จับตาเส้นทางการต่อสู้ Nestlé–QCP ก่อนเดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่


จับตาเส้นทางการต่อสู้ Nestlé–QCP ก่อนเดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่

หลายครั้งที่มักจะเห็นความร่วมมือเมื่อในอดีต แต่ปัจจุบันกลับต้องแยกกันเดินทางใครทางมัน และกรณีศึกษาที่น่าสนใจระหว่าง Nestlé กับตระกูลมหากิจศิริ ในบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ QCP กลายเป็นเรื่องที่ต้องย้อนรอยและเฝ้าจับตาอย่างต่อเนื่อง ที่แม้วันนี้จะดูเงียบๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เงียบอย่างที่เห็น ผ่านมุมมองของ Nestlé ที่จะกลายเป็นบทเรียนให้กับแวดวงธุรกิจในอนาคต

Key Takeaways

  • จุดเริ่มต้นเมื่อสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน QCP ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 โดยคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดว่าสัญญาสามารถสิ้นสุดได้ตามกำหนด โดยศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษายืนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569
  • ปัจจุบันยังมีคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
  • QCP หยุดผลิตและจัดจำหน่าย โดย Nestlé ใช้กำลังผลิตจากโรงงานในเครือ รวมถึงจ้างผู้ผลิตในประเทศ และนำเข้าบางส่วนจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
  • Nestlé เตรียมแผนลงทุนใหม่เพื่อเตรียมฐานการผลิตระยะยาวในประเทศไทย

 

ย้อนตำนาน Nescafé ผ่าน Joint Venture

สำหรับแบรนด์ Nescafé เกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 2481 และเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนานกว่า 50 ปีก่อนจะมีการตั้ง QCP โดยข้อมูลจาก Nestlé ระบุว่า สัญญาร่วมทุนเริ่มต้นขึ้นในปี 2533 โดย Nestlé และตระกูลมหากิจศิริต่างถือหุ้น QCP ในสัดส่วน 50% เท่าๆ กัน โดย Nestlé ระบุว่า บริษัทเป็นผู้ดำเนินงานด้านการผลิต การจำหน่ายและการตลาดของ Nescafé รวมถึงเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อทั้งสองฝ่ายหารือข้อตกลงใหม่ร่วมกันไม่ได้ ก่อนถึงกำหนดสัญญาวันสิ้นสุดไว้ที่ 31 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้การเจรจาเปลี่ยนไปสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มตัว

จับตาเส้นทางการต่อสู้ Nestlé–QCP ก่อนเดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่

เพื่อให้การดำเนินงานเป้นไปอย่างถูกต้อง Nestlé ได้ยื่นร้องขอความชัดเจนต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในประเด็นสัญญาสิ้นสุดลงได้ โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของ Nestlé มีผล และสัญญาร่วมทุนจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567

นอกจากนี้หนึ่งในรายละเอียดของสัญญาที่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากสัญญาเกิดข้อพิพาทให้ใช้ “กฎหมายอังกฤษ” ในการพิจารณา นั่นจึงทำให้ตระกูลมหากิจศิริได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสิงคโปร์ที่มีการใช้กฎหมายอังกฤษ ซึ่งทาง Nestlé ระบุว่า ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษายืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และในเดือนเมษายน 2569 มีการชำระค่าใช้จ่ายตามคำชี้ขาดพร้อมดอกเบี้ย

 

เริ่มความขัดแย้งก่อนจะขยายวงกว้าง

หนึ่งในสัญญาณความขัดแย้งเกิดขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 เมื่อมีการยื่นฟ้อง Nestlé ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยข้อกล่าวหาในเวลานั้นคือ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง จนกระทั่งมีการยื่นถอนฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ก่อนที่ Nestlé จะยื่นคำให้การ และประเด็นดังกล่าวถูกนำกลับมายื่นฟ้องต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 23 มกราคม 2568

โดยสรุปมีการยื่นฟ้องหลายฝ่ายตั้งแต่ Nestlé และบริษัทในเครือ, กรรมการผู้จัดการ QCP ไปจนถึงผู้บริหารของ Nestlé S.A. และบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด โดยมีการเรียกค่าเสียหายจำนวน 100,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณามาตรการคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน ต่อมาศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอไต่สวนเป็นกรณีฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีการยื่นคำแถลงถอนฟ้องในเวลาต่อมา

ประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมถูกนำกลับเข้าสู่ชั้นศาลอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 โดยเป็นการยื่นฟ้องกรรมการบางกลุ่มของ QCP, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ต่อศาลแพ่งมีนบุรี และคดีถูกโอนไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

8 วันผลิตภัณฑ์ Nescafé หายจากตลาด

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของตลาดกาแฟไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและห้ามบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผลิต จำหน่าย และนำเข้า Nescafé ในประเทศไทย จนส่งผลกระทบตั้งแต่การสต๊อกสินค้า ร้านค้า ช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับสินค้าที่มีอยู่เป็นประจำ Nestlé จึงเดินหน้ายื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้า

จับตาเส้นทางการต่อสู้ Nestlé–QCP ก่อนเดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่

ในเวลาต่อมาศาลดังกล่าวได้ยืนยันสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ทำให้ผลิตภัณฑ์เนสกาแฟสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

ผลพวงจากผลกระทบ 8 วัน ส่งผลให้ Nestlé ยื่นฟ้องนายประยุทธ, นางสุวิมล และนายเฉลิมชัยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายจากผลกระทบที่ระบุว่า เกิดจากคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินดังกล่าว เป็นจำนวนเงินเกือบ 600 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการไต่สวนเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างรอคำตัดสิน ถือเป็นการขยับตัวของ Nestlé ต่อข้อพิพาทที่เกิดขึ้น

นอกจากการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ในปี 2568 นายประยุทธได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง โดยระบุข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเว้นการบันทึกข้อมูลทางการเงินที่มีสาระสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ QCP โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB ได้ออกหมายเรียกบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ปัจจุบันยังคงอยู่ในชั้นสอบสวน

 

ก้าวต่อไปของ QCP และ Nestlé

แน่นอนว่า หลังสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดลง QCP จึงอยู่ในสถานะหยุดการผลิต เนื่องจากที่ผ่านมา QCP มีหน้าที่ในการผลิตสินค้า Nescafé เป็นหลัก เมื่อสัญญาสิ้นสุด QCP จึงไม่สามารถผลิต Nescafé ภายใต้สิทธิเดิมได้อีกต่อไป โรงงานจึงต้องหยุดการผลิตไปโดยปริยาย โดยทาง Nestlé ระบุว่า พนักงาน QCP ที่ยังอยู่จะยังคงได้รับเงินเดือนอย่างต่อเนื่อง แม้โรงงานจะหยุดการผลิตไปแล้ว

จับตาเส้นทางการต่อสู้ Nestlé–QCP ก่อนเดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่

เมื่อไม่สามารถเดินหน้าธุรกิจ QCP ต่อไปได้ตามสัญญา Nestlé จึงยื่นต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อขอเลิกกิจการ QCP และขอแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี โดยยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

เมื่อ QCP ไม่สามารถผลิตได้ Nestlé จึงต้องเตรียมแผนการรับมือควบคู่กับการดำเนินการทางกฎหมาย ด้วยเป้าหมายให้ Nescafé ยังสามารถจำหน่ายได้ต่อเนื่องในตลาดไทยช่วงระหว่างที่โรงงาน QCP หยุดผลิต และโรงงานใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่ง Nestlé ใช้วิธีให้โรงงานผลิตในเครือหลายแห่งช่วยผลิต Nescafé พร้อมกัน รวมถึงยังมีการจ้างผู้ผลิตภายนอก (OEM) ในประเทศไทยบางสินค้า และการนำเข้าจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียในสัดส่วนเล็กน้อย

 

เตรียมสร้างโรงงานกาแฟใหม่สำหรับ Nescafé

ผลพวงจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ Nestlé เตรียมแผนการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่ โดยได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ครอบคลุมการสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่และการขยายกำลังการผลิตในธุรกิจอื่นของบริษัท โดยเล็งพื้นที่โรงงานกาแฟใหม่จะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอารียะ จังหวัดสมุทรปราการ และตั้งเป้าก่อสร้างเสร็จในช่วงปลายปี 2571

โดยโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ จะรองรับการผลิตกาแฟภายใต้แบรนด์ Nescafé กลุ่มหลัก ทั้ง กาแฟสำเร็จรูป, กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม และกาแฟ 3-in-1 รวมไปถึงแผนการสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารงาน รวมถึงการใช้ AI ในบางส่วนงาน ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

Nestlé คาดว่า โรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่จะสามารถสร้างงานได้มากกว่า 500 ตำแหน่ง โดยมีความต้องการบุคลากรกลุ่มวิศวกรและช่างเทคนิคจำนวนมาก และยังเชื่อมโยงกับเกษตรกรกาแฟในประเทศไทยในฐานะผู้รับซื้อกาแฟโรบัสต้ารายสำคัญของประเทศ ปัจจุบัน Nestlé รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าจากเกษตรกรไทยประมาณ 2,500 ตัน หรือคิดเป็นราว 50% ของผลผลิตประมาณ 5,000 ตันต่อปี และโรงงานใหม่ถูกวางให้เชื่อมต่อกับ Supply Chain วัตถุดิบในประเทศ

จับตาเส้นทางการต่อสู้ Nestlé–QCP ก่อนเดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานผลิต Nescafé แห่งใหม่

สุดท้ายดูเหมือนว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2569 จะกลายเป็นวันสำคัญ เนื่องจากจะเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดการอ่านคำพิพากษา ด้วยคำพิพากษาคดีนี้จะเชื่อมโยงกับภาระหน้าที่ของ Nestlé หลังสัญญาร่วมทุนสิ้นสุด อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายคดีความที่กำลังดำเนินการและต้องรอผลการพิจารณา แต่ Nescafé จะถูกจับตาอีกครั้งในปี 2571 หากแผนการสร้างโรงงานผลิตกาแฟใหม่แล้วเสร็จ

FAQ

ข้อพิพาท Nestlé กับ QCP เริ่มจากเรื่องอะไร?

จุดเริ่มต้นเป็นเรื่องข้อพิพาทการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ก่อนจะมีประเด็นทางกฎหมายอื่นตามมา โดยคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดรับรองการสิ้นสุดสัญญา

อะไรทำให้ Nescafé หยุดขาย 8 วัน?

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากศาลแพ่งมีนบุรีที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก่อนถูกโอนมายังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ภายหลัง Nestlé ได้รับคำสั่งที่ทำให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจ Nescafé ได้ รวมถึงคำสั่งห้ามจำหน่ายชั่วคราวถูกเพิกถอนในวันที่ 15 ธันวาคม 2568

ตอนนี้ Nestlé ผลิต Nescafé ในไทยอย่างไร?

ช่วงที่รอโรงงานใหม่ Nestlé ใช้ทั้งโรงงานในเครือของบริษัทในประเทศไทยในการผลิต รวมถึงจ้างผู้ผลิต (OEM) ในประเทศสำหรับบางผลิตภัณฑ์ และนำเข้าบางสินค้าจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

โรงงานใหม่ของ Nestlé จะเปิดเมื่อไร?

Nestlé ตั้งเป้าสร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมอารียะ จังหวัดสมุทรปราการ แล้วเสร็จช่วงปลายปี 2571 รองรับการผลิตกาแฟสำเร็จรูป กาแฟพร้อมดื่ม และ 3-in-1 ช่วยสร้างงานมากกว่า 500 ตำแหน่ง

 


Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา