[ข่าวประชาสัมพันธ์]

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดงาน Krungsri Business Forum: The Business Battlefield ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อชวนภาคธุรกิจมองความเปลี่ยนแปลงของโลกให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเตรียมพร้อมรับมือกับโจทย์การแข่งขันในระยะยาว
ภายใต้แนวคิด “The Business Battlefield” งานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกธุรกิจกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย การเติบโตในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การรักษาจุดแข็งที่มีอยู่ แต่ต้องมองหาโอกาสใหม่และสร้างความสามารถที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย
ภายในงานนำเสนอ 6 Forums ที่ครอบคลุมโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทย โดยเริ่มจาก Forum 1: Thailand’s Next Competitive Advantage: Turning Global Challenges into National Opportunities ที่ชวนมองว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายจากสถานการณ์โลกให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร ผ่านการพัฒนาความเชี่ยวชาญ การสร้างนวัตกรรม และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ
ต่อด้วย Forum 2: The War Room: Geopolitics, Power and the New Rules of Competition ที่เจาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการแข่งขันทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป เมื่อปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ทางการค้าส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัว ไม่ใช่เพียงแข่งขันด้านต้นทุน คุณภาพ และการส่งมอบสินค้า แต่ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความสามารถในการปรับตัว และความน่าเชื่อถือด้วย
ขณะที่ Forum 3: The New Opportunities of Thailand’s Food Economy มุ่งสำรวจโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจอาหารไทย ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การต่อยอดวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับอาหารไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดย Forum 4: Thailand’s Future Economy : The Next Growth Engine in the Fragmented World นำเสนอทิศทางการเติบโตของประเทศไทยในยุค AI ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิด 3S ได้แก่ Security, Stability และ S-Curve รวมถึงการพัฒนา Clean Energy, Smart Grid และ Green Transport & Logistics เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ส่วน Forum 5: Building the New Foundations of Thailand’s Next Growth Engine ชวนมองรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริง ทั้งพลังงานสะอาด ความมั่นคงด้านน้ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบ Movement & Mobility โดยเน้นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความพร้อมและความเชื่อมโยงของระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจในระยะยาว
ปิดท้ายด้วย Forum 6: Future Mobility Economy, Reinventing Thailand’s Automotive Ecosystem ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากเดิมที่เน้นการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน ไปสู่ระบบนิเวศ Mobility ที่ขับเคลื่อนด้วย Software, AI และ Data มากขึ้น ทั้งการพัฒนายานยนต์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software Defined Vehicle) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืน ตลอดจนความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
นอกจากเวทีเสวนาทั้ง 6 Forums แล้ว ภายในงานยังมี Exhibition สำหรับนำเสนอโซลูชันทางธุรกิจและการเงิน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม
ภาพรวมของงานจึงไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ แต่ยังชวนให้มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในแต่ละอุตสาหกรรม ตั้งแต่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับประเทศ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการต่อยอดอย่างมากก็คือ อุตสาหกรรมอาหารไทย
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองคือ Forum 3: The New Opportunities of Thailand’s Food Economy ซึ่งชวนมองอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ไกลกว่าการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และความคาดหวังด้านความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าไทยจะผลิตอาหารได้มากหรือมีคุณภาพเพียงใด แต่คือจะต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดโลกได้อย่างไร
อนาคตของอาหารไทย เริ่มจากการมองให้ไกลกว่าปัญหาวันนี้

การวางกลยุทธ์ธุรกิจอาหารในวันนี้ ไม่สามารถมองเฉพาะต้นทุนหรือความต้องการของตลาดในระยะสั้นได้อีกต่อไป เพราะธุรกิจกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้ง Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ความต้องการของผู้บริโภค และการแข่งขันในตลาดโลก
ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของ Future Food หรืออาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงตลอดห่วงโซ่คุณค่าอาหาร (Food Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงผู้บริโภค
แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคิดค้นอาหารรูปแบบใหม่ แต่ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปอาหาร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ใช้เทคโนโลยีตลอด 4F เปลี่ยน Food Value Chain ให้สร้างมูลค่าได้มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารสามารถมองผ่านแนวคิด 4F ได้แก่ Feed, Farm, Food และ Family ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจาก Feed หรืออาหารสัตว์และการจัดการด้านอาหารสัตว์ เทคโนโลยี AI และการพัฒนาสายพันธุ์สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่วน Farm หรือภาคการเลี้ยงสัตว์ สามารถนำ AI มาใช้ติดตามสุขภาพสัตว์และช่วยเฝ้าระวังโรค เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการฟาร์ม
ขณะที่ Food หรือกระบวนการพัฒนาและผลิตอาหาร สามารถใช้ AI และข้อมูลมาช่วยพัฒนาสูตรอาหาร เลือกใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดของเสียจากกระบวนการผลิต ส่วน Family ซึ่งสะท้อนความต้องการของผู้บริโภคและครอบครัว ก็กำลังมีบทบาทมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและโภชนาการมากกว่าเดิม โดยเฉพาะความต้องการอาหารที่ช่วยตอบโจทย์การดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
ภาพรวมของ 4F จึงสะท้อนว่า โอกาสของ Future Food ไม่ได้อยู่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้แตกต่าง แต่ยังอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดกระบวนการ และทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
ผลิตอาหารให้ดี ต้องไม่ลืมดูแลโลก
สำหรับธุรกิจอาหาร ความท้าทายไม่ได้จบลงเมื่อสามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐาน แต่ยังรวมถึงการทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

คุณสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโสและรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองว่า การดำเนินธุรกิจอาหารไม่ได้มองเพียงการผลิตอาหารสัตว์หรืออาหารสำหรับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยหนึ่งในแนวทางที่เกี่ยวข้องคือการนำพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) มาใช้สนับสนุนกระบวนการดำเนินงาน
ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาวต้องเดินไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่แยกจากกัน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนยังเชื่อมโยงกับความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพหรือรสชาติดีเพียงใด แต่ยังสนใจด้วยว่าวัตถุดิบมาจากไหน และผ่านกระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด
วัตถุดิบไทยมีจุดแข็ง แต่ต้องต่อยอดให้ตรงใจตลาดโลก

ดร.คริส ออร์แรน Senior Department Manager, Group Discovery & Development บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของที่มาของวัตถุดิบและความรับผิดชอบในกระบวนการผลิต โดยมองว่าในโลกที่มีกฎเกณฑ์และข้อกำหนดเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคต้องการทราบว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้มีที่มาอย่างไร และผลิตขึ้นด้วยความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารไม่ได้หมายความว่าต้องมุ่งสร้างนวัตกรรมใหม่หรือเน้นความยั่งยืนเพียงด้านเดียว เพราะหัวใจสำคัญยังอยู่ที่คุณภาพและรสชาติ รวมถึงการทำให้ผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความคุ้นเคยของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น
สำหรับประเทศไทย จุดแข็งด้านวัตถุดิบท้องถิ่น (Local Ingredients) และความหลากหลายของอาหารไทยจึงเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาต่อยอดได้ แต่โจทย์อยู่ที่การพัฒนาจุดแข็งเหล่านี้ให้ตอบโจทย์ตลาดเป้าหมาย และขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนของ Food Value Chain ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่อาจมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การเลือกโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี แล้วเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญหรือพันธมิตรจากด้านอื่น จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตได้มากขึ้น
ดังนั้น โอกาสของอาหารไทยจึงไม่ได้อยู่แค่การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสินค้าใหม่ แต่ยังรวมถึงการรู้จักจุดแข็งของตัวเอง เลือกตลาดให้เหมาะสม และสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนต้นทุนที่มีอยู่ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่แข่งขันได้ในระดับสากล
สร้าง Food Innovation Hub เชื่อมคนเก่ง เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ
แม้ผู้ประกอบการจะมีวัตถุดิบที่ดี เทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ แต่การขยายธุรกิจไปสู่ตลาดโลกยังต้องอาศัยองค์ประกอบอีกหลายด้าน ทั้งความรู้ เงินทุน เครือข่ายทางธุรกิจ และช่องทางเข้าถึงตลาด

คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองว่า โอกาสทางธุรกิจไม่ได้อยู่เฉพาะปลายทางของความสำเร็จ แต่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้ง Food Value Chain ตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิต การจัดจำหน่าย และการขยายตลาด
การสร้าง Food Innovation Hub จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งจะทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย Ecosystem ที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายและงานวิจัย ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา ผู้ประกอบการ SME และสถาบันการเงิน เพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายยังขาด
เมื่อมี Platform ที่ช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านี้ ผู้ประกอบการก็มีโอกาสเข้าถึงความรู้และความร่วมมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงขยายตลาดจากระดับประเทศไปสู่ระดับสากลได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน การสนับสนุนด้าน Financing หรือสินเชื่อ ก็เป็นอีกกลไกที่ช่วยให้ SME มีเงินทุนสำหรับต่อยอดธุรกิจและคว้าโอกาสใหม่ ๆ ได้
ในมุมนี้ บทบาทของธนาคารกรุงศรีร่วมกับ MUFG ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนด้านเงินทุน แต่ยังรวมถึงการเป็น Platform เชื่อมโยงเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าถึงคู่ค้าต่างชาติ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และมองหาโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญหรือ Talent และเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมอาหารไทย ยังเป็นอีกแนวทางในการเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยด้านอาหารและวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นพื้นฐานในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดธุรกิจ
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกันได้อย่างเหมาะสม โอกาสของ SME ก็จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพียงลำพัง แต่ยังมาจากการเข้าถึงพันธมิตร ความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้ไกลกว่าเดิม
อาหารไทยจะเติบโตได้ไกล ต้องเปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นโอกาส
จากมุมมองใน Forum 3: The New Opportunities of Thailand’s Food Economy สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่มาต่อยอดให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพตลอด Food Value Chain การผลิตอาหารที่มีคุณภาพควบคู่กับความยั่งยืน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัย Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันการเงิน และเครือข่ายต่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SME สามารถเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสที่จำเป็นต่อการพัฒนา
ท้ายที่สุด การสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจอาหารไทยจึงไม่ใช่แค่การผลิตสินค้าให้ดีขึ้น แต่คือการมองเห็นโอกาสใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง และสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน
นี่คืออีกหนึ่งมุมมองจาก Krungsri Business Forum: The Business Battlefield ที่ชวนให้ภาคธุรกิจมองอนาคตเชิงกลยุทธ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในวันนี้ แต่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตให้ธุรกิจไทยก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม
[ข่าวประชาสัมพันธ์]
