
Garmin เปิดตัว CIRQA Smart Band เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 พร้อมวางขายในไทยราคา 6,990 บาท ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ตลาดสายรัดสุขภาพไร้หน้าจอมีตัวเลือกชัดขึ้นอีกหนึ่งแบรนด์ หลัง Google ส่ง Fitbit Air ลงตลาด และ WHOOP เดินหน้าขายประสบการณ์ด้าน Performance ผ่านระบบสมาชิก
ต้องบอกว่าอุปกรณ์ทั้ง 3 รุ่นเก็บข้อมูลสุขภาพ การนอน และการออกกำลังกายโดยไม่มีหน้าจอคอยแจ้งเตือนบนข้อมือ ความต่างที่มีผลต่อการใช้งานจริงอยู่ที่วิธีแปลข้อมูล โมเดลค่าใช้จ่าย และ Ecosystem ของแต่ละแบรนด์
Fitbit Air วางราคาเริ่มต้นต่ำที่สุดและมี Google Health Coach เป็นบริการเสริม ขณะที่ WHOOP ผูกฮาร์ดแวร์เข้ากับ Membership รายปี ส่วน Garmin CIRQA ซื้ออุปกรณ์ครั้งเดียวแล้วใช้ฟีเจอร์สุขภาพและการฝึกซ้อมหลักใน Garmin Connect ได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกเพิ่ม
จากเดิมที่ Marketing Oops! เคย เทียบ Fitbit Air กับ WHOOP 5.0 บทความนี้จึงเพิ่ม Garmin CIRQA เข้ามา เพื่อดูว่าสายรัดไร้จอทั้ง 3 รุ่นต่างกันอย่างไร และแบบไหนเหมาะกับพฤติกรรมของเรามากที่สุด
สายรัดไร้จอแข่งกันที่การแปลข้อมูล
ข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 3 รุ่นมีส่วนที่ใกล้กัน ได้แก่ อัตราการเต้นหัวใจตลอดวัน HRV และข้อมูลการนอน ส่วนข้อมูลออกกำลังกายจะต่างกันตามวิธีบันทึกกิจกรรมและฟีเจอร์ในแอป
สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ของแต่ละแบรนด์ต่างกันคือคะแนนและข้อมูลวิเคราะห์ที่สร้างจากสัญญาณเหล่านี้
- Fitbit Air มี Readiness, Cardio Load และ Sleep Score เพื่อช่วยดูภาพรวมสุขภาพและความพร้อมในแต่ละวัน
- WHOOP 5.0 ใช้ Strain, Recovery และ Sleep Performance เป็นแกนวางแผนการซ้อมกับการพัก
- Garmin CIRQA เชื่อมข้อมูลเข้ากับ Body Battery, Training Readiness, HRV Status และ Training Status ใน Garmin Connect
เทียบ Fitbit Air, WHOOP 5.0 และ Garmin CIRQA
| Fitbit Air | WHOOP 5.0 | Garmin CIRQA | |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ซื้ออุปกรณ์ ฟีเจอร์พื้นฐานรวมอยู่แล้ว; Google Health Premium เป็นตัวเลือก | Membership รายปี รวมอุปกรณ์และฟีเจอร์ตามแผน | ซื้ออุปกรณ์ ฟีเจอร์หลักไม่ต้องสมัครสมาชิก; Garmin Connect+ เป็นตัวเลือก |
| ราคา | เริ่ม US$99.99 หรือประมาณ 3,350 บาท | WHOOP Peak US$239/ปี หรือประมาณ 8,000 บาท/ปี | ราคาไทย 6,990 บาท |
| ข้อมูลพื้นฐาน | อัตราการเต้นหัวใจ, HRV, การนอน | อัตราการเต้นหัวใจ, HRV, การนอน | อัตราการเต้นหัวใจ, HRV, การนอน |
| ข้อมูลเด่น | Readiness, Cardio Load, Sleep Score | Strain, Recovery, Sleep Performance, VO2 Max | Body Battery, Training Readiness, HRV Status, Training Status |
| กิจกรรม | ตรวจจับอัตโนมัติ 7 กลุ่มกิจกรรมหลัก | ตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติ และมีรายการกิจกรรมในแอปมากกว่า 140 แบบ | เลือกบันทึกกิจกรรมได้มากกว่า 80 แบบ และตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติ |
| GPS | ไม่มี GPS ในตัว ใช้ Connected GPS จากมือถือ | ไม่มี GPS ในตัว ใช้ GPS จากมือถือผ่านแอป | ไม่มี GPS ในตัว ใช้ Connected GPS จากมือถือ |
| แบตเตอรี่ | สูงสุดประมาณ 7 วัน | มากกว่า 14 วัน | สูงสุด 10 วัน |
| สถานะสำหรับไทย | ยังไม่มีช่องทางขายตรงอย่างเป็นทางการจาก Google ในไทย | WHOOP ระบุว่าจัดส่งไทยได้ ราคาและสิ่งที่รวมในแผนต้องดูที่ Checkout | มีหน้าสินค้าและราคาไทยอย่างเป็นทางการ |
หมายเหตุ: ราคาเงินบาทของ Fitbit Air และ WHOOP Peak คำนวณโดยประมาณที่ US$1 ≈ 33.5 บาท เพื่อให้เห็นระดับราคา ยังไม่รวมภาษี ค่าจัดส่ง และค่าธรรมเนียม และไม่ใช่ราคาขายในประเทศไทย
Fitbit Air ทางเข้าราคาต่ำสำหรับคนที่เน้น Wellness

Fitbit Air เป็นสายรัดไร้จอของ Google ราคาเริ่มต้น US$99.99 หรือประมาณ 3,350 บาท ออกแบบมาเพื่อติดตามสุขภาพตลอดวันในตัวเครื่องขนาดเล็ก และดูข้อมูลผ่านแอป Google Health บนสมาร์ตโฟน
ฟีเจอร์พื้นฐานที่มากับอุปกรณ์ครอบคลุมการติดตามกิจกรรม การนอน และสุขภาพ เช่น อัตราการเต้นหัวใจ HRV, SpO2, Cardio Load, Readiness, Sleep Score และ Sleep Stages แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 1 สัปดาห์ และชาร์จ 5 นาทีเพิ่มเวลาใช้งานได้ประมาณ 1 วัน
Fitbit Air ยังใช้ Connected GPS จากมือถือเมื่อต้องการบันทึกเส้นทาง จึงต้องพกโทรศัพท์และเปิดสิทธิ์ Location ระหว่างกิจกรรมกลางแจ้ง
อีกแกนหนึ่งคือ Google Health Coach ที่สร้างด้วย Gemini เพื่อให้คำแนะนำจากข้อมูลสุขภาพและการออกกำลังกาย ฟีเจอร์นี้อยู่ใน Google Health Premium ราคา US$9.99 ต่อเดือน หรือ US$99 ต่อปี โดย Fitbit Air ให้สิทธิ์ทดลอง Premium 3 เดือน
สำหรับคนไทย สามารถสั่งซื้อ Fitbit Air ได้ผ่านทาง AmazonUS น่าจะเป็นช่องทางที่สะดวกที่สุด เพราะตอนนี้ยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ส่วนตัว Fitbit Air เองนั้นเหมาะกับคนที่ต้องการเริ่มติดตามสุขภาพ การนอน และกิจกรรมประจำวันด้วยราคาอุปกรณ์ที่เข้าถึงง่าย และมอง AI Coach เป็นบริการเสริมมากกว่าฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก
WHOOP 5.0 จ่ายรายปีเพื่อระบบ Strain และ Recovery

WHOOP ใช้โมเดล Membership-first ผู้ใช้จ่ายค่าสมาชิกรายปีเพื่อรับอุปกรณ์ แอป และฟีเจอร์ตามแผน จึงต้องคิดต้นทุนระยะยาวต่างจากการซื้อสายรัดแบบจ่ายครั้งเดียว
WHOOP Peak ราคาอ้างอิงในสหรัฐฯ US$239 ต่อปี หรือประมาณ 8,000 บาทต่อปี แผนนี้รวม WHOOP 5.0, Wireless PowerPack และฟีเจอร์ทั้งหมดใน WHOOP One พร้อม Healthspan, Health Monitor และ Real-time Stress Monitor
จุดแข็งของ WHOOP คือการแปลข้อมูลออกมาเป็น Strain, Recovery และ Sleep เพื่อช่วยตอบคำถามว่า วันนี้ร่างกายรับภาระได้มากแค่ไหน นอนพอสำหรับการฟื้นตัวหรือยัง และควรวางแผนการซ้อมอย่างไร นอกจากนี้ยังมี VO2 Max, Heart Rate Zones และ Personalized Coaching อยู่ในระบบสมาชิก
WHOOP 5.0 ไม่มี GPS ในตัว การบันทึกเส้นทาง ระยะทาง และ Pace กลางแจ้งจึงอาศัย GPS จากสมาร์ตโฟนผ่านแอป WHOOP ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า 14 วัน
รุ่นนี้เหมาะกับนักกีฬาและคนออกกำลังกายจริงจังที่นำข้อมูล Recovery กับ Strain ไปใช้วางแผนอย่างต่อเนื่อง และเห็นคุณค่าของระบบ Coaching มากพอที่จะจ่าย Membership ทุกปี โดย WHOOP สามารถสั่งซื้อได้ผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยหลายๆเจ้า
Garmin CIRQA ซื้อขาดและต่อข้อมูลกับ Garmin Ecosystem

Garmin CIRQA เป็นสายรัดสุขภาพและฟิตเนสไร้หน้าจอรุ่นแรกของ Garmin วางขายในไทยราคา 6,990 บาท แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 10 วัน และเลือกบันทึกกิจกรรมได้มากกว่า 80 ประเภท
อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นหัวใจ, Pulse Ox, ความเครียด, อุณหภูมิผิว, การนอน และ HRV แล้วนำข้อมูลไปสร้างฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ Garmin คุ้นเคย เช่น Body Battery, Training Readiness, HRV Status, VO2 Max, Training Status และ Recovery Time
เมื่อต้องการบันทึกเส้นทาง CIRQA ใช้ Connected GPS จาก iPhone หรือ Android ที่จับคู่ไว้ การเริ่มกิจกรรมทำได้ผ่านปุ่มด้านข้าง ส่วนระบบตรวจจับอัตโนมัติจะบันทึกกิจกรรมที่ตรวจพบและเปิดให้แก้ไขภายหลังใน Garmin Connect
ฟีเจอร์สุขภาพและฟิตเนสหลักของ CIRQA ใช้งานได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก ส่วน Garmin Connect+ เป็นบริการเสริมสำหรับฟีเจอร์พรีเมียม เช่น Active Intelligence ที่ใช้ AI และ Performance Dashboard
สำหรับคนที่มีนาฬิกา Garmin อยู่แล้ว CIRQA ช่วยเก็บข้อมูลในช่วงที่ไม่อยากใส่นาฬิกา เช่น ตอนนอนหรือระหว่างวัน โดยข้อมูลอยู่ใน Garmin Connect เดียวกัน รุ่นนี้จึงเหมาะกับผู้ใช้ Garmin เดิม รวมถึงคนที่ต้องการ Training Metrics หลายด้านโดยไม่ผูกฟีเจอร์หลักกับค่าสมาชิกรายปี
สำหรับการซื้อ Garmin CIRQA ก็สามารถหาซื้อได้กับตัวแทนจำหน่าย Garmin ได้ทั่วประเทศไทย
เลือกสายรัดไร้จอแบบไหนให้ตรงการใช้งาน
หากต้องการเริ่มจาก Wellness และราคาอุปกรณ์ต่ำให้เลือก Fitbit Air เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับการนอน สุขภาพทั่วไป และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ราคาเริ่มต้นต่ำที่สุดใน 3 รุ่น ส่วน Google Health Coach เป็นทางเลือกที่สมัครเพิ่มภายหลังได้
หากใช้ข้อมูลวางแผนซ้อมและฟื้นตัวจริงจัง
WHOOP 5.0 ก็จะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะ Whoop เหมาะกับคนที่ต้องการติดตาม Strain, Recovery และ Sleep ต่อเนื่อง พร้อมนำคำแนะนำไปปรับการซ้อม จุดที่ต้องยอมรับคือต้นทุนแบบ Membership รายปี
หากใช้ Garmin อยู่แล้วหรือไม่อยากผูกฟีเจอร์หลักกับสมาชิก
Garmin CIRQA ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับใครที่ใช้ Garmin อยู่แล้วและต้องการเก็บข้อมูลต่อเนื่องใน Ecosystem เดิม คนที่ต้องการ Body Battery, Training Readiness หรือ Training Status ผ่านอุปกรณ์ไร้จอแบบซื้อขาด ส่วน Garmin Connect+ ยังเป็นค่าใช้จ่ายเสริมเมื่อเราต้องการฟีเจอร์พรีเมียมบางรายการ
การเข้ามาของ Garmin CIRQA ทำให้ตลาดสายรัดสุขภาพไร้จอมี 3 แนวทางชัดขึ้น Fitbit Air ใช้ราคาอุปกรณ์ที่เข้าถึงง่ายเป็นประตูเข้าสู่ Google Health, WHOOP ขายระบบวิเคราะห์ Performance ผ่าน Membership และ Garmin นำ Training Ecosystem เดิมมาอยู่ในอุปกรณ์ไร้จอที่ใช้ฟีเจอร์หลักได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก
ดังนั้นก่อนเลือกเราก็ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเราต้องการติดตามสุขภาพทั่วไปหรือวางแผนการซ้อมจริงจัง ยอมจ่ายค่าบริการต่อเนื่องหรือไม่ และมีข้อมูลสะสมอยู่ใน Ecosystem ของแบรนด์ใดแล้วนั่นเอง
ที่มา: Garmin Thailand, Google Fitbit, WHOOP
