คน จากกว่า 60 ประเทศ และขึ้นแท่นเป็นการแข่งขัน HYROX ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย
ที่น่าสนใจก็คือ 29% ของผู้เข้าร่วมเดินทางมาจากต่างประเทศ สะท้อนว่า HYROX เริ่มสร้างการเดินทางข้ามประเทศเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในลักษณะเดียวกับอีเวนต์กีฬาระดับโลก
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เข้าแข่งขันเป็นนักกีฬาที่กลับมาลงสนามอีกครั้ง ขณะที่อีกจำนวนมากเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ สะท้อนจุดแข็งของ HYROX ที่สามารถดึงคนใหม่เข้าสู่การแข่งขัน พร้อมกับทำให้คนที่เคยแข่งแล้วอยากกลับมาท้าทาย Personal Best ของตัวเองในสนามต่อไป
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้โมเดลนี้ขยายตัวได้รวดเร็วคือ Race Format ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสนาม ไม่ว่าเราจะแข่งที่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นทั่วโลก ผู้เข้าแข่งขันก็ต้องเจอกับการวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับ Functional Workout 1 ฐาน รวมทั้งหมด 8 รอบเหมือนกัน ทำให้ผลงานและเวลาในการแข่งขันสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
HYROX ยังขยายจากการแข่งขันในวัน Event ไปสู่ ระบบนิเวศการฝึกซ้อมตลอดทั้งปี โดยปัจจุบันประเทศไทยมี HYROX Training Club อย่างเป็นทางการมากกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ยิมและฟิตเนสหลายแห่งเริ่มเปิดโปรแกรมฝึกสำหรับ HYROX โดยเฉพาะ
กระแสนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของอุตสาหกรรมฟิตเนสในประเทศไทย โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่ารายได้ธุรกิจฟิตเนสในปี 2568 จะเติบโต 18% ทะลุ 12,000 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนคนไทยที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นเป็น 44.4% จาก 40.4% ในปีก่อนหน้า
เมื่อ Fitness กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle มากขึ้น HYROX จึงเข้ามาเติมช่องว่างระหว่าง “การออกกำลังกายในยิม” กับ “การมีสนามให้ลงแข่งขันจริง” ทำให้คนทั่วไปมีเป้าหมายในการฝึกที่ชัดขึ้น และสร้างวงจรตั้งแต่ Training, Competition ไปจนถึง Community ที่ช่วยผลักดันให้กีฬาชนิดนี้เติบโตต่อเนื่อง
รูปแบบอีเวนท์ Hyrox แตกต่างจากงานวิ่งทั่วไปยังไง

การแข่งขัน HYROX ใช้รูปแบบการปล่อยตัวนักกีฬาเป็นชุด หรือ “Waves” ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แทนการปล่อยนักกีฬาทั้งหมดพร้อมกันเหมือนงานวิ่งขนาดใหญ่หลายรายการ
รูปแบบนี้ช่วยกระจายจำนวนผู้แข่งขันและ Traffic ภายในงาน ทำให้ตลอดทั้งวันยังมีทั้งนักกีฬา กองเชียร์ และผู้ชมหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับ Sponsor และ Brand Activation ที่สามารถสร้าง Interaction กับผู้เข้าร่วมงานได้เป็นเวลานานขึ้น
การจัดการแบบนี้มีข้อดีก็คือไม่มีความแออัดที่หน้าเส้นชัย และช่วยเฉลี่ยจำนวนคน (Traffic) ให้หมุนเวียนอยู่ในงานตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ และเป็นข้อดี สำหรับบูธ Sponsor ที่จะมีคนเดินผ่านตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ช่วงเช้าแล้วตลาดวาย
สนาม HYROX มักถูกจัดขึ้นภายใน Indoor Convention Hall ขนาดใหญ่ โดยออกแบบ Layout ให้พื้นที่ Workout Stations ทั้ง 8 ฐานอยู่ภายในสนาม และมี Running Track เชื่อมต่อระหว่างแต่ละสถานี
ตัวอย่างล่าสุดคือ BYD HYROX Bangkok เดือนสิงหาคม 2026 ที่จัดขึ้นตลอด 4 วัน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รองรับนักกีฬามากกว่า 20,000 คนจากกว่า 60 ประเทศ รอบพื้นที่แข่งขันยังถูกออกแบบให้ผู้ชมสามารถยืนเชียร์นักกีฬาได้อย่างใกล้ชิด พร้อมแสง สี เสียง และ DJ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้การแข่งขันมีความเป็น Entertainment Event มากกว่างานกีฬาที่เน้นการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังมีโซนสำหรับผู้เข้าชม ที่สามารถเดินเกาะขอบรั้วเชียร์นักกีฬาได้แบบใกล้ชิด และยังมีการให้ DJ เปิดเพลบิ๊วอารมณ์ตลอดการแข่งขันทำให้บรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน

อีกองค์ประกอบที่ทำให้ HYROX มีความเป็น Entertainment Event คือ การเปิดพื้นที่สำหรับ Spectator หรือกองเชียร์ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การแข่งขัน โดยในหลายสนามมีการจำหน่าย Spectator Ticket สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงแข่งขัน แต่ต้องการเข้าไปชมและเชียร์นักกีฬาในสนาม
สิ่งนี้ช่วยเพิ่มมิติของ HYROX จากการแข่งขันของ Athlete ไปสู่อีเวนต์ที่มีทั้งผู้แข่งขัน ผู้ติดตาม และ Community เข้ามาใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้าง Experience และ Brand Activation ภายในงานตามไปด้วย
ขนาดของ Community ยังเห็นได้จากการแข่งขันครั้งล่าสุด ซึ่งมีนักกีฬามากกว่า 20,000 คน และประมาณ 2 ใน 3 เป็นผู้แข่งขันที่กลับมาลงสนามอีกครั้ง สะท้อนว่า HYROX สามารถสร้างฐานผู้เล่นที่มี Engagement ต่อเนื่องจากการแข่งขันหนึ่งไปสู่อีกการแข่งขันหนึ่งได้
นอกจากนี้การแข่งขันล่าสุดยังต่อยอด Experience หลังจบสนามด้วย Official After Party ที่ชื่อ “Station 9” ซึ่งรวบรวมนักกีฬา กองเชียร์ อาสาสมัคร และพันธมิตรมาร่วมกิจกรรมหลังการแข่งขัน สะท้อนการขยาย Community Experience ให้ยาวไปไกลกว่า Finish Line

อีกจุดสำคัญที่ทำให้ HYROX แตกต่างคือ “Standardization” หรือการใช้มาตรฐานการแข่งขันเดียวกันในสนามทั่วโลก ทั้งระยะทางวิ่ง ลำดับ Workout Stations น้ำหนักที่ใช้ในแต่ละประเภท และกติกาการแข่งขัน
ผลของการใช้ Race Format เดียวกันคือ ผู้แข่งขันสามารถนำเวลาของตัวเองไปเปรียบเทียบกับผลการแข่งขันในสนามอื่นได้ ทำให้ทุก Race กลายเป็นโอกาสในการกลับมาทำ Personal Best และวัดพัฒนาการของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ระบบนี้ยังทำให้ HYROX สามารถสร้าง Global Ranking และเชื่อมการแข่งขัน Regular Season เข้ากับการแข่งขันระดับ Championship ได้อีกด้วย
สำหรับนักกีฬาระดับแข่งขัน HYROX ยังมีเส้นทางไปสู่การแข่งขัน PUMA HYROX World Championships โดยผู้เข้าแข่งขันในประเภทและสนามที่กำหนดสามารถชิงสิทธิ์ Qualification ตามกติกาของแต่ละฤดูกาล
สำหรับฤดูกาล 2026/27 การแข่งขัน World Championships จะจัดขึ้นที่ ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 10–13 มิถุนายน 2027 ทำให้สนาม HYROX ในแต่ละประเทศมีบทบาททั้งในฐานะการแข่งขันสำหรับคนทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการแข่งขันระดับโลก
มือใหม่เล่น HYROX ได้ไหม?

ถามว่ามือใหม่มาเล่น Hyrox ได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ เพราะ HYROX ไม่ต้องผ่านการคัดตัวสำหรับการแข่งขัน Regular Season และมีทั้ง Singles, Doubles และ Relay โดยมือใหม่อาจเริ่มจาก Doubles หรือ Relay ก่อน แต่ควรมีพื้นฐานการวิ่งและ Functional Training เพราะการแข่งขันมีความเข้มข้นสูง
สำหรับการแข่งขัน Hyrox สนามทั่วไปจะใช้ระบบ First Come, First Served คือใครซื้อบัตรทันก็มีสิทธิ์ลงแข่งได้เลย ไม่มีการจำกัด BMI หรือทดสอบสมรรถภาพก่อนแข่ง ยกเว้น World Championships ที่ต้องทำเวลาผ่านเกณฑ์
ขณะที่ Workout ของ HYROX ส่วนใหญ่เป็น Functional Movements ที่พบได้ในการออกกำลังกายและการฝึกฟิตเนสทั่วไป เช่น การดัน การดึง การแบกน้ำหนัก และการเคลื่อนที่
อย่างไรก็ตาม HYROX เป็นการแข่งขันที่มีความเข้มข้นสูงและต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความทนทานต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจลงแข่งขันจึงควรมีพื้นฐานการออกกำลังกาย เตรียมร่างกายอย่างเหมาะสม และประเมินความพร้อมของตัวเองก่อนลงสนาม
ทำไม HYROX ถึง “ติดตลาด” ในไทยได้เร็ว?

HYROX ไม่ได้ขายแค่ความท้าทายของการแข่งขัน แต่ขาย “ประสบการณ์” บรรยากาศในสนามแข่งมีความเป็น Festival มีแสง สี เสียง ดีเจ และกองเชียร์ คล้ายคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์บันเทิง ทำให้มันกลายเป็น Content ชั้นดีที่ผู้เข้าแข่งขันอยากแชร์ลง Social Media มีความ Instagrammable Moment สูงมาก
อีกเรื่องที่ดึงความสนใจคนจำนวนมากก็คือ HYROX เน้น Community อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรุ่น Doubles และ Relay ที่ดึงดูดกลุ่มเพื่อน แก๊งออฟฟิศ หรือคู่รัก ให้มาซ้อมและลงแข่งด้วยกัน สิ่งนี้สร้าง Micro-Community ที่เหนียวแน่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดมองหา
การเติบโตของ Community ยังเห็นได้จาก Ecosystem นอกวันแข่งขัน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมี HYROX Training Club อย่างเป็นทางการมากกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ยิมและฟิตเนสหลายแห่งเริ่มพัฒนาโปรแกรมซ้อมสำหรับ HYROX โดยเฉพาะ
สิ่งนี้ทำให้ HYROX เข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้เล่นตั้งแต่หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนวันแข่ง ทั้งการซ้อมกับเพื่อน เข้าคลาส หา Coach และตั้งเป้าหมายร่วมกัน ก่อนจะพัฒนาไปสู่การแข่งขันจริง และกลับไปเริ่ม Training Cycle ใหม่สำหรับสนามถัดไป
นี่คือเหตุผลที่ Community ของ HYROX สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แทนที่จะเกิดขึ้นเฉพาะในวัน Event
อีกความสนุกของ HYROX ก็คือ ระบบ Ranking โลก เวลาที่ทำได้จะถูกบันทึกและเทียบกับคนทั่วโลกในรุ่นอายุเดียวกัน มันคือการ Gamification การออกกำลังกายที่จับต้องได้จริงซึ่งสิ่งนี้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ชอบความท้าทายและเสพติด Data ด้วย
โอกาสของแบรนด์อยู่ตรงไหน?
กลุ่มเป้าหมายของ HYROX ในไทยคือ “Affluent Active Lifestyle” คือกลุ่มคนทำงาน (Gen Y – Gen Z) ที่มีกำลังซื้อสูง ใส่ใจสุขภาพ และพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์และอุปกรณ์ที่ดีที่สุด จึงมีโอกาศซ่อนอยู่สำหรับหลายๆแบรนด์เช่น Sportswear และอุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวข้อง
เช่นรองเท้าที่ Hybrid (วิ่งได้ + ยึดเกาะพื้นยิมได้) รวมถึงเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อ แบรนด์อย่าง Puma ที่เป็น Global Partner หรือแบรนด์เฉพาะทางเริ่มเข้ามาทำตลาดนี้อย่างจริงจังในไทย

ตลาดสินค้าประเภท Nutrition, Supplements & Functional Drinks ก็ได้ประโยชน์จากเทรนด์ HYROX เช่นกันเพราะการแข่งที่ใช้เวลาราว 1.5 – 2 ชั่วโมง ต้องการพลังงานที่แตกต่าง ดังนั้นตลาด Pre-workout, Energy Gel, และ Recovery Drink กำลังขยายตัวเพื่อเจาะกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ยังไม่นับรวมไปถึงกลุ่ม FMCG และ Functional Drinks พวกน้ำดื่มผสมวิตามิน เครื่องดื่มเกลือแร่สูตรใหม่ หรือ Protein Shake แบบพร้อมดื่ม ก็จะได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ที่ได้ประโยชน์แบบเต็มๆก็คือบรรดายิมชั้นนำในไทยที่ต่างปรับตัวเปิดคลาส “HYROX Training” หรือการเป็น Official Partner Gym ของ HYROX ต้องเรียกว่านี่คือ Product ใหม่ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าสมาชิกและขาย Personal Trainer (PT) ได้ง่ายขึ้น เพราะลูกค้ามี “เป้าหมาย” ชัดเจนว่าจะซ้อมเพื่อไปแข่งนั่นเอง
โอกาสยังขยายไปถึงอุตสาหกรรม Travel & Tourism โดยการแข่งขัน BYD HYROX Bangkok ล่าสุดมีผู้เข้าร่วมถึง 29% ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ สะท้อนพฤติกรรม “Race-cation” หรือการเดินทางไปแข่งขันพร้อมกับท่องเที่ยวในเมืองปลายทาง
แบรนด์สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร eSIM บริการเดินทาง และธุรกิจท่องเที่ยวจึงสามารถเข้าไปเชื่อมกับ Journey ของนักกีฬาได้ตั้งแต่การวางแผนเดินทางก่อนการแข่งขัน ไปจนถึงการใช้ชีวิตและท่องเที่ยวหลังจบ Race
การที่ AirAsia เป็นพันธมิตรสายการบินระดับภูมิภาค และ World of Hyatt เป็นพันธมิตรโรงแรมระดับภูมิภาค ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า HYROX เริ่มสร้าง Ecosystem ที่เชื่อม Fitness เข้ากับ Travel Lifestyle อย่างชัดเจน
ตลาดยังขยายไปถึงธุรกิจที่อยู่รอบ Lifestyle ของคนออกกำลังกาย ตั้งแต่ Wearable, Insurance, Mobility, Recovery, Beauty ไปจนถึง Hospitality
ตัวอย่างจาก Partner Ecosystem ล่าสุดของ HYROX มีทั้ง Amazfit ในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ, เมืองไทยประกันภัย, Grab, Form Recovery, Kiehl’s, AirAsia และ World of Hyatt สะท้อนว่าโอกาสทางการตลาดของ HYROX เริ่มขยายออกไปไกลกว่าหมวด Sportswear หรือ Fitness โดยตรง
สิ่งที่น่าสนใจจาก Sponsor Ecosystem ของ HYROX คือหมวดหมู่แบรนด์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีตั้งแต่ รถยนต์ Sportswear, Nutrition, Energy Drink, Wearable, Travel, Hospitality, Beauty, Insurance ไปจนถึง Mobility
ภาพนี้สะท้อนว่า HYROX เริ่มมีบทบาทในฐานะ Lifestyle Platform ที่แบรนด์สามารถเลือกเข้าไปอยู่ใน Touchpoint ที่แตกต่างกันได้ ตั้งแต่ช่วง Training การเดินทางไปแข่งขัน Race Day การเติมพลัง ไปจนถึง Recovery หลังการแข่งขัน
ดังนั้นโจทย์สำคัญของแบรนด์จึงอยู่ที่การเลือกให้ได้ว่า Product หรือ Service ของตัวเองควรเข้าไปอยู่ตรงไหนใน Journey นี้ และสร้างประโยชน์ให้กับ Community ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สรุปแล้ว โอกาสของนักการตลาดจากการแข่งขัน HYROX ที่กำลังนิยมในเวลานี้ก็คือการที่ต้องทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Journey ตั้งแต่ช่วงซ้อม วันแข่ง และหลังแข่งให้ได้ พยายามเจาะกลุ่มย่อยที่เป็นทีม หรือยิมคอมมูนิตี้ ให้ได้ เพราะกลุ่มก้อนมี Influence ต่อกันสูงมาก ที่สำคัญต้องมอง HYROX ให้เป็น Lifestyle Platform ใหม่ที่รวบรวมคนมีกำลังซื้อและ Passion สูงไว้ด้วยกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นตลาดที่แบรนด์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์นี้ได้จะมองข้ามไปไม่ได้จริงๆ
