
“ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหาร ศิลปะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสินค้าชุมชน ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ล่าสุด “Grab ประเทศไทย” เดินหน้าผลักดันทุนทางวัฒนธรรมไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ด้วยกลยุทธ์ T.A.S.T.E ครอบคลุม 5 มิติ พร้อมเผยอินไซต์ความนิยมในเสน่ห์ไทยของชาวต่างชาติ ภายในงาน “GrabNEXT 2026” ภายใต้แนวคิด “The TASTE of THAI: เสริมสร้างเสน่ห์ไทย สู่มิติใหม่ที่ดีกว่า”
“วัฒนธรรม” หนุนรายได้ท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท
คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านรายได้จากการท่องเที่ยวรวมที่สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท
หนึ่งในทิศทางสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2570 คือ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยผสานเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับแนวคิด “Cultural NEXUS – วัฒนธรรมเชื่อมอนาคต” ที่มุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น “กระทรวงที่ใช้คุณค่าของอดีต สร้างโอกาสในปัจจุบัน และสร้างอนาคตให้คนไทย”
“การขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่าง Grab ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการช่วยผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก ซึ่งการจัดเวทีเสวนา GrabNEXT ในครั้งนี้ นับเป็นพื้นที่ให้ภาครัฐ-เอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม”

Grab ชูกลยุทธ์ T.A.S.T.E ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมด้วยพลังดิจิทัล สร้างโอกาสเศรษฐกิจใน 5 มิติ
คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย รสชาติอาหารอันโดดเด่น สินค้าชุมชนและภูมิปัญญาไทย ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือน ซึ่งการเข้ามาของนักท่องเที่ยวก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนจำนวนมาก
ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Grab มุ่งนำเทคโนโลยีมาช่วงสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศไทย พร้อมใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทย เช่น
- บริการ GrabFood ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการทั่วภูมิภาคได้ลิ้มลองอาหารไทย ในปี 2568 มียอดออเดอร์รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ใน 7 ประเทศ
- ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566–2568) การอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านบริการต่างๆ ของ Grab มีส่วนช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 1.5 หมื่นล้านบาท
Grab ยังคงมุ่งเดินหน้านำความเชี่ยวชาญด้านเทคดนโลยี และความแข็งแกร่งของ Ecosystem มาเชื่อมโยงกับผู้คนให้เข้าถึง “เสน่ห์ไทย” ในหลากหลายมิติ ภายใต้ “กลยุทธ์ T.A.S.T.E” เพื่อสร้งมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่

T – Travel พาผู้คนไปค้นพบเสน่ห์ของเมืองไทยผ่านแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
- นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ได้ อาทิ การนำเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ระดับพรีเมียม ไปจนถึงรถโดยสารท้องถิ่น การพัฒนาฟีเจอร์แปลภาษา ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และระบบ PIN ที่ช่วยจับคู่คนขับกับผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ
- ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพื่อโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำไกด์บุ๊ค
การทำคอนเทนต์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการจัดทำม้านั่งที่สามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าไปค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นแนะนำได้
A – Awake สัมผัสอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านเทศกาล ศิลปะร่วมสมัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น
- สนับสนุนด้านการเดินทางไปยังงานเทศกาลเชิงวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำให้คนสามารถเข้าถึงศาสตร์และศิลป์ของความเป็นไทย อาทิ งานสงกรานต์ งานแห่เทียนพรรษา งานลอยกระทง ผ่านการมอบส่วนลดและการจัดบูธอำนวยความสะดวกในงาน
- ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยผ่านการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการพลิกฟื้นย่านประวัติศาสตร์หรือชุมชนเก่าผ่านการร่วมจัดงานอีเวนท์หรือเทศกาล อาทิ Awakening Song Wat 2026
S – Support สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น พาสินค้าชุมชนไปสู่มือผู้คนในวงกว้าง
- ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และสินค้าชุมชน
จัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์บน GrabMart เพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
T – Transform ขยายโอกาสให้กับแบรนด์ไทยโตไกลในระดับภูมิภาค
- ใช้พลังเครือข่ายของการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใน
การขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ การร่วมส่งเสริมให้แบรนด์ “Emily’s” ไปเปิดตลาดในประเทศสิงคโปร์ - ยกย่องและเชิดชูร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ผ่านเวทีมอบรางวัลร้านอาหารยอดนิยม “Grab 5-Star Eats” ที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
- จัดทำแคมเปญพิเศษเพื่อยกย่องเมนูและร้านอาหารไทยชั้นนำให้ชาวโลกได้รู้จัก บนบิลบอร์ดใจกลาง
ไทม์สแควร์ ที่รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
E – Elevate เชิดชูอาหารไทยทั่วทุกภาค พร้อมยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่รักของคนทั่วโลก
- จัดงานประกาศรางวัล GrabThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อมอบรางวัลให้กับร้านอาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้บริการ พร้อมมอบตราสัญลักษณ์ GrabThumbsUp ให้กับร้านค้าเพื่อการันตีมาตรฐานความอร่อย โดยล่าสุดได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบรางวัลพิเศษเพื่อเชิดชูร้านอาหารและบุคคลที่ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านอัตลักษณ์ด้านอาหาร อาทิ สุดยอดผู้นำอาหารไทยสู่เวทีโลก สุดยอดผู้สร้างสรรค์รสชาติแห่งปี เป็นต้น
- ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการสนับสนุนร้านอาหารภายใต้โครงการ “The Lost Taste” เพื่อค้นหา ฟื้นฟู และเชิดชูรสชาติที่กำลังจะหายไป

เปิดอินไซต์ “ชาวต่างชาติหลงรักอะไรในเสน่ห์ความเป็นไทย ?” อาหารไทย–เครื่องหอม–แลนด์มาร์กวัฒนธรรมครองความนิยม
นอกจากการเปิดตัวกลยุทธ์ T.A.S.T.E แล้ว Grab ยังเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสะท้อนความนิยมในอาหาร สินค้า และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทย โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
1. อาหารไทยครองใจผู้บริโภคในภูมิภาค ยอดสั่งกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Grab ในปี 2568 พบว่า ยอดสั่งอาหารไทยผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่ารวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท
ขณะที่เมนูอาหารไทยยอดนิยมในกลุ่มชาวต่างชาติ 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ผัดกะเพรา
2. ข้าวผัด
3. ผัดไทย
นอกจากนี้ ยังมีเมนูขายดีตลอดกาลบนแพลตฟอร์มที่มียอดออเดอร์สูง ได้แก่
- ส้มตำ มียอดขายกว่า 13 ล้านจาน
- ชาไทย มียอดขายกว่า 6 ล้านแก้ว
2. เครื่องหอมไทยมาแรง! ยอดขาย 2.5 แสนชิ้น สินค้าชุมชนโต 50%
กลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติบน GrabMart คือ เครื่องหอมไทย เช่น เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม โดยในปี 2568 มียอดขายรวมกว่า 250,000 ชิ้น
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีสินค้า SME และสินค้าชุมชนที่จำหน่ายบน GrabMart คิดเป็นสัดส่วน 74% พบว่าสินค้าชุมชนได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ สะท้อนผ่านยอดการสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มโตขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 2567
3. ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคึกคัก ยอดเรียกรถกว่า 3.6 ล้านเที่ยว
ข้อมูลจาก Grab ในปี 2568 พบว่า มีการเรียกรถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศไทยรวมกว่า 3.6 ล้านเที่ยว
โดย 5 สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยอดนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่
1. วัดอรุณราชวราราม
2. วัดโพธิ์
3. ปราสาทสัจธรรม
4. เมืองโบราณสมุทรปราการ
5. พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
นอกจากนี้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ยังมียอดเรียกรถเพิ่มขึ้น 30% หลังจากยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (เปรียบเทียบยอดใช้บริการเรียกรถไป วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ระหว่างไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของปี 2569)

4. มวยไทย–เทศกาลไทย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว
ไม่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเท่านั้น ยังพบว่างานเทศกาล ศิลปะการแสดง กีฬา และภูมิปัญญาไทย ยังเป็นอีกกลุ่มกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยเช่นกัน
ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Grab พบว่า
- ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ยอดเรียกใช้บริการ GrabBike จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังสงกรานต์
- ยอดเรียกรถไป-กลับ สนามมวยเวทีราชดำเนิน เติบโตขึ้น 2 เท่า ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567
- ตลอดปี 2568 มียอดเรียกรถไป-กลับสถานที่ยอดนิยมในกลุ่ม สนามมวย โรงละคร และ ร้านนวดแผนโบราณ รวมกว่า 300,000 ครั้ง
การจัดงาน GrabNEXT 2026 ภายใต้แนวคิด “The TASTE of THAI” จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมไทย โดย Grab เดินหน้ากลยุทธ์ T.A.S.T.E ผ่านเทคโนโลยีและระบบนิเวศบริการดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท้องถิ่น สินค้าชุมชน และร้านอาหารไทย พร้อมขยายโอกาสให้วัฒนธรรมและแบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

