
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน ค่าครองชีพสูง ภัยพิบัติ และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ที่ทำให้คนไทยต้อง “รับมือ” อยู่ตลอดเวลา และสร้าง “แรงกดดัน” ในการดำรงชีวิต ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องเผชิญ ส่งผลต่อ “การใช้จ่าย” ที่ไม่ใช่แค่ใช้จ่ายน้อยลง แต่ “คิดมากขึ้นก่อนใช้เงิน” พิจารณาอย่างถี่ถ้วน สิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนคุ้มค่า และสิ่งไหนสามารถ “เดี๋ยวก่อน” ยังไม่ต้องซื้อตอนนี้ก็ได้
หนึ่งในเซสชั่นที่น่าสนใจ “Marketing Trend 2026-2027: Market & Consumer” ในงาน “Marketing Conference 2026” โดย ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ คุณยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ Vice President of Strategic Accounts, Milieu Insight (Thailand) ร่วมกันฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และสิ่งที่นักการตลาด-แบรนด์ควรปรับตัวและเตรียมความพร้อม
ยุค “เดี๋ยวก่อน” เมื่อความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจซื้อชะลอออกไป
ผศ.ดร.เอกก์ ฉายภาพว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุค “เดี๋ยวก่อน” จากเมื่อก่อนคนมีกำลังซื้อลดลง จึงชะลอการซื้อออกไป แต่ปัจจุบัน แม้บางคนยังมีกำลังซื้อ แต่เมื่อความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจซื้อก็ถูกชะลอออกไปเช่นกัน
เช่น กำลังจะซื้อบ้าน กำลังจะซื้อรถ แต่ปรากฏว่าเจอเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุด ก็เดี๋ยวก่อน ยังไม่ซื้อตอนนี้ เมื่อผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายในช่วงนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการตลาดตามมา
ด้าน คุณยุวดี มองว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่เปลี่ยนจาก “ความกังวล” ไปสู่การเป็น “Conscious Consumer” มากขึ้น คือ เลือกซื้อสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นกับตัวเองก่อน

5 เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคแห่งความไม่แน่นอน พร้อมกลยุทธ์รับมือ
Milieu Insight (Thailand) ได้ทำการศึกษาช่วงไตรมาส 2/2006 พบพฤติกรรมผู้บริโภคไทย 5 แนวโน้มสำคัญ
1. ยุคเศรษฐกิจเน้น “คุณค่า” มาก่อน (Value-first Economy)
สถานการณ์ปัจจุบัน กระทบการจัดสรรเงินแทบทุกหมวดของผู้บริโภค และเปลี่ยนจากความกังวล เป็นพฤติกรรมลด หรือชะลอรายจ่าย โดยคนจะเลือกซื้อ “ของจำเป็น” มาก่อน ขณะที่กระแสและแบรนด์มีในใจ แต่ตามมาทีหลัง
- 84% ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม
- 82% สนใจเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
- 73% ให้ความสำคัญกับราคาและความคุ้มค่า
- 72% กังวลค่าใช้จ่ายของจำเป็น
- 64% ชะลอของไม่จำเป็นออกไปก่อน
อย่างไรก็ตามแม้ผู้รบิโภคจะเลือกซื้อของจำเป็นก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำ “แบรนด์ดิ้ง” ไม่สำคัญ เพราะถึงอย่างไรแบรนด์ที่นำเสนอในสิ่งที่ผู้บริโภคมองหา ย่อมมีโอกาสที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อแบรนด์นั้นๆ
กลยุทธ์แบรนด์ควรทำ:
- นำเสนอความคุ้มค่าที่พิสูจน์ได้ เห็นได้ชัดเจน และเปรียบเทียบได้
- แรงกดดันไม่ได้เท่ากันทุกวัย อย่างคนวัย 55 ปีขึ้นไป ชะลอการซื้อมากกว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ 16-24 ปี
- โปรโมชั่น เพิ่มคุณค่าของสินค้าที่จำเป็น และเร่งการตัดสินใจซื้อ แทนการลดราคา
2. Customer Journey เป็นดิจิทัลตลอดทั้งเส้นทาง (Digital-first Journey)
วันนี้ Consumer Journey ตั้งแต่การสร้าง Demand การค้นพบแบรนด์ การรับรู้แคมเปญ การค้นหาข้อมูล ไปจนถึงการซื้อสินค้า ถูกขับเคลื่อนผ่านดิจิทัล
- 84% ของผู้บริโภคใช้เวลาบนดิจิทัลมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน
- 81% เรียนรู้เสริมทักษะด้วยตนเองทางออนไลน์
- 80% ค้นพบกิจกรรมต่างๆ ผ่าน Social Media
- 63% ซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก
กลยุทธ์ที่แบรนด์ควรทำ:
- คอนเทนต์ ต้องนำด้วย “ความบันเทิง” ก่อน เพราะปัจจัยการเลือกซื้อของผู้บริโภค มากถึง 69% มาจากความบันเทิง
- รูปแบบคอนเทนต์กระจาย ไม่ควรฝากไว้กับฟอร์แมตเดียว (Integrated Content)
- ผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ เทคโนโลยีนั้นต้องใช้งานง่าย ใช้ได้จริง และคุ้มค่า
3. การบริหารจัดการทางการเงิน เพิ่มทักษะ และหารายได้เสริม (Financial Resilience)
วันนี้พบว่าคนไทยเปลี่ยนการรับมือค่าครองชีพ จากลดรายจ่าย ไปสู่การสร้างความมั่นคงเชิงรุกผ่านการออม หารายได้เสริม และพัฒนาทักษะมากขึ้น
- 72% สนใจการออมและการบริหารจัดการทางการเงิน
- 70% สร้างรายได้เพิ่มด้วยการทำธุรกิจเสริม
- 66% ให้ความสำคัญกับรายได้/ความมั่นคง
- 66% พัฒนาทักษะ
กลยุทธ์ที่แบรนด์ควรทำ:
- แบรนด์ต้องเข้าใจว่า “เรื่องเงิน” ของผู้บริโภคแต่ละช่วงช่วงชีวิตแตกต่างกัน จึงควรกำหนดคุณค่าทางการเงินตาม Life stage เช่น คนรุ่นใหม่ เน้นการออม ขณะที่คนอายุ 55 ปีขึ้นไป เสริมความมั่นคงในวัยเกษียณ
- ความตื่นตัวและความพร้อมในการสร้างรายได้เสริม ผลจากคนไทยเจอแรงกดดัน จึงทำอาชีพเสริมมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้
- บริบทพื้นที่ต่างกัน มีผลต่อทัศนคติทางการเงินแตกต่างกัน อย่างคนกรุงเทพฯ เน้นเงินหลังเกษียณ ขณะที่ต่างจังหวัด เน้น Financial Security เป็นหลัก
4. การดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Wellness)
การดูแลสุขภาพกลายเป็นความต้องการในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมทั้งการดูแลกายและใจ การนอนหลับดี การคุมอาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย และป้องกันโรค เพื่อทำให้มี Longevity
- 66% จัดการความเครียด
- 61% ปรับพฤติกรรมการนอน
- 59% คุมอาหาร/โภชนาการ
- 57% ออกกำลังกาย
- 53% ป้องกันโรค
กลยุทธ์ที่แบรนด์ควรทำ:
- การนอนเป็น Pain Point เด่นในวัยทำงาน แบรนด์ที่ต้องการทำการตลาดกับกลุ่มคนวัยทำงาน ควรเน้น Sleep Recovery เป็นแกนหลักของ Wellness Proposition ในวัยทำงาน ที่ผสานเข้ากับชีวิตประจำวัน
- Wellness ควรเชื่อมใจและกาย รวมถึงการนอน (Mind-Body Wellness) มากกว่าการสื่อสารผลลัพธ์เฉพาะด้าน เช่น รูปร่าง
- กิจกรรมการดูแลสุขภาพมีความแตกต่างกันตามเพศ จึงควรออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม หลีกเลี่ยงการสื่อสารแบบเหมารวมทางเพศ
5. มองหาความสุขแบบเอื้อมถึง (Affordable Escape)
แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังต้องการพักผ่อนและเติมพลังด้วยการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวยุคนี้ ผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่าและควบคุม Budget ได้
- 86% ท่องเที่ยวแนวพักผ่อน
- 65% วางแผนเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ
- 60% ราคา/ความคุ้มค่าเป็นปัจจัยหลัก
- 54% ท่องเที่ยวกับครอบครัว
กลยุทธ์ที่แบรนด์ควรทำ:
- แรงจูงใจหลักของการท่องเที่ยวคือ การพักผ่อน ดังนั้นแบรนด์ควรวางคุณค่าของการเดินทางไว้ที่ “การฟื้นฟูพลัง” พร้อมลดความซับซ้อนตลอดการวางแผนการเดินทาง
- ต่างจังหวัดมีแนวโน้มเลือกท่องเที่ยวในประเทศมากกว่ากรุงเทพฯ ดังนั้นกำหนดจุดหมายปลายทางและการสื่อสารตามบริบทของพื้นที่ โดยเพิ่มน้ำหนักการท่องเที่ยวในประเทศสำหรับกลุ่มต่างจังหวัด
- กลุ่มงบน้อย ยังสนใจท่องเที่ยว แต่เน้นเที่ยวแบบประหยัด ดังนั้นแบรนด์ควรนำเสนอราคารวมที่โปร่งใส ตัวเลือกยืดหยุ่น และควบคุมงบประมาณการท่องเที่ยวได้ล่วงหน้า

Marketing Funnel กำลังรั่วทั้งบนและล่าง!
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว ผศ.ดร.เอกก์ ได้ชี้ให้เห็นสัญญาณความท้าทายในฝั่งการตลาดและนักการตลาด
- มากกว่า 70% ของ CMO บริษัทในไทยบอกว่าแช่แข็ง หรือลดงบการตลาด
- เม็ดเงินโฆษณาหนังสือพิมพ์ติดลบ -20% ลดลงมาอยู่ที่ 994 ล้านบาท ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
- เม็ดเงินโฆษณาทีวีลด -5% จาก 5.07 หมื่นล้านบาท ลงมาอยู่ที่กว่า 2.9 หมื่นล้านบาท
- 75% หรือ 3 ใน 4 ของผู้ซื้อออนไลน์ หลังจากหยิบสินค้าใส่รถเข็น หรือตะกร้าแล้ว เลือกที่จะทิ้งรถเข็น/ตะกร้า
จากสัญญาณอันตรายแล้ว ยังพบว่ากรวยของ Marketing Funnel ตั้งแต่ Awareness ไปจนถึง Conversion ปัจจุบันอยู่ในภาวะ “กรวยรั่ว” ทั้งรั่วบน และรั่วด้านล่าง ซึ่งรอยรั่วเหล่านี้ ทำลาย ROI (Return on Investment)
- รั่วด้านบนของกรวย: คนเสิร์ชน้อยลง 10%
- รั่วด้านล่างของกรวย: หลังจากหยิบสินค้าใส่ตะกร้า/รถเข็นบนช่องทางออนไลน์แล้ว มากถึง 75% เลือกทิ้งรถเข็น/ทิ้งตะกร้า

โจทย์ใหญ่ของนักการตลาด ต้อง “รู้” และ “รักษ์” ลูกค้าให้มากขึ้น
ผศ.ดร.เอกก์ สรุปโจทย์ของนักการตลาดออกมาเป็น 2 คำ คือ “รู้” และ “รักษ์”
- รู้ คือ “รู้ว่าไม่รู้” ในยุคนี้การหาข้อมูล นักการตลาดมีเครื่องมือการตลาดมากมาย เช่น Social Listening Tools หลากหลาย ทำให้สิ่งที่เราไม่รู้ เราได้รู้
- รักษ์ ด้วยความที่สถานการณ์ที่คนยากลำบากขึ้น ทั้งจากเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ สิ่งที่นักการตลาด หรือแบรนด์ทำได้ คือ ดูแลและไม่ทิ้งผู้บริโภค
“ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงไป มีคนถูกทิ้งอยู่ข้างหลังเยอะมาก แบรนด์ควรใช้โอกาสนี้รักลูกค้า รักษ์โลก และรักษ์สังคมมากขึ้น ซึ่งช่วยพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแรงขึ้น และอยู่กับสัใช้รูปแบบของการรักลูกค้า รักษ์โลกและรักษ์สังคมมากขึ้น ในการพัฒนาแบรนดให้แข็งแรง และอยู่กับสังคมได้ดีมากขึ้น” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวทิ้งท้าย







