หมดยุคทองของยอดไลก์ ตลาดแข่งเดือด เมื่อ Q1 แบรนด์รัดงบ หันล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ “ขายได้จริง” มากกว่า ‘ดังอย่างเดียว’

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

แม้ Influencer Marketing จะยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักการตลาด แต่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดูเหมือนว่ากติกาของเกมกำลังเปลี่ยนไป

 

ข้อมูลล่าสุดจาก IdeasLabs บริษัทผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech ของไทย สะท้อนภาพชัดว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 แบรนด์ยังคงลงทุนกับการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ แต่ไม่ได้มองเพียงยอดวิว ยอดไลก์ หรือกระแสไวรัลเหมือนในอดีตอีกต่อไป หากแต่หันมาให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” ที่สามารถวัดผลได้จริงมากขึ้น

 

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว งบการตลาดจึงต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ส่งผลให้แบรนด์จำนวนมากเริ่มปรับกลยุทธ์จากการจ้างดาราหรือ Mega Influencer ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน มาเป็นการกระจายงบไปยัง Micro Influencer และ Nano Influencer หลายรายแทน เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้บริโภคอย่างตรงจุด พร้อมติดตามผลลัพธ์ผ่านระบบ Affiliate หรือช่องทางวัดยอดขายโดยตรง

ยุคใหม่ของ Influencer Marketing เมื่อ ROI สำคัญกว่ายอด Reach

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง IdeasLabs ระบุว่า ปัจจุบันแบรนด์ไม่ได้ต้องการเพียงการสร้าง Awareness แต่ต้องการเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจนมากขึ้น

ภาพที่เคยคุ้นตาอย่างการทุ่มงบก้อนใหญ่ให้อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังสร้างคลิปไวรัล อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป เพราะหลายแบรนด์เริ่มพบว่าการใช้งบในรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ยอดขายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในทางกลับกัน การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กหลายคน ซึ่งสามารถเล่าประสบการณ์การใช้งานจริง รีวิวเชิงลึก หรือสาธิตวิธีใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน กลับช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า และยังสามารถวัดผลได้ว่าครีเอเตอร์คนใดสร้างยอดขายกลับมาได้มากที่สุด

แนวโน้มนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเคลื่อนจาก Creator Economy” ไปสู่ “Performance Creator Economy” อย่างชัดเจน

4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่ยังได้รับงบจากแบรนด์

จากข้อมูลการทำงานร่วมกับลูกค้าของ IdeasLabs พบว่า ในช่วงไตรมาสแรก มี 4 หมวดคอนเทนต์หลักที่ยังคงได้รับความสนใจจากแบรนด์และสามารถดึงดูดงบการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

Foodie ยังครองแชมป์

กลุ่มคอนเทนต์อาหารและเครื่องดื่มยังคงเป็นหมวดที่แบรนด์ลงทุนสูงที่สุด เนื่องจากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน และสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว

 

ยิ่งในช่วงที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย คอนเทนต์ประเภทเมนูประหยัด สูตรอาหารทำเอง หรือการแนะนำสินค้าที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงไปสู่การซื้อสินค้าได้ทันที

 

Mom & Kid พลังซื้อที่แบรนด์ยังเชื่อมั่น

กลุ่มแม่และเด็กยังคงเป็นอีกเซกเมนต์สำคัญ เนื่องจากคุณแม่ถือเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อสูง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของลูก

รีวิวจากคุณแม่ตัวจริง รวมถึงการแชร์ประสบการณ์ในกลุ่มคอมมูนิตี้ออนไลน์ต่าง ๆ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Lifestyle เชื่อมสินค้าเข้ากับชีวิตจริง

คอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ยังเป็นหมวดที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถนำเสนอสินค้าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน อุปกรณ์ไอที หรือสินค้าอุปโภคบริโภค การนำเสนอผ่านประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานยังคงเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกเข้าถึงและตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่าการโฆษณาโดยตรง

 

Beauty ยังแข็งแรงแม้เศรษฐกิจชะลอ

แม้กำลังซื้อในหลายหมวดจะชะลอตัว แต่ตลาดความงามยังคงได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รีวิวก่อนและหลังใช้งานจริง ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและโน้มน้าวการตัดสินใจซื้อได้ดี

สำหรับแบรนด์ความงาม การเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคพร้อมจ่าย

อินฟลูเอนเซอร์ต้องเปลี่ยนบทบาท จากคนสร้างคอนเทนต์ สู่คนสร้างผลลัพธ์

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือการเปลี่ยนแปลงบทบาทของครีเอเตอร์ในตลาดปัจจุบัน โดย IdeasLabs มองว่า อินฟลูเอนเซอร์ที่ยังยึดติดกับการสร้างยอดวิวเพียงอย่างเดียวอาจเผชิญความท้าทายมากขึ้นในอนาคต เพราะสิ่งที่แบรนด์ต้องการในวันนี้คือผู้ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

นั่นหมายความว่าครีเอเตอร์ยุคใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้การวัดผลแคมเปญ การติดตามยอดคลิก ยอดสั่งซื้อ และประสิทธิภาพของ Affiliate Link มากขึ้น

นอกจากนี้ ความน่าเชื่อถือยังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับความจริงใจในการรีวิวมากกว่าคำชมที่ดูเป็นโฆษณาจนเกินไป การเปิดเผยว่าเป็นคอนเทนต์สปอนเซอร์ รวมถึงการรีวิวทั้งข้อดีและข้อจำกัดของสินค้าอย่างตรงไปตรงมา จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ

ขณะเดียวกัน ครีเอเตอร์ยังต้องปรับตัวด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้างไอเดียคอนเทนต์ หรือใช้เครื่องมือ MarTech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและวัดผลได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ครึ่งปีหลังแข่งขันหนักขึ้น แต่โอกาสยังมี

สำหรับทิศทางตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 IdeasLabs ประเมินว่าการแข่งขันจะเข้มข้นมากขึ้นทั้งด้านคุณภาพงานและราคา

แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ยังคงเป็นช่องทางหลักที่แบรนด์ให้ความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันนักการตลาดก็เริ่มมองหาคอนเทนต์ที่มีความลึกมากขึ้น หรือ Deep Content รวมถึงครีเอเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือ Niche Creator มากขึ้นเช่นกัน

อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตาคือการทำงานร่วมกันระยะยาวระหว่างแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ หรือ Long-term Partnership ซึ่งเริ่มเข้ามาแทนที่การจ้างงานแบบโพสต์เดียวจบ

เหตุผลสำคัญคือผู้บริโภคต้องการเห็นการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่องมากกว่าการรีวิวเพียงครั้งเดียว แบรนด์จึงเริ่มมองหาพาร์ตเนอร์ที่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้ในระยะยาว และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าได้มากกว่า

 

ในภาพรวม ข้อมูลจาก IdeasLabs สะท้อนให้เห็นว่าตลาด Influencer Marketing ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุคที่วัดความสำเร็จด้วยยอดวิวและกระแสไวรัล สู่ยุคที่ทุกคอนเทนต์ต้องตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง

คำถามสำคัญสำหรับครีเอเตอร์ในวันนี้จึงอาจไม่ใช่ว่า “มีคนดูมากแค่ไหน” แต่เป็น “สามารถสร้างผลลัพธ์ให้แบรนด์ได้มากแค่ไหน” ต่างหาก


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!
CLOSE
CLOSE