
บางครั้ง…การเดินทางที่ดีที่สุด อาจเริ่มจาก “การลองเพิ่มอีกเมืองเข้าไปในทริป” เดิมทีทริปนี้ของผมตั้งใจไป Vancouver เป็นหลัก
เพราะอยากสัมผัสบรรยากาศ West Coast ของ Canada แบบสบายๆ แต่พอเริ่มดูเส้นทางของ Air Canada
ถึงได้รู้ว่า “จาก Vancouver ไป Los Angeles มันสะดวกมาก”
ซึ่งพอได้ลองจริงต้องบอกว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกว่าที่คิดมาก ทั้งเรื่องการเดินทาง บรรยากาศ อาหาร shopping และบรรยากาศของสองเมืองที่แตกต่างกันสุดขั้ว
Vancouver Airport จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
หนึ่งในจุดที่ทำให้เส้นทางนี้น่าสนใจมาก คือสนามบิน Vancouver International Airport (YVR)
YVR ไม่ได้เป็นแค่สนามบินใหญ่ของ Canada เท่านั้น แต่ยังเป็นฮับสำคัญสำหรับการเชื่อมต่อไปสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะฝั่ง West Coast อีกด้วย และจุดที่แตกต่างจริงๆ คือ ที่นี่มีระบบ US Pre-clearance หรือก็คือ เราสามารถผ่าน ตม (US Immigration ) ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องที่ Vancouver ได้เลย พอไปถึง Los Angeles ก็เดินออกจากสนามบินได้ทันทีเหมือน domestic flight
สำหรับคนที่เคยต่อคิว ตม. อเมริกาแบบยาวๆ จะเข้าใจเลยว่าจุดนี้ช่วยลดความเหนื่อยของการเดินทางได้เยอะมาก และมันทำให้การ “แวะเที่ยวอเมริกาเพิ่มอีก 2-3 วัน” กลายเป็นเรื่องง่ายแบบสบายๆ
Air Canada กับเส้นทางที่เหมาะกับคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ Air Canada ตอนนี้มีไฟลต์บินตรง Bangkok – Vancouver ตลอดทั้งปีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ สำหรับคนไทยที่อยากเที่ยวแคนาดาและสหรัฐ เพราะช่วยลดความเหนื่อยจากการทรานสิท เปลี่ยนเครื่องหลายต่อได้เยอะมาก และเมื่อรวมกับเครือข่ายภายในสหรัฐและแคนาดา ที่ค่อนข้างแข็งแรง ก็ทำให้สามารถต่อไปเมืองต่างๆ ได้สะดวก
จากเมือง slow life อย่าง Vancouver สู่พลังงานของ Los Angeles
สิ่งที่น่าสนใจมากของทริปนี้คือ Vancouver กับ Los Angeles ให้ความรู้สึกต่างกันแทบทุกอย่าง
สำหรับ Vancouver จะดู สงบ, สะอาด ( บางโซนในใจกลางเมือง ยกเว้นแถวที่ homeless เยอะ), ธรรมชาติเยอะ, ผู้คนดูสงบ และใช้ชีวิตไม่รีบ
ส่วน สำหรับ Los Angeles จะดู เมืองใหญ่, รถติด, รีบเร่ง แต่เต็มไปด้วยความบันเทิงและวัฒนธรรม และ ตื่นตัว
มันเหมือนได้เที่ยว “สองโลก” ในทริปเดียว ด้านหนึ่งคือธรรมชาติและคุณภาพชีวิตแบบแคนาดา อีกด้านคือ Hollywood, ชายหาด, วัฒนธรรม และ ไลฟ์สไตล์ แบบ West Coast America

Hollywood เมืองที่เราโตมากับมันผ่านหนัง
แม้ Los Angeles จะไม่ใช่เมืองที่ “สมบูรณ์แบบ” บางจุดก็เก่า บางจุดก็วุ่นวาย และรถติดหนักจริง แต่เสน่ห์ของเมืองนี้ กลับอยู่ที่ บรรยากาศ หลายสถานที่ที่ได้ไป คือภาพที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กผ่านหนัง Hollywood และ pop culture ของอเมริกา
ทั้ง:
- Hollywood Sign
- Griffith Observatory
- Santa Monica
- Route 66 End of the Trail
- Academy Museum และ Oscars Experience
พอได้เห็นของจริง มันให้ความรู้สึกเหมือนได้เดินเข้าไปอยู่ในฉากหนังที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต

Hollywood Sign สัญญาลักษณ์แห่ง LA
ใครมา LA แล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับ Hollywood Sign นั่นอาจจะถือว่ามาไม่ถึง LA และทริปนี้เราได้เดิน trail ขึ้นเขาไปสถานที่ที่ได้ถ่ายรูปกับ Hollywood Sign ได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และจุดนี้คนน้อยกว่าจุดยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แวะถ่ายรูปกัน จุดตรงนี้จะต้องเดิน trail ขึ้นเขาไปประมาณ 5กม ใช้เวลาประมาณ 30-40นาที ได้ระยะแบบเหงื่อซึมๆ แต่ด้วยอากาศที่ไม่ร้อน ลมเย็นๆ ก็ทำให้เราเดินขึ้นไปได้แบบชิลๆ ชมวิว LA ระหว่างทางไปด้วย ขึ่งตรงนี้เราสามารถไปด้วยตัวเองก็ได้ หรือ จะใช้บริการไกด์นำทางไปก็จะมีบริการอยู่เช่นกัน


Academy Museum และ Soft Power ของ Hollywood
หนึ่งในสถานที่ที่ประทับใจมากคือ Academy Museum of Motion Pictures พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับโลกภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลาง LA สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เรื่องภาพยนตร์ แต่คือการได้เห็นว่าอเมริกาสร้าง “อิทธิพลทางวัฒนธรรม” ได้แข็งแรงขนาดไหน หนัง เพลง ซีรีส์ และ อุตสหกรรมบันเทิง ของที่นี่ กลายเป็นสิ่งที่ทั้งโลกบริโภคมาหลายสิบปี
โดยเฉพาะ Oscars Experience ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไม Hollywood ถึงยังเป็นจุดหมายที่ฝันไฝ่ของคนทำงานสาย สร้างสรรค์จากทั่วโลก


Kimpton Everly Hollywood โรงแรมที่เข้ากับ vibe ของ LA มาก
ทริปนี้พักที่ Kimpton Everly Hollywood ซึ่งผมว่าค่อนข้างแสดงถึงความเป็น Los Angeles ได้ดี ตัวโรงแรมอยู่ไม่ไกลจาก Hollywood Boulevard โรงแรมออกแนวโมเดิร์น สบายๆ ไม่หรูแบบทางการเกินไป แต่มีความบูติค ไลฟ์สไตล์ แบบ California ชัดมาก และอีกจุดที่ชอบคือ วิว Hollywood Hills จากบางมุมของโรงแรมสวยมาก ให้ feeling แบบ “นี่แหละ LA”


In-N-Out Burger ของธรรมดาที่กลายเป็นวัฒนธรรม
แน่นอนว่าไป LA แล้ว หลายคนต้องลอง In-N-Out และสาขาที่เราแวะคือสาขาใกล้สนามบิน LAX ที่ดังมาก ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็น burger chain ธรรมดา แต่พอลองจริง กลับเข้าใจทันทีว่าทำไมคนอเมริกันถึงรักแบรนด์นี้มาก มันเรียบง่ายมาก แต่สด และมี character แบบ West Coast ชัดเจน บางครั้งอาหารที่น่าจดจำที่สุดเวลาเดินทาง ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น fine dining เสมอไป


Original Farmers Market และ California Lifestyle
อีกหนึ่งที่ที่ชอบมาก คือ Original Farmers Market ที่นี่เปิดมาตั้งแต่ปี 1934 และมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และ gourmet market จำนวนมาก แต่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว มันให้ฟิลลิ่งของ “ชีวิตประจำวันแบบ LA” มากกว่า ผู้คนเดินเล่น นั่งกินอาหาร ใช้ชีวิตแบบไม่รีบ มันทำให้รู้ว่า เสน่ห์ของ California บางทีไม่ได้อยู่ที่ landmark ดังๆ แต่อยู่ที่ lifestyle แบบนี้มากกว่า

Griffith Observatory จุดที่ทำให้เห็นเสน่ห์ของ LA ทั้งเมือง
หนึ่งในจุดที่ผมชอบที่สุดคือ Griffith Observatory เพราะวิวจากด้านบน ทำให้เห็นทั้ง Hollywood Hills และ Downtown LA พร้อมกัน วันที่ไปอากาศค่อนข้างครึ้ม มีเมฆเยอะ แต่กลับทำให้วิวดู cinematic มากขึ้นไปอีก
LA อาจไม่ได้สวยเนี้ยบทุกมุม แต่มันมี character ที่ชัดมากจริงๆ


Citadel Outlets สวรรค์ของสายช้อป
อีกหนึ่ง stop ที่หลายคนในทริป enjoy มาก คือ Citadel Outlets เป็น Outlet ขนาดใหญ่ใกล้ Downtown LA และ LAX และเพิ่งทราบว่า outlets แห่งนี้มีห้อง vip ที่เราจ่ายเงินพันบาท ก็เข้าไปนั่งพัก มีเครื่องดื่มบริการแบบจัดเต็มอีกด้วย
สิ่งที่ชอบ Citadel Outlets คือ แบรนด์ค่อนข้างครบมาก
ทั้ง:
- Coach
- kate spade
- Nike
- Adidas
- New Balance
- lululemon
- Michael Kors
- Tory Burch
- The North Face
และอีกหลายแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย
สำหรับคนที่ชอบ shopping เผื่อเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงกำลังดี เพราะหลายร้านลดราคาค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับเอเชีย และทำให้เข้าใจเลยว่า outlet shopping เป็นวัฒนธรรมที่ใหญ่มากของอเมริกา


Santa Monica และ California แบบที่เห็นในหนัง
ถ้ามีที่ไหนที่ทำให้รู้สึกว่า “นี่แหละ California” Santa Monica คือคำตอบนั้น ชายหาดกว้าง ลมเย็น คนเล่น surf คนปั่นจักรยาน ทุกอย่างดูรีแลกซ์ ไปหมด และพอเดินไปถึงป้าย Route 66 End of the Trail มันก็ให้ฟิลลิ่งบางอย่างเหมือนกัน เพราะ Route 66 ไม่ใช่แค่ถนน แต่มันคือสัญลักษณ์ของ American road trip culture

สรุป — ทริปสั้นๆ ที่ทำให้เข้าใจเสน่ห์ของ California มากขึ้น
ก่อนเดินทาง ผมไม่คิดเลยว่า แค่เพิ่ม Los Angeles เข้าไปอีก 2-3 วัน จะทำให้ทริปนี้สมบูรณ์ขึ้นมากขนาดนี้ เพราะสุดท้าย สิ่งที่น่าจดจำที่สุดของ California อาจไม่ใช่แค่ Hollywood Sign หรือ Santa Monica Pier แต่เป็น atmosphere บางอย่าง ของเมืองที่เต็มไปด้วย entertainment culture, lifestyle และพลังงานแบบ West Coast และที่สำคัญคือ มันเดินทางง่ายกว่าที่คิดมากจริงๆ ที่ทำให้ Canada และ USA เชื่อมถึงกันได้อย่าง smooth มากกว่าที่หลายคนคิดจริงๆ
