“เจาะมุมมองประเทศไทย จากงาน Krungsri Business Forum: The Business Battlefield กับโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจอาหารไทย”


[ข่าวประชาสัมพันธ์]

 

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดงาน Krungsri Business Forum: The Business Battlefield ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อชวนภาคธุรกิจมองความเปลี่ยนแปลงของโลกให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเตรียมพร้อมรับมือกับโจทย์การแข่งขันในระยะยาว

ภายใต้แนวคิด “The Business Battlefield” งานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกธุรกิจกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย การเติบโตในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การรักษาจุดแข็งที่มีอยู่ แต่ต้องมองหาโอกาสใหม่และสร้างความสามารถที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย

ภายในงานนำเสนอ 6 Forums ที่ครอบคลุมโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทย โดยเริ่มจาก Forum 1: Thailand’s Next Competitive Advantage: Turning Global Challenges into National Opportunities ที่ชวนมองว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายจากสถานการณ์โลกให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร ผ่านการพัฒนาความเชี่ยวชาญ การสร้างนวัตกรรม และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

ต่อด้วย Forum 2: The War Room: Geopolitics, Power and the New Rules of Competition ที่เจาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการแข่งขันทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป เมื่อปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ทางการค้าส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัว ไม่ใช่เพียงแข่งขันด้านต้นทุน คุณภาพ และการส่งมอบสินค้า แต่ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความสามารถในการปรับตัว และความน่าเชื่อถือด้วย

ขณะที่ Forum 3: The New Opportunities of Thailand’s Food Economy มุ่งสำรวจโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจอาหารไทย ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การต่อยอดวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับอาหารไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดย Forum 4: Thailand’s Future Economy : The Next Growth Engine in the Fragmented World นำเสนอทิศทางการเติบโตของประเทศไทยในยุค AI ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิด 3S ได้แก่ Security, Stability และ S-Curve รวมถึงการพัฒนา Clean Energy, Smart Grid และ Green Transport & Logistics เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ส่วน Forum 5: Building the New Foundations of Thailand’s Next Growth Engine ชวนมองรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริง ทั้งพลังงานสะอาด ความมั่นคงด้านน้ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบ Movement & Mobility โดยเน้นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความพร้อมและความเชื่อมโยงของระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจในระยะยาว

ปิดท้ายด้วย Forum 6: Future Mobility Economy, Reinventing Thailand’s Automotive Ecosystem ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากเดิมที่เน้นการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน ไปสู่ระบบนิเวศ Mobility ที่ขับเคลื่อนด้วย Software, AI และ Data มากขึ้น ทั้งการพัฒนายานยนต์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software Defined Vehicle) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืน ตลอดจนความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

นอกจากเวทีเสวนาทั้ง 6 Forums แล้ว ภายในงานยังมี Exhibition สำหรับนำเสนอโซลูชันทางธุรกิจและการเงิน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม

ภาพรวมของงานจึงไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ แต่ยังชวนให้มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในแต่ละอุตสาหกรรม ตั้งแต่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับประเทศ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการต่อยอดอย่างมากก็คือ อุตสาหกรรมอาหารไทย

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองคือ Forum 3: The New Opportunities of Thailand’s Food Economy ซึ่งชวนมองอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ไกลกว่าการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และความคาดหวังด้านความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าไทยจะผลิตอาหารได้มากหรือมีคุณภาพเพียงใด แต่คือจะต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดโลกได้อย่างไร

 

อนาคตของอาหารไทย เริ่มจากการมองให้ไกลกว่าปัญหาวันนี้

 

การวางกลยุทธ์ธุรกิจอาหารในวันนี้ ไม่สามารถมองเฉพาะต้นทุนหรือความต้องการของตลาดในระยะสั้นได้อีกต่อไป เพราะธุรกิจกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้ง Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ความต้องการของผู้บริโภค และการแข่งขันในตลาดโลก

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของ Future Food หรืออาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงตลอดห่วงโซ่คุณค่าอาหาร (Food Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงผู้บริโภค

แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคิดค้นอาหารรูปแบบใหม่ แต่ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปอาหาร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

 

ใช้เทคโนโลยีตลอด 4F เปลี่ยน Food Value Chain ให้สร้างมูลค่าได้มากขึ้น

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารสามารถมองผ่านแนวคิด 4F ได้แก่ Feed, Farm, Food และ Family ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจาก Feed หรืออาหารสัตว์และการจัดการด้านอาหารสัตว์ เทคโนโลยี AI และการพัฒนาสายพันธุ์สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่วน Farm หรือภาคการเลี้ยงสัตว์ สามารถนำ AI มาใช้ติดตามสุขภาพสัตว์และช่วยเฝ้าระวังโรค เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการฟาร์ม

ขณะที่ Food หรือกระบวนการพัฒนาและผลิตอาหาร สามารถใช้ AI และข้อมูลมาช่วยพัฒนาสูตรอาหาร เลือกใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดของเสียจากกระบวนการผลิต ส่วน Family ซึ่งสะท้อนความต้องการของผู้บริโภคและครอบครัว ก็กำลังมีบทบาทมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและโภชนาการมากกว่าเดิม โดยเฉพาะความต้องการอาหารที่ช่วยตอบโจทย์การดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ภาพรวมของ 4F จึงสะท้อนว่า โอกาสของ Future Food ไม่ได้อยู่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้แตกต่าง แต่ยังอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดกระบวนการ และทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

 

ผลิตอาหารให้ดี ต้องไม่ลืมดูแลโลก

สำหรับธุรกิจอาหาร ความท้าทายไม่ได้จบลงเมื่อสามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐาน แต่ยังรวมถึงการทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

คุณสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโสและรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)

คุณสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโสและรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองว่า การดำเนินธุรกิจอาหารไม่ได้มองเพียงการผลิตอาหารสัตว์หรืออาหารสำหรับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยหนึ่งในแนวทางที่เกี่ยวข้องคือการนำพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) มาใช้สนับสนุนกระบวนการดำเนินงาน

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาวต้องเดินไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่แยกจากกัน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนยังเชื่อมโยงกับความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพหรือรสชาติดีเพียงใด แต่ยังสนใจด้วยว่าวัตถุดิบมาจากไหน และผ่านกระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด

 

วัตถุดิบไทยมีจุดแข็ง แต่ต้องต่อยอดให้ตรงใจตลาดโลก

ดร.คริส ออร์แรน Senior Department Manager, Group Discovery & Development บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ดร.คริส ออร์แรน Senior Department Manager, Group Discovery & Development บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของที่มาของวัตถุดิบและความรับผิดชอบในกระบวนการผลิต โดยมองว่าในโลกที่มีกฎเกณฑ์และข้อกำหนดเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคต้องการทราบว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้มีที่มาอย่างไร และผลิตขึ้นด้วยความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารไม่ได้หมายความว่าต้องมุ่งสร้างนวัตกรรมใหม่หรือเน้นความยั่งยืนเพียงด้านเดียว เพราะหัวใจสำคัญยังอยู่ที่คุณภาพและรสชาติ รวมถึงการทำให้ผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความคุ้นเคยของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งด้านวัตถุดิบท้องถิ่น (Local Ingredients) และความหลากหลายของอาหารไทยจึงเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาต่อยอดได้ แต่โจทย์อยู่ที่การพัฒนาจุดแข็งเหล่านี้ให้ตอบโจทย์ตลาดเป้าหมาย และขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนของ Food Value Chain ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่อาจมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การเลือกโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี แล้วเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญหรือพันธมิตรจากด้านอื่น จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตได้มากขึ้น

ดังนั้น โอกาสของอาหารไทยจึงไม่ได้อยู่แค่การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสินค้าใหม่ แต่ยังรวมถึงการรู้จักจุดแข็งของตัวเอง เลือกตลาดให้เหมาะสม และสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนต้นทุนที่มีอยู่ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่แข่งขันได้ในระดับสากล

 

สร้าง Food Innovation Hub เชื่อมคนเก่ง เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ

แม้ผู้ประกอบการจะมีวัตถุดิบที่ดี เทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ แต่การขยายธุรกิจไปสู่ตลาดโลกยังต้องอาศัยองค์ประกอบอีกหลายด้าน ทั้งความรู้ เงินทุน เครือข่ายทางธุรกิจ และช่องทางเข้าถึงตลาด

 

คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองว่า โอกาสทางธุรกิจไม่ได้อยู่เฉพาะปลายทางของความสำเร็จ แต่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้ง Food Value Chain ตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิต การจัดจำหน่าย และการขยายตลาด

การสร้าง Food Innovation Hub จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งจะทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย Ecosystem ที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายและงานวิจัย ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา ผู้ประกอบการ SME และสถาบันการเงิน เพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายยังขาด

เมื่อมี Platform ที่ช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านี้ ผู้ประกอบการก็มีโอกาสเข้าถึงความรู้และความร่วมมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงขยายตลาดจากระดับประเทศไปสู่ระดับสากลได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน การสนับสนุนด้าน Financing หรือสินเชื่อ ก็เป็นอีกกลไกที่ช่วยให้ SME มีเงินทุนสำหรับต่อยอดธุรกิจและคว้าโอกาสใหม่ ๆ ได้

ในมุมนี้ บทบาทของธนาคารกรุงศรีร่วมกับ MUFG ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนด้านเงินทุน แต่ยังรวมถึงการเป็น Platform เชื่อมโยงเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าถึงคู่ค้าต่างชาติ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และมองหาโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศ

นอกจากนี้ การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญหรือ Talent และเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมอาหารไทย ยังเป็นอีกแนวทางในการเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยด้านอาหารและวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นพื้นฐานในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดธุรกิจ

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกันได้อย่างเหมาะสม โอกาสของ SME ก็จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพียงลำพัง แต่ยังมาจากการเข้าถึงพันธมิตร ความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้ไกลกว่าเดิม

 

อาหารไทยจะเติบโตได้ไกล ต้องเปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นโอกาส

จากมุมมองใน Forum 3: The New Opportunities of Thailand’s Food Economy สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่มาต่อยอดให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพตลอด Food Value Chain การผลิตอาหารที่มีคุณภาพควบคู่กับความยั่งยืน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัย Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันการเงิน และเครือข่ายต่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SME สามารถเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสที่จำเป็นต่อการพัฒนา

ท้ายที่สุด การสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจอาหารไทยจึงไม่ใช่แค่การผลิตสินค้าให้ดีขึ้น แต่คือการมองเห็นโอกาสใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง และสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน

นี่คืออีกหนึ่งมุมมองจาก Krungsri Business Forum: The Business Battlefield ที่ชวนให้ภาคธุรกิจมองอนาคตเชิงกลยุทธ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในวันนี้ แต่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตให้ธุรกิจไทยก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม

[ข่าวประชาสัมพันธ์]