ถอด 5 สัญญาณที่ผู้บริโภคไม่ได้พูดออกมา! แบรนด์ต้องอ่านให้ออก และเตรียมพร้อมสู่ปี 2027 ด้วย AI + HI, Trust และ Brand Relevance


SPARK 2026 by WPP Media 2026

ในยุคที่ผู้บริโภคเปิดรับสื่อและคอนเทนต์จากหลากหลายแหล่ง หลายแพลตฟอร์ม และหลายช่วงเวลาตลอดวัน สิ่งที่ผู้บริโภคคิด รู้สึก หรือต้องการ อาจไม่ได้บอกกับแบรนด์โดยตรงเสมอไป แต่อาจปรากฏอยู่ในพฤติกรรมเล็กๆ ตั้งแต่บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง การอ่านรีวิว การกดข้าม การแชร์ต่อ ไปจนถึงการเลือกมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์บางประเภท หรือบางแคมเปญ

การเข้าถึงผู้บริโภคในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ถูกเห็น แต่อยู่ที่การทำให้แบรนด์เข้าไปเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างถูกจังหวะ ถูกบริบท และถูกความต้องการ เพื่อสร้าง “Brand Relevance” ที่มีความหมาย และ “Brand Trust” ที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น และอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์

นี่เป็นหนึ่งในโจทย์ที่ “WPP Media Thailand” ชวนแบรนด์และนักการตลาดมองให้ลึกขึ้นในงาน “SPARK 2026” ภายใต้แนวคิด “Sync SPARK” ที่เชื่อว่าแบรนด์จะเข้าไปครองใจผู้บริโภคได้ ไม่ใช่เพียงเพราะเล่าเรื่องของตัวเองได้ดี แต่ต้องทำให้ “Brand Story” เรื่องราวของแบรนด์, “Consumer Intent” ความตั้งใจของผู้บริโภค และ “Media Precision” ความแม่นยำของสื่อ ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว

หนึ่งในเซสชันที่ขยายภาพเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน คือ “Out of Sync – What Consumers Aren’t Telling Us” ที่พาแบรนด์ไปอ่านสัญญาณของผู้บริโภคในมุมที่อาจไม่ได้พูดออกมาให้แบรนด์รับรู้ แต่เป็น Signal ที่แบรนด์ไม่ควรมองข้ามและอ่านให้ออก เพื่อทำความเข้าใจ เข้าถึง และชนะใจผู้บริโภค

ผ่าน 2 มุมมองจาก 2 สปีกเกอร์ ได้แก่ คุณพิชญา อุทัยเจริญพงษ์ Strategy Director, The Cloud ที่ถอดบทเรียนจากผลงานรางวัล Cannes Lions และ คุณธีนิดา ล้อมวัฒนธรรม Marketing Strategy Consultant, Wisesight ที่นำข้อมูล “เสียงที่แท้จริง” บนโลกออนไลน์ของคนไทยมาเล่าให้เห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคพูด สิ่งที่คิด และสิ่งที่ลงมือทำจริง

SPARK 2026 by WPP Media 2026

 

1. ผู้บริโภคไม่อยากฟังแบรนด์พูดถึงตัวเองฝ่ายเดียวอีกต่อไป – แบรนด์ยุคใหม่ต้องให้ผู้บริโภคพูดถึงแบรนด์เอง

คุณพิชญา จาก The Cloud เล่าจากบทเรียนจากเทศกาล Cannes Lions ว่า หนึ่งในสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือ ทุกวันนี้แบรนด์ต้องเลิกพูดถึงตัวเอง และเริ่มปล่อยให้ผู้บริโภคเป็นคนพูดถึงแบรนด์มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ Culture มีความหลากหลายมากขึ้น สิ่งที่แบรนด์พูดออกไปอาจไปได้เพียงระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลางใจผู้บริโภคได้จริง คือ สิ่งที่ผู้บริโภคพูดถึงแบรนด์เอง

พร้อมเปรียบเทียบว่าสิ่งที่แบรนด์จะพูดออกไปเหมือน “คบเพลิง” อันหนึ่ง แต่ถ้ำที่ผู้บริโภคอยู่กลับเข้าถึงยากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น สิ่งที่แบรนด์ควรทำ คือ ต้องหาผู้บริโภคที่อยู่ใน Culture นั้นๆ มาช่วยถือคบเพลิงให้แบรนด์

นอกจากนี้ยังได้ยกตัวอย่างงานโฆษณาจาก Cannes Lions

  • Knorr ประเทศอังกฤษ ที่ต้องการเข้าหา Gen Z มากขึ้น จากเดิมที่แบรนด์มักสื่อสารกับกลุ่มแม่บ้านเป็นหลัก แบรนด์จึงเริ่มจากการดู Consumer Insight และพบว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่หาแฟนของ Gen Z

ขณะเดียวกันผลสำรวจพบว่า 90% ของ Gen Z บอกว่า “คนทำอาหารเป็น” ถูกมองว่าเป็น Green Flag แบรนด์จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคทำคอนเทนต์ทำอาหารของตัวเอง โดยมี Knorr เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์นั้น จากนั้นเมื่อ Gen Z โพสต์คอนเทนต์ทำอาหารของตัวเอง แบรนด์จะยิง Ads ให้ แคมเปญนี้กลายเป็น Viral ในโลกออนไลน์

SPARK 2026 by WPP Media 2026

  • วาสลีน ประเทศสิงคโปร์ ไม่ได้มองการคิดค้นวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ “วาสลีน ปิโตรเลียม เจล” ของผู้บริโภคเป็นเพียงคอนเทนต์บนโซเชียล แต่เลือกดึงคนที่คิดค้นวิธีใช้โปรดักต์มาร่วมเป็น Business Partner ของแบรนด์

ทั้งสองเคสทำให้เห็นว่า แบรนด์ที่อยากเชื่อมโยงกับผู้บริโภค ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดตัวเองเข้าไปในทุกบทสนทนา แต่ต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคกำลังพูดเรื่องอะไร อยู่ใน Culture แบบไหน และเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคพูดถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เองได้อย่างเป็นธรรมชาติ

SPARK 2026 by WPP Media 2026

 

2. ผู้บริโภคเป็น “นักเลือก” มากขึ้น คอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตเขาจะถูกปัดทิ้งทันที!

ทางด้าน คุณธีนิดา จาก Wisesight ฉายภาพว่าปัจจุบันแบรนด์ active มากขึ้นในโซเชียลมีเดีย โดยในแต่ละวันมีคอนเทนต์ ที่ไม่นับรวมคอนเทนต์จาก KOL, Influencer มากกว่า 5,000 คอนเทนต์ต่อวัน ในขณะที่ผู้บริโภคมีแค่หน้าจอเดียว จึงเป็นโจทย์ยากมากที่คอนเทนต์ของแบรนด์จะเข้าไปอยู่ในหน้าจอของผู้บริโภค

ประกอบกับผู้บริโภคเป็น “นักเลือก” มากขึ้น เลือกว่าชอบอะไร และไม่ชอบ หรือไม่สนใจ หรือไม่ต้องการสิ่งไหน จะปัดทิ้งทันที จึงเป็นศึกใหญ่ของหลายแบรนด์ในการได้ Attention จากผู้บริโภค

อย่างไรก็ตามท่ามกลางคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย หรือออนไลน์มากมาย พบว่าสิ่งที่ผู้บริโภคจะไม่ปัดทิ้ง หรือตัดออก คือ การค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ดังนั้นการที่แบรนด์จะได้ Engagement จากผู้บริโภค จึงควรนำเสนอสิ่งที่มีความเชื่อมโยง หรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค

ตัวอย่างคอนเทนต์ที่ได้ Engagement กับผู้บริโภคไทยในชีวิตประจำวัน เช่น POV Content ได้ Engagement สูง เพราะพูดเรื่องโดนใจ ซึ่ง 3 ประเภทคอนเทนต์หลักที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคสูง

  • คอนเทนต์แนวตลกทั่วไป ที่ใครๆ ก็โยนมุกได้
  • คอนเทนต์ Shared Situation ต้องเข้าไปอยู่ใน Situation เช่น คอนเทนต์ชวนไปทำสิ่งต่างๆ อย่างคิดเมนูแล้วชวนทำตาม
  • คอนเทนต์ Insider Life Context ชีวิตจริงแบบมีแค่คนในที่เข้าใจ เช่น คอนเทนต์สายอาชีพ

ยิ่งทุกวันนี้ความสนใจ หรือความชอบของผู้บริโภคกระจัดกระจายและแบ่งเป็นกลุ่มก้อนหลากหลาย ดังนั้นคอนเทนต์ที่ “ใกล้ตัว” สร้าง Impact ได้กว่าเรื่อง “ไกลตัว” แบรนด์จึงควรเข้าไปอยู่ใน Community หรือ Sub-culture ของผู้คน

1. การทำ POV ให้เข้าถึงคน จำเป็นต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตเขา

2. คนจะหยุดดูคอนเทนต์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ Relevance หรือความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตัวเขามากน้อยเพียงใด

3. ยิ่งคอนเทนต์ Relevance ผู้ชมจะรู้สึกว่า “นี่มันชีวิตฉัน” มีโอกาสสร้างแชร์ได้มาก

เมื่อเจาะลึกคอนเทนต์ที่คนไทยให้ความสนใจ เช่น

  • สายเกม
  • สายกินมาแรง
  • K-Pop
  • ทาสแมว, ทาสหมา
  • แนว Status เช่น คนโสด
  • แนว Insider ของสาขาอาชีพต่างๆ เช่น อาชีพแอร์โอสเตส,​ นักบิน

เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรหา Target หรือ Super Target คือ กลุ่มที่มีพลังในการพูดต่อ แชร์ต่อ เพื่อพาแบรนด์เข้าไปใกล้ผู้บริโภค และจะได้ Attention จากคนที่มีความสนใจ/ชอบในสิ่งนั้นๆ

 

3. ไม่ได้บอก Pain Point ตรง ๆ แต่ซ่อนอยู่ใน “ความกังวล”

สิ่งที่ผู้บริโภคไม่ค่อยพูด แต่เป็นสิ่งที่แบรนด์ควรคาดการณ์ได้ อย่าง “เหตุแห่งทุกข์” ที่สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค เช่น

  • แคมเปญ Heineken ประเทศบราซิล เห็นกระแสครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์ได้รับ Voice Message จากเพื่อนที่ยาวมากส่งมาให้ หากมองลึกลงไปแบรนด์พบอินไซต์พฤติกรรมนี้ คือ ความรู้สึก “เหงา” และ “คิดถึงการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากันจริง ๆ” มากกว่า

ในขณะที่ Heineken เชื่อในพลังของ Social Interaction อยู่แล้ว จึงทำแคมเปญชวนให้คนที่ได้ Voice Message จากเพื่อนยาวเกิน 3 นาที ให้ส่งข้อความมาที่ Heineken ทางแบรนด์จะส่งคูปองเบียร์กลับมาให้

สิ่งที่ Heineken ได้จากแคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การแจกโปรโมชันหรือกระตุ้นยอดขาย แต่เป็นการผู้คนชวนกันออกมาพบปะสังสรรค์ เปลี่ยนจากการส่ง Voice Message เป็นการคุยกันต่อหน้า และได้ใช้เวลาร่วมกัน

 

4. ผู้บริโภคพร้อมมีส่วนร่วมกับแคมเปญ ถ้าไม่ยัดเยียดแบรนด์เกินไป และมี Mechanic ที่ง่าย–ไม่ซับซ้อน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงในเซสชัน คือ แบรนด์อาจคิดแคมเปญที่ดี ไอเดียดี หรือครีเอทีฟน่าสนใจ แต่ถ้า Mechanic การเข้าร่วมยากเกินไป ผู้บริโภคก็อาจไม่ลงเล่นด้วย ตัวอย่างแคมเปญ เช่น

  • แคมเปญ “วิ่งแลกแว่น” ของ Lenskart ที่เข้าไปอยู่ใน Community นักวิ่ง แม้การวิ่งแทบไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแว่น แต่แบรนด์ไม่ได้พยายามยัดเยียดว่าใส่แว่นแล้วจะวิ่งดีขึ้น สิ่งที่แบรนด์ทำ คือ มองให้เห็นพฤติกรรมของคนวิ่ง และ Blend-in เข้าไปอยู่ในบริบทนั้นอย่างแนบเนียน

แคมเปญนี้ทำให้เกิด Engagement และ UGC (User Generated Content) เพราะ Mechanic ง่าย ชัด และเชื่อมโยงครบลูปทั้งออนไลน์และออฟไลน์

แคมเปญ EGGDAY “นอนน้อย แลกแซนวิช” วัตถุประสงค์ของแคมเปญไม่ใช่เพื่อสนับสนุนคนนอนน้อย แต่เพื่อเข้าใจบริบทของคนที่ไม่มีทางเลือกที่ต้องนอนดึก เช่น บางวันต้องทำงานจนถึงดึก บางช่วงต้องอ่านหนังสือเรียนถึงดึก แล้วต้องตื่นไปทำงาน ไปเรียนตอนเช้า แคมเปญนี้จึงอยากอยู่เคียงข้างคนนอนน้อย เมื่อตื่นเช้ามามาเรียน มาทำงาน ก็มาแลกแซนวิชได้

จากสองแคมเปญดังกล่าว ผู้บริโภคอาจไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ถ้าแบรนด์เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมนั้น และเข้าไปอยู่ได้ถูกที่ ถูกเวลา โดยไม่ยัดเยียดแบรนด์มากเกินไป และออกแบบ Mechanic ของแคมเปญที่ง่าย ไม่ซับซ้อน มีความน่าสนใจ ผู้บริโภคก็พร้อมร่วมลงเล่นและพร้อมแชร์ต่อ

SPARK 2026 by WPP Media 2026

 

5. Trust เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มากกว่า Transaction

ในเซสชันนี้ ได้พูดถึงการสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์ (Trust) ซึ่งความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการสื่อสารฝ่ายเดียวของแบรนด์ แต่มาจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ กับผู้บริโภคที่มากไปกว่า Transaction

แคมเปญ Lucky Fan Index ของทีมฟุตบอลจากโปแลนด์ จุดตั้งต้นแคมเปญนี้มาจากจำนวนผู้ชมเข้ามาชมการแข่งขันฟุตบอลลดลง แต่สโมสรไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะใช้โปรโมชันใหญ่ๆ หรือแจกตั๋วฟรี เพื่อดึงคนกลับมา

จึงเลือกใช้วิธีเข้าไปนั่งอยู่กลางใจแฟนบอล ด้วยการทำให้แฟนๆ รู้สึกว่า ทุกครั้งที่พวกเขาเข้ามาดูเกมในสนาม พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกและเหตุการณ์พิเศษในสนาม เข่น ทีมยิงจุดโทษได้สำเร็จ หรือโมเมนต์ปาฏิหาริย์บางอย่าง แฟนบอลจะได้รับ “แต้มโชคดี” สะสม

แม้แต้มนี้ไม่สามารถใช้เป็นส่วนลดหรือแลกของรางวัลได้ แต่มีคุณค่าทางจิตใจของแฟนบอล ที่ใช้โพสต์บนโซเชียลมีเดียได้ และทำให้แฟนบอลรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมสโมสร

นอกจากนี้ Trust ยังมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า/แบรนด์ แม้ปัจจุบันแบรนด์จะสื่อสารผ่านสื่อ ผ่าน KOL หรือ Influencer แต่ผู้บริโภคไม่ได้เชื่อทันที หลายคนกดลิงก์ เอาสินค้าใส่ตะกร้า แต่ยังไม่จ่ายเงินซื้อ เพราะต้องอ่านรีวิวก่อน และไม่ได้อ่านเฉพาะรีวิว 5 ดาว แต่เลือกอ่านรีวิว 1-2 ดาวก่อน หากเจอสิ่งที่รู้สึกไม่มั่นใจ ก็พร้อมเอาสินค้าออกจากตะกร้า

ขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ Consumer Trust เท่านั้น Influencer Trust ก็สำคัญขึ้นเช่นกัน เช่น สินค้าบางประเภท KOL, Influencer อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ จึงไม่ตัดสินใจรับงานทันที หรือต้องตรวจสอบก่อน ทำให้เห็นว่าแม้แต่ KOL, Influencer ก็พร้อมตั้งคำถามกับแบรนด์ หากสินค้าและคุณสมบัติของสินค้ายังมีจุดที่สงสัยหรือยังไม่ชัดเจน

ดังนั้น การสื่อสารของแบรนด์ต้องตั้งอยู่บนคุณภาพจริง ไม่ Overclaim และไม่ละเลยรายละเอียด เพราะต้นทุนของการสูญเสีย Trust นั้นสูง และการเอา Trust กลับคืนมายากกว่าการสร้างตั้งแต่แรกมาก

SPARK 2026 by WPP Media 2026

 

ยามเกิดวิกฤต แบรนด์ต้องรู้ว่าจะเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อย่างไร ให้ถูกจังหวะ ถูกเวลา และถูกบริบท

ท่ามกลางสถานการณ์โลกและประเทศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำถามที่หลายแบรนด์ต้องเจอ คือ แบรนด์ควรเข้าไปมีบทบาทไหม ควรเข้าไปในจังหวะไหน หรือยังไม่ควร Take Action ใดๆ

ในมุมของ คุณพิชญา ได้ยกตัวอย่างแคมเปญ Recipe for Change ของ Puck ภายใต้บริษัท Arla Foods ผู้ผลิตเครื่องปรุงในเลบานอน นำพาแบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เปราะบางได้ หากเข้าใจ Human Insight ที่ลึกพอ แบรนด์ไม่ได้มองแค่ภาพใหญ่ของสงคราม แต่จับอินไซต์เรื่องความมั่นคงด้านจิตใจ ความภูมิใจ และรายได้ของกลุ่มแม่บ้านที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ในขณะที่สามีออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนคนรุ่นใหม่โยกย้ายออกนอกประเทศ

แบรนด์จึงทำแคมเปญเพื่อให้แม่บ้านถ่ายทอดสูตรอาหารของตนเองให้กับร้านอาหารเลบานอนในต่างประเทศ พร้อมแบ่งรายได้จากการขายเมนูนั้นๆ กลับมาให้เจ้าของสูตร ทำให้เหล่าแม่บ้านอิ่มเอมใจว่าสูตรอาหารของตนเองนั้นมีคุณค่าต่อผู้คน

ในขณะที่บริบทประเทศไทย คุณธีนิดา ฉายภาพว่าเวลามีวิกฤต แบรนด์ต้องติดตามเสียงบนโซเชียลมีเดียว่าผู้คนพูดถึงแบรนด์อย่างไร และแบรนด์ควรพิจารณาว่าจะ Take Action แบบไหน ซึ่งในหลายวิกฤตที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับแบรนด์ จึงไม่จำเป็นที่จะต้อง Take Action ทุกกรณีเสมอไป แต่ถ้าจะดำเนินการ ต้องต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากเข้าไปผิดจังหวะ ผิดเวลา หรือผิดบริบท อาจได้รับ Negative Voice กลับมาแทน

ในทางกลับกัน หากแบรนด์เข้าใจสถานการณ์ และเข้าไปถูกจังหวะ ถูกเวลา ถูกบริบท ก็สามารถสร้าง Positive Voice ได้

อย่างสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด หลายศูนย์การค้าเปิดพื้นที่ให้ประชาชนนำรถเข้าไปจอดในช่วงน้ำท่วม, บริการ Delivery ประกาศให้ไรเดอร์สามารถยกเลิกออเดอร์ได้โดยไม่ลดคะแนน เพื่อให้กลับไปดูแลครอบครัว

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างภายในวันเดียว แต่เป็นการ “สะสมแต้มบุญ” ของแบรนด์ในระยะยาว เพราะเมื่อถึงวันที่แบรนด์เผชิญวิกฤตหรือถูกโจมตี ความสัมพันธ์ที่สะสมไว้จะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจและปกป้องแบรนด์ได้

 

เตรียมพร้อมสู่ปี 2027 จาก Attention Economy สู่ Relevance Economy และ AI + HI

เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2027 สิ่งที่นักการตลาดต้องเตรียมตัวไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังต้องเข้าใจให้ลึกขึ้นว่า ผู้บริโภคของแบรนด์คือใคร ต้องการอะไร กังวลเรื่องอะไร อะไรคือ Pain Point ที่แท้จริง และเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ-ไม่ซื้อ

คุณพิชญา เล่าจากประสบการณ์ที่ไป Cannes Lions ตั้งแต่ปี 2023-2026 ว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก จากปี 2023 ที่การพูดถึง AI ยังถูกมองเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น มาถึงปี 2025 เริ่มพูดถึงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ กับ AI และในปี 2026 AI กลายเป็นสิ่งที่เรื่องปกติไปแล้ว เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ

  • True Audience Problem หรือการเข้าใจความต้องการลึก ๆ ความกังวล และความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค
  • Relevance จะยิ่งสำคัญขึ้น ไม่ใช่แค่ในมุมที่แบรนด์ต้องสื่อสารกับคนผ่านอารมณ์ หรือ Engagement เท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้ AI เข้าใจแบรนด์และเลือกแบรนด์มาเป็นคำตอบ/คำแนะนำให้กับผู้บริโภค

สอดคล้องกับทาง คุณธีนิดา มองว่าสิ่งที่แบรนด์ต้องเตรียมตัวใน 3 เรื่องหลัก คือ

  • ขยับจาก Attention ไปสู่ Relevance มากขึ้น แบรนด์ต้องพยายามหาให้เจอว่า ผู้บริโภคของแบรนด์ หรือ Super Target คือใคร ต้องการอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน และต้องไม่ยัดเยียดแบรนด์หรือสินค้าให้ผู้บริโภคซื้อ แต่ต้อง Blend-in เข้าไปอยู่ในสังคม หรือ Community ของเขาได้อย่างแนบเนียน เพราะคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ช่วยเผยแพร่แบรนด์ต่อไปยัง Community ของตัวเอง
  • AI + HI ทุกวันนี้เป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ การใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงแม้ AI จะช่วย Scale งานได้ แต่การจะชนะใจผู้บริโภค (Win Heart) ได้จริง ยังต้องอาศัย “Human Intelligence” ในการทำให้ชิ้นงานของแบรนด์น่าสนใจ โดนใจ และมีประสบการณ์แบบคนสู่คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ทั้งหมด
  • Trust เพราะในวันที่แบรนด์สื่อสารออกไปตรงๆ ได้ยากขึ้น ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากสิ่งที่แบรนด์พูดฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัย Partner, Community และผู้บริโภคจริง ช่วยผลักดันให้ Trust ของแบรนด์แข็งแรงขึ้น

การเตรียมพร้อมเข้าสู่ปี 2027 จึงไม่ใช่แค่การใช้ AI ให้เร็วกว่าใคร แต่คือการเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกกว่าเดิม สร้างความเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของผู้บริโภค และสร้างความไว้วางใจผ่านคุณภาพสินค้า-บริการ ประสบการณ์จริง บทสนทนาจริง และ Community ที่ผู้บริโภคชอบ หรือสนใจ 

SPARK 2026 by WPP Media 2026

 


WP
อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ