
ท่ามกลางข้อมูลในโลกดิจิทัลและโซเชียลมีเดียที่เข้ามาโดยไม่มีการคัดกรอง ความกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ค่าครองชีพสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ปี 2026 เป็นปีที่ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะ “Insularity” หรือ “ภาวะปิดกั้นทางความคิด” สร้างความลังเล และไม่พร้อมเปิดใจต่อคนที่มีความแตกต่างจากตนเอง เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
จากผลสำรวจ Edelman Trust Barometer 2026 จัดทำโดย Edelman บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก ซึ่งจัดทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 26 ครอบคลุมการสำรวจใน 28 ประเทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 33,900 คนทั่วโลก และ 1,200 คนในประเทศไทย
พบว่าตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โลกมีการ “แบ่งแยก” มากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2026 จากผลสำรวจ Edelman Trust Barometer ล่าสุดนี้ ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนทั่วโลกกำลัง “สร้างกำแพงความเชื่อใจ” สูงขึ้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อเผชิญความเชื่อหรือมุมมองที่แตกต่าง แทนที่จะเปิดใจรับฟัง กลับเลือกไม่เชื่อและปิดกั้นความคิดเห็นนั้นโดยทันที
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่าภาวะ Insularity สะท้อนแนวโน้มการปิดกั้นทางความคิดที่รุนแรงขึ้นในสังคมปัจจุบัน

ยุค “Insularity” คนไทย 65% สร้าง “กำแพงแห่งความเชื่อใจ”
นับตั้งแต่ผลสำรวจ Edelman Trust Barometer ถูกจัดทำขึ้นมาเป็นเวลา 26 ปี พบว่าโลกมีการแบ่งแยกมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2016 มีการแบ่งแยกด้วยชนชั้นของประชากรระหว่าง High Income กับ Low Income มีทัศนคติต่างกัน
จากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุค COVID-19 ช่วงปี 2022-2023 เริ่มเข้าสู่วงจรของ “Distrust” หรือความไม่เชื่อใจกันมากขึ้น และมีการแบ่งแยกเชิงความเชื่อ-ทัศนคติ
กระทั่งผลสำรวจ Edelman Trust Barometer 2026 (เก็บข้อมูลในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2025) พบว่าคนทั่วโลกสร้างกำแพงแห่งความเชื่อใจมากขึ้น นั่นหมายความว่า หากเรามีความเชื่อ หรือมีมุมมองที่แตกต่างกัน แทนที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น กลับกลายเป็นไม่เชื่อและปิดกั้นความคิดเห็น หรือมุมมองนั้นไปเลย ซึ่งเรียกว่าภาวะ Insularity
- 65% ของคนไทยจากกลุ่มตัวอย่าง มีแนวโน้มไม่พร้อมเชื่อใจบุคคลที่มีค่านิยม ความเชื่อ ข้อมูล หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างจากตนเอง ซึ่งสถิติของประเทศไทยสูงใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 70%

นอกจากนี้ ภาวะปิดกั้นทางความคิดยังสร้างผลกระทบในโลกการทำงานเช่นกัน พบว่า
- พนักงานไทย 59% ยอมรับว่ามีความคิดจะ “ย้ายแผนก” หากหัวหน้าที่ขึ้นตรงด้วย มีมุมมองที่แตกต่างจากตน
- 48% ยอมรับว่าหากหัวหน้ามีความเชื่อทางการเมืองต่างจากตน พวกเขาจะมีความ “ทุ่มเทน้อยลง” ในการทำงานร่วมกัน
จะเห็นได้ว่าการมีภาวะปิดกั้นทางความคิด เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือและการเติบโตของสังคมและองค์กรโดยรวม
ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะ Insularity มาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น
- ในยุคดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ปรากฏข้อมูลที่ไม่สามารถคัดกรองและตรวจสอบได้ว่าถูกต้องหรือไม่เพิ่มมากขึ้น
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เรื่อง Geopolitical Tension
- ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของชนชั้นมากขึ้น
- การแพร่ระบาดของโควิด ส่งผลให้ผู้คนเว้นระยะห่างทางสังคม

ความวิตกกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจพุ่งระดับสูง – Gen Z กังวล AI กระทบความมั่นคงในอาชีพ
เมื่อเจาะลึก “ความวิตกกังวล” พบว่าคนไทยมีความกังวลด้านเศรษฐกิจและอนาคตเพิ่มสูงขึ้น โดยแตะระดับสูงสุดในหลายปีที่ผ่านมา
- 74% ของพนักงานไทยระบุว่ากังวลอย่างมากต่อ “สงครามการค้า” และ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เมื่อเทียบกับปี 2020 อยู่ที่ระดับ 69% สะท้อนระดับแรงกดดันใหม่ที่กำลังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของแรงงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน
สอดคล้องกับมุมมองของคน Gen Z ในไทยมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและอนาคตลดลง โดยปีนี้ลดลงอีก 10 ดัชนี จากปีก่อน มาอยู่ที่ 36% สะท้อน “วิกฤตความหวัง” (Crisis of Optimism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตาอย่างยิ่ง

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านอนาคตลดลงในระดับ 2 digit สาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นน้อยลง มาจาก
- ในช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- คนรุ่นใหม่ Gen Z กังวลด้านอาชีพ โดยดัชนีความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาชีพ (Job Security) ในปี 2026 ขึ้นไปแตะระดับ 80 จุด ทำสถิติ All-time High ในรอบ 6-7 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกกังวลว่าจะถูกเลิกจ้าง
- เหตุผลที่คนรุ่นใหม่กังวลว่าจะถูกเลิกจ้างและไม่มีงานทำ ปัจจัยหนึ่งมาจากการมาของ “AI” เพราะด้วยความที่ยังเป็น First Jobber และอยู่ในระดับ Junior จึงกลัวว่างานของตนจะถูกแทนที่ด้วย AI รวมทั้งกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย (Low Income) ก็มีความกังวลต่อ AI เข้ามาแทนที่เช่นกัน

คนไทย เชื่อมั่นใน “Local Company – Local Brand” มากขึ้น
เมื่อสัญญาณความกังวลต่อเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในแนวโน้มที่เห็นเด่นชัดคือ ความเชื่อมั่นที่เอนเอียงกลับไปสู่สิ่งที่ใกล้ตัวมากขึ้น
จากผลสำรวจครั้งนี้ยังพบว่าคนไทยมีความเชื่อมั่นต่อ “องค์กรในประเทศที่เป็น Local Company มากกว่าต่างประเทศ” สูงกว่าถึง 14 ดัชนี ซึ่งสะท้อนความต้องการพึ่งพาภายในประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่รุนแรงขึ้น
- 50% ของคนไทยเลือกสนับสนุนองค์กรในประเทศ และแบรนด์ไทยมากกว่าบริษัทต่างชาติ แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความเป็น Nationalism มากขึ้น

คุณวรศิษย์ ตุรงค์สมบูรณ์, กรรมการผู้จัดการ เอเดลแมน ประเทศไทย อธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้ปัจจุบันคนไทยหันมาเชื่อมั่นในบริษัทไทย และแบรนด์ไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากในช่วง 2-3 ปีมานี้ ศิลปินและคนไทยไปสร้างชื่อเสียงในเวทีโลก เช่น ลิซ่า สามารถก้าวสู่การเป็นศิลปินระดับโลกได้สำเร็จ ทำให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในชาติตัวเองมากขึ้น
ประกอบกับในแง่ของโอกาสในการทำงานสำหรับคนรุ่นใหม่ หันมาสมัครงานกับบริษัทสัญชาติไทยมากขึ้น แม้เงินเดือนบริษัทต่างชาติอาจสูงกว่าก็ตาม เนื่องจากบริษัทต่างชาติเปิดรับคนน้อยลง และมีการเลิกจ้างพนักงานมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่คนรุ่นใหม่เชื่อมั่นในบริษัทต่างชาติลดลง
อีกทั้งบริษัท SME ไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยรูปแบบการทำงานขององค์กร SME รุ่นใหม่ อาจสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ปัจจัยนี้เชื่อมโยงกับความสนใจของคนไทยที่มีต่อแบรนด์ไทย โดยเฉพาะแบรนด์รุ่นใหม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่ได้ชื่นชอบแค่สินค้า-แบรนด์เท่านั้น แต่ยังมองไปถึงผู้ก่อตั้ง หรือเจ้าของแบรนด์ที่มีเส้นทางสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ คนรุ่นใหม่จึงมองเป็น Aspiration ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน
นอกจากนี้ในแง่ของเทรนด์การตลาด ในช่วง 1-2 ปีมานี้ ผู้บริโภคจะ engage กับการสื่อสาร หรือแคมเปญของแบรนด์ไทย ผลิตภัณฑ์ไทยมากกว่าบริษัทต่างประเทศ

“องค์กร” ยังเป็นสถาบันที่คนไทยเชื่อมั่นมากที่สุด และเป็นผู้เล่นสำคัญในการสร้างความไว้วางใจในสังคม
นอกจากนี้ในผลสำรวจยังเจาะลึกว่าใครคือ “Trust Broker” หรือ “ตัวกลางเชื่อมความไว้วางใจ” ที่คนไทยเชื่อมั่นมากที่สุด พบว่า
- 86% ของคนไทยเห็นด้วยว่า “องค์กรของฉัน” (My Employer) ยังเป็นสถาบันที่คนเชื่อมั่นมากที่สุด และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงผลักดันหลักในการสร้างความไว้วางใจท่ามกลางความเปราะบางของสังคมในปัจจุบัน
- 70% เป็นภาคธุรกิจ (Business)
- 67% สื่อมวลชน (Media)
- 66% NGO
- 57% ภาครัฐ (Government)
ความเชื่อมั่นต่อนายจ้างและภาคธุรกิจทำให้บทบาทขององค์กรมีความสำคัญมากขึ้น โดยประชาชนคาดหวังให้องค์กรและผู้นำองค์กรทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมความไว้วางใจ” เพื่อช่วยบรรเทาความขัดแย้งในสังคม

ตัวกลางเชื่อมความไว้วางใจ: บทบาทใหม่ที่องค์กรต้องขับเคลื่อน เพื่อสร้างความไว้วางใจท่ามกลางความแตกต่าง
ผลสำรวจในประเทศไทยสะท้อนอย่างชัดเจนว่า คนไทยมีความคาดหวังสูงต่อบทบาทขององค์กรในฐานะ Trust Broker โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้ความเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์
- 45% ของคนไทยเชื่อว่า “การสร้างความร่วมมือโดยไม่เลือกข้าง” คือวิธีที่มีพลังมากที่สุดในการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อองค์กร โดยองค์กรไม่เพียงต้องเป็นกลาง แต่ต้องเป็นผู้สร้างบทสนทนาที่ทุกฝ่ายรู้สึกว่าถูกมองเห็นและได้ยิน
- 77% เห็นว่าองค์กรควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานร่วมกับผู้ที่มีประสบการณ์หรือความเชื่อต่างกัน สะท้อนความต้องการให้ที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่ช่วยลดอคติ และสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
- 70% สนับสนุนให้องค์กรร่วมมือกับองค์กรที่มีมุมมองแตกต่าง เพื่อสร้างเวทีสนทนาข้ามวัฒนธรรมและมุมมอง แสดงให้เห็นว่าคนไทยต้องการเห็นองค์กรขับเคลื่อน “สะพานเชื่อม” ระหว่างกลุ่มคนที่คิดต่าง

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังเผยให้เห็น “ช่องว่างระหว่างความคาดหวังและการรับรู้ของประชาชน” (Expectation vs Performance Gap) เพราะถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่คาดหวังให้องค์กรองค์กรมีทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมความไว้วางใจระหว่างกลุ่มที่มีความแตกต่าง แต่มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มองว่าองค์กรสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ดีพอ
ช่องว่างนี้ช่วยตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญขององค์กรในการทำหน้าที่เป็น Trust Broker ตามหลักแนวคิด “รับฟังโดยไม่ตัดสิน แปลความต้องการของแต่ละฝ่าย และเชื่อมโยงจุดร่วมของทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน” ซึ่งถือเป็นทักษะที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของทุกสถาบันในยุคที่ภาวะ Insularity เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญภาวะปิดกั้นทางความคิดมากขึ้น เราเห็นชัดว่าคนไทยมององค์กรในฐานะผู้เล่นที่มีศักยภาพที่สุดในการทลายกำแพงความไม่ไว้วางใจระหว่างกลุ่มคนที่มีความแตกต่าง ทั้งด้านความคิด ประสบการณ์ และคุณค่าที่พวกเขายึดถือ ความไว้วางใจนี้ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเชิงบวก แต่เป็นโอกาสสำคัญที่องค์กรสามารถใช้เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดรับความต่าง และลดแรงเสียดทานที่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ” คุณวรศิษย์ สรุปทิ้งท้าย






