10 เรื่องต้องรู้! YouTube และ WPP Production เผยพฤติกรรมคนดูยุคใหม่ พร้อมกลยุทธ์สร้างคอนเทนต์ให้แบรนด์ชนะ Attention


Content Strategy

หากสังเกตตัวเรา หรือแม้แต่คนรอบข้าง เวลาดูวิดีโอบนแพลตฟอร์มดิจิทัล แม้ความยาวเป็นชั่วโมง เรานั่งดูจนจบ แต่วิดีโอบางชิ้นที่สั้นกว่ามาก กลับเลือกเลื่อนผ่าน! พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์เช่นนี้ กำลังบ่งบอกถึง “Attention” ของผู้ชม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยาวของวิดีโอ หรือคุณภาพโปรดักชันเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการดึงความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนดู ประเภทของคอนเทนต์ เนื้อหาที่นำเสนอ ไปจนถึงช่วงเวลารับชมของ Target Audience นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของแบรนด์และนักการตลาดในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันการผลิตคอนเทนต์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อย่างโฆษณา จากในอดีตกว่าจะมาเป็น TVC ที่เผยแพร่สู่สาธารณชน อาจต้องใช้เวลาราว 6 เดือน แต่ทุกวันนี้ถูกย่นย่อให้เร็วขึ้น และใช้เทคโนโลยี เช่น AI กับ Automation เข้ามาช่วย Scale คอนเทนต์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและหลากหลายขึ้น เพื่อนำไปลงในช่องทางต่างๆ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงของ Consumer Journey

ในงาน Sync SPARK 2026 by WPP Media Thailand ในเซสชั่น “SYNC THE MOMENT: Winning Attention Across Thailand’s Most Chosen Screens” คุณรพี โรจน์วีระสิงห์ General Manger จาก WPP Production และ คุณพิชชา ติละกานนท์ Video & Media Sales Lead จาก Google ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Video และ YouTube Strategy ได้แชร์พฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคในปัจจุบัน พร้อมด้วยเทคนิคการผลิตคอนเทนต์ให้ดึงความสนใจของผู้ชม

Marketing Oops! สรุป 10 เรื่องสำคัญที่ช่วยให้นักการตลาด หรือแบรนด์เข้าใจพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของผู้บริโภคในยุคนี้ การออกแบบคอนเทนต์อย่างไรให้ตอบความคาดหวังของคนดู และการผลิตคอนเทนต์ให้เข้าถึงและสามารถดึง Attention ของคนดูได้

SYNC SPARK 2026 WPP Media Thailand

 

1. คนดูต้องการคอนเทนต์ที่ตอบความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็น Short-form Content หรือ Long-form Content

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายในการรับชมคอนเทนต์ ทั้งรูปแบบ Short-form และ Long-form อย่างบนแพลตฟอร์ม YouTube ซึ่งมีทั้งคอนเทนต์แนวตั้ง หรือ YouTube Short และคอนเทนต์แนวนอน ในรูปแบบ Long-form

ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์สั้นหลักวินาที หรือคอนเทนต์ยาวหลักชั่วโมง หนึ่งในหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ คือ แบรนด์ และครีเอเตอร์ต้องเข้าใจ “ความคาดหวังของคนดู” ว่าอยากรับชมอะไร

– Short-form Content ผู้ชมมักคาดหวังว่าจะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และจบเร็ว ดังนั้นคอนเทนต์สั้นต้องสื่อสารให้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกว่า กำลังพูดถึงเรื่องอะไร และมีอะไรน่าสนใจให้ติดตามต่อ เพราะถ้าหากช่วงเริ่มต้นไม่สามารถทำให้ผู้ชมเข้าใจประเด็นของคอนเทนต์ ก็มีโอกาสที่ผู้ชมจะเลื่อนผ่านไปทันที

– Long-form Content ผู้ชมคาดหวังได้รับชมคอนเทนต์ที่ Deep Dive ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล หรือประสบการณ์การรับชมที่เรียกได้ว่าต้อง “สุด” ใน 3 ด้านคือ

  • Experience: ประสบการณ์ที่เต็มอิ่ม ภาพคมชัด เช่น วิดีโอท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพและบรรยากาศของสถานที่อย่างชัดเจน
  • Information: ให้ข้อมูลเชิงลึก เช่น Podcast ที่เล่าเรื่องอย่างละเอียด
  • Information + Entertainment: ผสมผสานระหว่างการให้ข้อมูลกับความบันเทิง เพื่อให้ผู้ชมได้รับทั้งความรู้และความสนุกจากการรับชม

“เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่ที่ว่าแบรนด์กำลังจะ Delivery ฟอร์แมตแบบไหน เป็น Long-form หรือ Short-form แล้วตอบความคาดหวังของคนดูแล้วหรือยัง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” คุณพิชชา จาก Google กล่าว

Content Strategy

 

2. YouTube Search คนไม่ได้ต้องการแค่คำตอบ แต่ต้องการเห็นภาพจริงและประสบการณ์จริง

อีกหนึ่งพฤติกรรมสำคัญของผู้บริโภคยุคดิจิทัลคือ วิธีการค้นหาข้อมูลที่มีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งค้นหาด้วยข้อความ, ค้นหาด้วยเสียง, รูปภาพ รวมถึงค้นหาผ่าน AI แม้จะเป็นการค้นหาเหมือนกัน แต่ผู้บริโภคอาจมีความคาดหวังแตกต่างกันระหว่างการค้นหาบน “Google Search” กับ “YouTube Search”

อย่างการเสิร์ชผ่าน YouTube ผู้บริโภคคาดหวังตั้งแต่แรกว่าจะได้เห็น Visual เคลื่อนไหวที่เต็มตา ชัด และเป็นประสบการณ์จริง อย่างการค้นหาด้านการท่องเที่ยว เมื่อเสิร์ชผ่าน YouTube ผู้บริโภคคาดหวังจะได้เห็นประสบการณ์จริงของการไปสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การรีวิวสินค้า เวลาเสิร์ชผ่าน YouTube ผู้บริโภคคาดหวังอยากเห็น Unboxing สินค้าจริงที่ข้อความอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้ไม่ครบ

Content Strategy

 

3. Short-form Content สร้างการค้นพบ – Long-form Content เชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค

การเลือกว่าจะทำ Short-form หรือ Long-form Content สำหรับแบรนด์ คอนเทนต์สองรูปแบบมีบทบาทแตกต่างกันใน Customer Journey

  • Short-form Content: มีบทบาทเป็น “Point of Discovery” หรือจุดที่ทำให้ผู้บริโภคได้ค้นพบและเริ่มรู้จักแบรนด์มากขึ้น ผ่านการเห็นคอนเทนต์วิดีโอสั้นเป็นครั้งแรก
  • Long-form Content: ทำหน้าที่เป็น “Point of Deep Dive” เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถได้ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าในรายละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าบางอย่าง ผู้บริโภคต้องการรู้ข้อมูลที่ลึกขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะฉะนั้นการทำคอนเทนต์รูปแบบยาวจึงตอบโจทย์ได้ดีกว่า ขณะเดียวกัน Long-form Content ตอบโจทย์การสร้าง Trust และ Relevancy หรือการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

Content Strategy

 

4. YouTube เปิด 3 เทคนิคเพิ่มโอกาสให้ผู้ชมดูวิดีโอจนจบ ทั้ง Long-form และ Short-form

คุณพิชชา ได้แชร์ 3 เทคนิคที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ชมดูวิดีโอจนจบมากขึ้น แม้ไม่สามารถการันตีได้ว่าทุกวิดีโอจะมีผู้ชมดูจนจบ 100% แต่มีปัจจัยสำคัญที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ ดังนี้

– ปรับ Video Asset และวิธีเล่าเรื่องให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ชมบน YouTube

หลายแบรนด์นำ TVC Asset มาใช้โฆษณาบน YouTube โดยตรง แต่ต้องเข้าใจว่าพฤติกรรมการรับชมทีวีและแพลตฟอร์มดิจิทัลนั้นแตกต่างกัน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องผลิตวิดีโอใหม่ทั้งหมด แต่อาจปรับวิธีเล่าเรื่อง ลำดับเนื้อหา และจังหวะของวิดีโอ (Movement & Speed) ให้เหมาะกับแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อสร้างความแปลกใหม่และลดความน่าเบื่อ

– เลือก Placement ให้เหมาะกับรูปแบบและความยาวของคอนเทนต์

การวางโฆษณาในตำแหน่งที่เหมาะสม มีผลต่อความตั้งใจรับชม เช่น หากนำโฆษณา Long-form ความยาว 20 นาที ไปอยู่ในช่วงที่คนกำลังดูคอนเทนต์ที่ตนเองชื่นชอบ อาจมีโอกาสที่โฆษณานั้นถูกกดข้ามสูง

แต่หากนำคอนเทนต์เดียวกันไปแสดงบน YouTube Home Page หรือ Search Page ที่ผู้ชมสามารถเลือกดูได้เอง ย่อมโอกาสที่จะได้รับความสนใจ เช่น คอนเทนต์รีวิวมือถือที่แบรนด์ร่วมผลิตกับครีเอเตอร์ ถ้าวางคอนเทนต์นี้ ให้ปรากฏใน Home Page หรือ Search Page เมื่อผู้ชมค้นหาการรีวิวมือถือ แล้วคอนเทนต์นี้ปรากฏขึ้นมา ก็มีแนวโน้มทำให้ผู้ชมเลือกดูและรับชมจนจบมากขึ้น

– เข้าใจพฤติกรรมการรับชมที่แตกต่างกันในแต่ละ Device

พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์วิดีโอบน YouTube ผ่านสมาร์ทโฟน และสมาร์ททีวีแตกต่างกัน โดยพบว่า ผู้ชมมีแนวโน้มดูโฆษณาจบมากขึ้นเมื่อรับชมผ่าน Connected TV เพราะเป็นพฤติกรรมการรับชมแบบ Lean-back ที่ผ่อนคลายและพร้อมรับชมคอนเทนต์ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยังต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบ Video Asset และเลือก Placement ให้เหมาะสมควบคู่กัน เพราะแม้ผู้ชมจะรับชมผ่าน Connected TV แต่หากคอนเทนต์ไม่ตอบโจทย์ ก็ยังมีโอกาสถูกข้ามได้เช่นกัน

Content Strategy

 

5. คอนเทนต์ 4 รูปแบบ รองรับ Consumer Journey ที่หลากหลาย

ในมุมของผู้ผลิตคอนเทนต์ คุณรพี จาก WPP Production ขยายความเพิ่มเติมถึงการทำคอนเทนต์วิดีโอ ต้องสอดคล้องกัน Objective ของการสื่อสาร และ Placement หรือช่องทางการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันเมื่อมองภาพรวมคอนเทนต์วิดีโอ สามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลักคือ

  • Long-form Content – คอนเทนต์วิดีโอความยาวตั้งแต่ประมาณ 20 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น โดยโจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ผู้ชมติดตามวิดีโอที่มีความยาวระดับนี้จนจบ
  • Commercial-form หรือโฆษณา – ตอบโจทย์การสร้าง Brand Awareness และ Brand Existence เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่าแบรนด์ยังคงมีอยู่ จึงยังเห็นการใช้สื่อโฆษณารูปแบบต่างๆ เช่น บิลบอร์ด, TVC รวมถึงการนำ TVC Asset มาปรับลงบน YouTube หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ และการทำคอนเทนต์ในลักษณะ Branded Content
  • Short-form Content – คอนเทนต์วิดีโอสั้นที่แบรนด์ถ่ายทำขึ้น หรือการนำโฆษณาที่มีอยู่มาตัดต่อให้สั้นลงในรูปแบบ Cut Down
  • UGC (User Generated Content) – คอนเทนต์ที่ผู้ใช้งานจริงทำขึ้น เช่น ลูกค้าที่ซื้อสินค้า/ใช้บริการ รีวิวสินค้า/บริการบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง

Content Strategy

 

6. “Speed – Quality – Quantity” 3 ปัจจัยของการผลิตคอนเทนต์ยุคใหม่

จากข้อ 5 เมื่อรูปแบบคอนเทนต์มีความหลากหลายมากขึ้น วิธีการทำงานด้านการผลิตคอนเทนต์ในปัจจุบันต้องพิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่

– Speed ความรวดเร็วในการผลิต ในอดีตโฆษณาหนึ่งชิ้นอาจใช้เวลาผลิตนานหลายเดือน หรือบางงานอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ โดยกระบวนการเริ่มตั้งแต่รับบริฟจากลูกค้า พูดคุยกับทีมครีเอทีฟ ทำ Storyboard ออกกองถ่ายทำ และเข้าสู่กระบวนการ Post-production แต่ปัจจุบันระยะเวลาการผลิตจะแตกต่างกันตามประเภทคอนเทนต์

  • Long-form และ Commercial-form อาจใช้เวลามากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับ Storyboard และกระบวนการสร้างสรรค์ชิ้นงาน
  • ขณะที่ Short-form และ UGC ต้องให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ต้องการสื่อสารให้ทันกับสถานการณ์หรือกระแสที่กำลังเกิดขึ้น

– Quality คุณภาพของคอนเทนต์

  • Long-form Content และ Commercial-form คุณภาพของการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องสามารถทำให้ผู้ชมติดตามได้ตั้งแต่วินาทีแรกจนจบวิดีโอ
  • Short-form Content อาจให้ความสำคัญกับคุณภาพการผลิตที่น้อยกว่าแบบ Long-form, Commercial-form แต่ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยคุณภาพการผลิต และคอนเทนต์แบบสั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการถ่ายทำขนาดใหญ่

– Quantity ปริมาณคอนเทนต์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีความหลากหลาย มี Audience Segment มากมาย และสินค้าที่ออกสู่ตลาดมีมากมาย แบรนด์จึงควรผลิตทั้งวิดีโอ และรูปภาพให้เพียงพอ เพื่อนำพาแบรนด์เข้าไปอยู่ในทุกช่วงของ Customer Journey

ตัวอย่างเช่น:

  • Long-form Content และ Commercial-form จำนวนชิ้นงานไม่ต้องมีมาก โดยหนึ่งแบรนด์อาจผลิตคอนเทนต์ Large scale 6-8 ชิ้นต่อปี
  • ตรงกันข้ามกับ Short-form Content และ UGC สามารถมีจำนวนหลายร้อย หรือเป็นหลักพันชิ้นต่อปี เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคแต่ละเซ็กเมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่องทาง

Content Strategy

 

7. WPP Production แนะถ้างบมีจำกัด ควรดู Marketing Objective แต่ถ้าต้องเลือก ให้ทำ Short-form

จากคอนเทนต์ 4 รูปแบบ ทุกประเภทล้วนมีความสำคัญและบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในกรณีที่แบรนด์มีงบประมาณ และ Resource จำกัด ทาง WPP Production แนะว่าในการทำคอนเทนต์ต้องพิจารณา “Marketing Objective” ก่อน เช่น

  • ถ้าวัตถุประสงค์ต้องการสร้างกระแสแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย ก็ไม่จำเป็นที่จะผลิต Commercial-form
  • ถ้าวัตถุประสงค์ คือ การเปิดตัวสินค้าใหม่ แบรนด์ควรทำโฆษณาใหม่ เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ในสินค้าใหม่

อย่างไรก็ตามในกรณีที่แบรนด์มีงบประมาณจำกัด คุณรพี แนะนำว่า ให้น้ำหนักกับ Short-form Content เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่กำลังมา และเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขาย

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า Long-form หรือ Commercial Form จะไม่มีความสำคัญ เพราะคอนเทนต์ทั้งสองรูปแบบยังมีบทบาทต่อการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และ Brand Existence หรือการทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงการมีอยู่ของแบรนด์

Content Strategy

 

8. AI ช่วยผลิตคอนเทนต์ได้ แต่ต้องมี Human in the Loop และไม่กระทบความน่าเชื่อถือของแบรนด์

การนำ AI และ Automation มาใช้ในกระบวนการผลิตวิดีโอ คุณรพี จาก WPP Production ในฐานะ Production House ได้แสดงมุมมองว่า ปัจจุบันมีลูกค้าสอบถามเข้ามามากถึงการสร้างโฆษณาด้วย AI ทั้งชิ้นงาน แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้ AI สร้างภาพมนุษย์ หรือ Avatar เพราะคนดูสามารถสังเกตได้ว่าทำจาก AI และอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ต่างจากการใช้ AI สร้างฉาก หรืออุปกรณ์ประกอบ เช่น เก้าอี้ ที่ผู้ชมบางคนอาจแยกไม่ออก

เพราะฉะนั้นการใช้ AI ในการผลิตคอนเทนต์ หรือโฆษณา ควรเป็นการเอา AI มาทำโปรดักชันที่ยังคงรักษาความ Genuine ของแบรนด์เอาไว้

นอกจากนี้การใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตวิดีโอ หรือคอนเทนต์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี “คน” หรือ “Human in the Loop” เพราะแม้เทคโนโลยีจะช่วยในกระบวนการผลิตได้ แต่สุดท้ายยังต้องมีมนุษย์เข้ามาตรวจสอบวิดีโอ หรือคอนเทนต์

Content Strategy

 

9. แม้ครีเอเตอร์มีบทบาทมากขึ้น แต่ Brand Asset ยังสำคัญในการสื่อสารตัวตนของแบรนด์

คุณพิชชา จาก Google ฉายภาพว่าหากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ครีเอเตอร์ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ แบรนด์พึ่งพา “Brand Asset” เป็นหลักในการสื่อสารกับผู้บริโภค แต่ปัจจุบันในยุคที่ครีเอเตอร์มีบทบาทมากขึ้น แบรนด์นิยมให้ครีเอเตอร์สื่อสารถึงสินค้าและแบรนด์ผ่านมุมมองของครีเอเตอร์ หรืออินฟลูเอนเซอร์

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ครีเอเตอร์ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ “Brand Asset” ก็ยังคงสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในมิติ Validation หรือการยืนยันข้อมูลในสิ่งที่ครีเอเตอร์สื่อสารเกี่ยวกับแบรนด์ และยังมีหน้าที่สื่อสาร พร้อมตอกย้ำถึง Brand Identity

เพราะแม้ครีเอเตอร์สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ได้ดี แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารถึงตัวตนและจุดยืน หรือคุณค่าของแบรนด์ได้ทั้งหมด ในขณะที่ Brand Asset เป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารถึงสิ่งที่แบรนด์ Stand for ให้กับผู้บริโภครับรู้ได้อย่างชัดเจน

“ถ้าอยากจะให้เป็นการสื่อสารที่สมบูรณ์ คือ การบาลานซ์กันระหว่าง Brand Asset เพื่อบอกว่าแบรนด์ Stand for อะไร ส่วนครีเอเตอร์ เป็นคนบอกว่าสิ่งนี้ดี ไม่ดีอย่างไร และมีผลต่อการซื้อขาย”

SYNC SPARK 2026 WPP Media Thailand

 

10. สร้างสมดุล Brand Asset กับ Creator Asset และทำ Content Customization

ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม แบรนด์ควรให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องคือ

– สร้างสมดุลระหว่าง Brand Asset กับ Creator Asset โดยให้ Brand Asset ทำหน้าที่บอกตัวตนและจุดยืนของแบรนด์ว่า Stand for อะไร ส่วนครีเอเตอร์ช่วยถ่ายทอดความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้า ซึ่งมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

ดังนั้น แบรนด์จึงควรใช้ทั้ง Brand Asset และ Creator Asset อย่างสมดุล โดยพิจารณาจาก Marketing Objective ไม่ให้น้ำหนักกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากเกินไป

– ทำ Content Customization ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ทางการตลาด และบริบท การทำ Customization ไม่จำเป็นต้องผลิตโฆษณาชิ้นใหม่เสมอไป แต่สามารถนำ Asset เดิมมาปรับวิธีเล่าเรื่องให้ตอบโจทย์ทางการตลาดได้ และสอดคล้องกับบริบทของผู้บริโภค รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

“แบรนด์ควรให้ความสำคัญการสร้างสมดุลระหว่าง Brand Identity ที่สื่อสารผ่าน Brand Asset กับการสื่อสารโดยครีเอเตอร์ และการทำ Customization ทั้งในส่วนของคอนเทนต์ และช่องทางการสื่อสาร” คุณพิชชา สรุปทิ้งท้าย

SYNC SPARK 2026 WPP Media Thailand


WP
อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ