ถอด 3 กลยุทธ์ Amazon เปลี่ยน Prime Video เป็น ‘หน้าร้านบนจอ’ เชื่อมคอนเทนต์ โฆษณา และการซื้อ หลังรายได้ Ads โต 26%

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

Amazon รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ด้วยรายได้รวม 200,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจ Advertising Services สร้างรายได้ 19,809 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 26% และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ยังรักษาอัตราการเติบโตระดับสูงของบริษัท

รายได้ดังกล่าวครอบคลุมบริการโฆษณาหลายประเภท ตั้งแต่ Sponsored Ads, Display Ads ไปจนถึง Video Ads โดย Amazon ยังแยกรายได้จาก Prime Video Ads ออกจากรายได้โฆษณารวม อย่างไรก็ตาม ทิศทางล่าสุดของ Amazon Ads แสดงให้เห็นว่า Prime Video กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะพื้นที่เชื่อมการดูคอนเทนต์กับการซื้อสินค้า

 

จากแพลตฟอร์มดูคอนเทนต์ สู่จุดเริ่มต้นของการซื้อ

 

เดิมทีจุดแข็งของ Amazon Ads อยู่ที่การเข้าถึงผู้บริโภคบนหน้าค้นหาและหน้าสินค้า ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มแสดงความต้องการซื้ออย่างชัดเจน

การนำโฆษณาเข้าสู่ Prime Video ช่วยให้ Amazon ขยับเข้าหาผู้บริโภคได้ตั้งแต่ช่วงสร้างการรับรู้ ก่อนเชื่อมความสนใจนั้นเข้าสู่หน้าสินค้า ตะกร้า และระบบชำระเงินของ Amazon กลยุทธ์นี้จึงทำให้ Prime Video มีบทบาทมากกว่าการขายพื้นที่โฆษณาคั่นระหว่างคอนเทนต์ และสามารถถอดออกมาได้เป็น 3 แนวทางสำคัญ

 

1. ลดระยะห่างระหว่าง เห็น กับ ซื้อ

 

Amazon พัฒนาโฆษณาบน Prime Video ให้ผู้ชมโต้ตอบได้ผ่านรีโมต หรือสแกน QR Code ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยรูปแบบที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ ได้แก่ Shoppable Carousel Ads ซึ่งแสดงสินค้าหลายรายการระหว่างช่วงโฆษณา ผู้ชมสามารถเลื่อนดูและเพิ่มสินค้าลงตะกร้าผ่านรีโมตได้ ขณะที่วิดีโอจะหยุดชั่วคราวระหว่างการเลือกสินค้า และเล่นต่อหลังจบการโต้ตอบ

อีกหนึ่งรูปแบบคือ Interactive Pause Ads ซึ่งแสดงโฆษณาเมื่อผู้ชมกดหยุดวิดีโอ พร้อมตัวเลือกอย่าง Add to Cart สำหรับสินค้าที่ขายบน Amazon หรือ Send to Email สำหรับแบรนด์และบริการที่ต้องการส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ผู้ชม

จากเดิมที่ผู้ชมต้องจำชื่อสินค้า หยิบโทรศัพท์ และค้นหาอีกครั้ง Amazon จึงพยายามลดขั้นตอนเหล่านี้ และเปลี่ยนจอทีวีให้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเข้าสู่ร้านค้า

 

2. ปรับโฆษณาตามพฤติกรรมของผู้ชมแต่ละคน

 

ในเดือนพฤษภาคม 2026 Amazon Ads เปิดตัว Dynamic TV Creative สำหรับ Prime Video ซึ่งใช้สัญญาณจากการช้อปปิง การเปิดดูสินค้า และการรับชมคอนเทนต์ มาช่วยปรับองค์ประกอบของโฆษณาในขณะที่กำลังแสดงผล

ระบบสามารถปรับรูปแบบการโต้ตอบ ข้อความกระตุ้นให้เกิดการกระทำ พาดหัว รูปสินค้า ราคา คะแนนรีวิว และสิทธิประโยชน์ Prime ตามช่วงที่ผู้ชมแต่ละคนอยู่ในเส้นทางการซื้อ ตั้งแต่เพิ่งรู้จักสินค้าไปจนถึงพร้อมตัดสินใจ

ผู้ลงโฆษณาจึงสามารถใช้ชิ้นงานหลักเพียงชุดเดียว ก่อนให้ระบบสร้างโฆษณาหลายเวอร์ชันตามความเกี่ยวข้องกับผู้ชม อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้เริ่มเปิดให้ผู้ลงโฆษณาบางกลุ่มในสหรัฐฯ และการเปิดใช้งานของเครื่องมือโฆษณาแต่ละรูปแบบยังแตกต่างกันตามประเทศ

 

3. เชื่อมคอนเทนต์ โฆษณา และระบบค้าปลีกเข้าด้วยกัน

 

ข้อได้เปรียบสำคัญของ Amazon อยู่ที่การมีทั้ง Prime Video, Amazon Ads และระบบ E-Commerce ภายในเครือข่ายเดียวกัน

ผู้บริโภคจึงสามารถเริ่มจากการดูหนัง ซีรีส์ หรือกีฬา ก่อนเห็นโฆษณา เปิดดูสินค้า เพิ่มลงตะกร้า และซื้อผ่านบัญชี Amazon เดิม ขณะที่แบรนด์สามารถวัดผลตั้งแต่การมีส่วนร่วมกับโฆษณา ไปจนถึงการเปิดหน้าสินค้าและการซื้อได้

Prime Video จึงช่วยให้ Amazon ขยายธุรกิจโฆษณาจากพื้นที่ใกล้จุดซื้อ ไปสู่ช่วงสร้างการรับรู้ พร้อมทำให้เส้นทางระหว่างการดูคอนเทนต์และการซื้อสินค้าสั้นลง

 

รายได้จากโฆษณาต้องแลกกับประสบการณ์รับชมที่ดี

 

การเพิ่มพื้นที่โฆษณาบน Streaming ยังมาพร้อมโจทย์เรื่องประสบการณ์ผู้ชม งานวิจัยปี 2024 ของ FreeWheel ร่วมกับ MediaScience ซึ่งทดลองกับผู้ชม 420 คน พบว่า 71% รู้สึกรำคาญโฆษณาที่แทรกในจังหวะซึ่งขัดกับเนื้อหา และ 78% รู้สึกรำคาญโฆษณาที่โหลดช้าหรือเกิดอาการสะดุด

ปัจจุบัน Amazon เปิดโฆษณาในคอนเทนต์ Prime Video แล้วใน 17 ประเทศ โดยไทยยังอยู่นอกพื้นที่บริการที่ว่านี้ แต่ก็น่าจับตาว่า Amazon จะขยาย Prime Video Ads และฟีเจอร์โต้ตอบเข้ามาหรือไม่ 

ความสำเร็จของกลยุทธ์ Prime Video Ads จึงขึ้นอยู่กับทั้งความสามารถในการพาผู้ชมเข้าสู่การซื้อ และการออกแบบความถี่ ระยะเวลา ตำแหน่ง รวมถึงรูปแบบการโต้ตอบให้กลมกลืนกับการรับชม เพื่อทำให้ทุกพื้นที่ในเครือข่าย ตั้งแต่หน้าค้นหาสินค้าจนถึงจอทีวี สามารถพาผู้บริโภคเข้าสู่ระบบการซื้อได้

Sources: Amazon , Reuters, Amazaon Ads,  Digital Content Next


  •  
  •  
  •  
  •  
  •