103.58.148.118

Opinion

Ξ 2 comments

Innovative Idea: ดราม่า “ลุงชนหมา” กับบทเรียนจากสุนัขผู้ล่วงลับ

posted by  2,039 views

01_2213

 

  • สัตว์เลี้ยงไม่ใช่สมบัติของเจ้าของ มันมีสิทธิจะทำตามสัญชาตญาณและความต้องการตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวมันเอง
  • ความตายของสัตว์เลี้ยงจากความประมาทเลิ่นเล้อเป็นสิ่งที่เจ้าของปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
  • EU กำหนดความรับผิดชอบของเจ้าของต่อสัตว์ในการปกครองของตน 5 ข้อ
  • ลด “ความรัก” ให้น้อยลง และสนใจสิทธิของสัตว์เลี้ยง คนรอบข้างให้มากขึ้น

หลังจากเพจ แหม่มโพธิ์ดำ โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์สุนัขตัวหนึ่งตามเจ้าของไปขายของ แล้วนั่งอยู่กลางถนนแต่จู่ๆ มีคนขับรถเร่งมาด้วยความเร็วทับสุนัขกลางถนนทำให้ตายทันที ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดียมากมาย โดยเน้นหนักในการประนามผู้ขับขี่รถพร้อมวลี “แล้วใครใช้ให้หมามาอยู่กลางถนน”

เรารู้ดีว่ากรณีนี้ทำให้คนรักน้องหมาเป็นเดือดเป็นแค้นกับพฤติกรรมอันไม่น่าให้อภัยของผู้ขับขี่รถยนต์ แต่อยากให้ลองตั้งสติและหันกลับมามองอีกมุมหนึ่งเผื่อเราจะได้รับบทเรียนจากความสูญเสียของน้องหมาตัวนี้ได้

แหม่มโพธิ์ดำ

ภาพจากเพจ แหม่มโพธิ์ดำ

ความสัมพันธ์สัตว์เลี้ยงกับเจ้าของ

หมาของใครใครก็รัก เลยเป็นเรื่องปกติที่เรามักจะทุ่มเททั้งเงิน เวลา และชีวิตส่วนตัวให้กับน้องหมาของเรา แต่หลายครั้งความรักของใครหลายคนกลับทำร้ายคนที่เรารักทำนอง “พ่อแม่รังแกฉัน” เพราะ “เจ้าของ” หลายท่านคิดว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมบัติของเรา เราจึงสามารถ “หวังดี” บังคับให้มันทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เราคิดว่ามันควรทำโดยลืมไปว่าสัตว์เลี้ยงก็มีสัญชาตญาณ มีความต้องการของตัวเอง เจ้าของมีหน้าที่เพียงเตรียมปัจจัย 4 และความปลอดภัยให้กับสัตว์เลี้ยงโดยคำนึงถึงอิสระของมันมากที่สุด

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ร่างข้อตกลงเพื่อสวัสดิการสัตว์ไว้กว่า 40 ปีเพื่อปกป้องสัตว์จากการถูกทารุณกรรมและการเลือกปฏิบัติ โดยมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอิสระ 5 ข้อดังนี้

1. อิสระจากความหิวและความกระหาย (freedom from hunger and thirst)

2. อิสระจากความรู้สึกไม่สบาย (freedom from discomfort)

3. อิสระจากความเจ็บปวด บาดเจ็บและเป็นโรค (freedom from pain, injury and disease)

4. อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามปกติ (freedom to express normal behaviour)

5. อิสระจากความกลัวและความทุกข์ (freedom from fear and distress)

โดยผู้เลี้ยงสัตว์เหล่านั้นมีความรับผิดชอบต้องดูแลสัตว์ในการปกครองของตน 5 ข้อดังต่อไปนี้

1. เพื่อจัดหาอาหารน้ำ การพักผ่อนอย่างเพียงพอและเหมาะสม

2. เพื่อมั่นใจว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวก (เช่น ยานพาหนะ) และการจัดการที่เหมาะสมกับจำนวนและชนิดสัตว์

3. เพื่อประเมินและจัดการกับสัตว์ทำให้สามารถตรวจพบและรักษาสัตว์ได้โดยเร็ว

4. เพื่อให้มั่นใจว่ามีพื้นที่เพียงพอให้สัตว์ได้ปฏิสัมพันธ์กัน

5. จัดหาสภาพแวดล้อมที่ “ปลอดภัย”

ขณะที่องค์กรพิทักษ์สัตว์ (PETA) พูดถึงสิทธิของสัตว์เลี้ยงในทำนองเรียกร้องให้เจ้าของดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเองอย่างดี โดยมอบอิสระให้สัตว์เลี้ยงทำตามสัญชาตญาณแต่ขณะเดียวกันต้องปลอดภัยจากอันตรายของโลกภายนอก นอกจากนั้น PETA ยังย้ำถึง “ความรัก” ที่มากไปของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มาพร้อมกับความหวังดี เช่น การกักขังสัตว์เลี้ยงให้อยู่แต่ภายในบ้านด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย การบังคับให้สัตว์เลี้ยงทำในสิ่งที่มนุษย์ชื่นชอบ การพาสัตว์เลี้ยงร่วมเดินทางกับตัวเองในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการละเมิดสิทธิของสัตว์โดยไม่รู้ตัวทั้งนั้น นอกจากนั้นเจ้าของยังต้องประเมินศักยภาพของตนเองว่าสามารถเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้อย่างดีหรือไม่

ดังนั้น การนำสุนัขมาเลี้ยงที่ตลาดที่ซึ่งสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยและเป็นสถานที่พลุกพล่าน (ยังไม่มองถึงว่าน้องหมาอาจเกิดไปกัดทำร้ายคนเดินตลาดท่านอื่นได้อีก) เป็นเรื่องไม่สมควรและละเมิดสิทธิของสัตว์เลี้ยงอย่างแน่นอน นอกจากนั้นการปล่อยปละละเลยสุนัขตัวนั้นยังนำไปสู่ความตายของมัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

บทเรียนจากน้องหมาผู้ล่วงลับ

ถึงที่สุดแล้ว เราไม่สามารถสรุปได้เลยว่าผู้ขับขี่รถมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาในการขับรถทับน้องหมา (ต้องยอมรับว่าการตัดสินด้วยสายตาผ่านการดูคลิปวีดีโอไม่ใช่การตัดสินที่เป็นธรรมและเหมาะสมในการลงโทษใครทั้งนั้น) จนกว่าจะมีกระบวนการตัดสินทางกฏหมาย เราไม่สามารถสรุปความผิดของผู้ขับขี่ได้ แต่ความผิดที่เราเห็นได้ชัดคือความผิดของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ละเลยให้น้องหมานั่งอยู่กลางถนน (ไม่ใช่ริมถนน หรือบนทางเท้า แต่นั่งจังก้าอยู่กลางถนน) ไม่ว่าจะเป็นการละเลยครั้งแรกหรือครั้งที่เท่าไหร่ แต่ละเลยก็คือละเลย และนั้นนำน้องหมาไปสู่ความตาย

โดยสรุป เราจึงอยากชวนคุณกลับไปทบทวนถึง “ความรัก” ของผู้เลี้ยงสัตว์ในสังคมไทยปัจจุบันว่าเรารักสัตว์เลี้ยงมากจนไม่สามารถออกห่างจากมันได้ จะไปไหนต้องหนีบไปด้วยโดยไม่คำนึงว่าสถานที่นั้นเหมาะสมกับสัตว์ของเราหรือไม่ และผู้คนรอบข้างจะได้รับผลกระทบจากสัตว์เลี้ยงของเราหรือเปล่า สุดท้ายเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมเราก็ฟูมฟายว่าคนทั้งโลกรังแกสัตว์เลี้ยงของเราโดยไม่ตระหนักว่าเราอาจเป็นคนแรกที่รังแกสัตว์เลี้ยงของเราแต่ต้น

นอกจากนั้น อยากชวนคิดเลยไปถึงความพร้อมในการอุปการะสัตว์เลี้ยง หลายคนพร้อมให้ข้าวให้น้ำน้องหมาน้องแมวข้างถนนทุกเช้าแต่ไม่พร้อมเก็บฉี่เก็บอึ ไม่พร้อมจะจ่ายค่ายารับผิดชอบยามมันทำอันตรายคนอื่น หลายคนพร้อมจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นสิบตัวโดยปล่อยให้มันเที่ยวเดินไปตามถนน กัดทำลายทรัพย์สินของเพื่อนบ้านอย่างอิสระ หรือหลายคนพร้อมเลี้ยงน้องหมาน้องแมวในอพาร์ทเมนต์คอนโดโดยไม่สนกฏเกณฑ์การอยู่ร่วมกันกับผู้เช่าผู้ซื้อรายอื่น

รณรงค์ให้ลด “ความรัก” ให้น้อยลง และสนใจสิทธิของสัตว์เลี้ยง คนรอบข้างให้มากขึ้น

Source

Khaosod

European Commission

PETA

 

 

 

 

 

https://www.peta.org/about-peta/why-peta/pets/

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

เตาะแตะในโรงเรียนชายล้วนแถวยศเส ก่อนเติบโตต่อในมหาวิทยาลัยริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ที่สุดจับพลัดจับผลูเข้าทำงานในนแวดวงสื่อสารมวลชนมาแล้วกว่า 4 ปี โต้ลมโต้ฝนทั้งในวงการข่าวต่างประเทศ เยาวชน ธุรกิจ การเมือง สังคม ฯลฯ แต่สุดท้ายกลับลำมาหลงรักวงการมาร์เก็ตติ้งที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปขี่จิงโจ้เรียนปริญญาโทมา เลยตัดสินใจหันหางเสือออกสู่การผจญภัยครั้งใหม่อีกสักตั้ง

User Name: อุ้งทีนหมี

FB Comments

Related Posts

2 Comments

  • .มีการเร่งเครื่อง
    2.หมาอยู่กลางถนนยืนในลักษณะที่คนขับสามารถเห็นได้จากใกล้ๆ ดูจากความสูงของคนชนกับความเตี้ยของรถ ความเร็วรถ ความแคบของทางถนนที่ไม่สามารถขับด้วยความเร็วได้ เพราะต้องระวังต้องใช้สมาธิมากกว่าถนนปกติ
    3.ชนแล้วทับต้องรู้สึกได้และลงมาดูถ้าไม่ได้เจตนา
    4.การพูดจากตอบโต้หลังจากชนแสดงทัศนคติโหดเหี้ยมต่อสนัข

    ข้อสังเกตของผมสี่ข้อนี้บอกได้ไหมว่าไอ้นี่ไม่ได้เจตนา?

  • ถือเป็นบทความที่ดี เป็นการย้อนให้คนเราลองมองสถานการณ์ให้รอบด้าน การแสดงออกถึงอีกแงุ่มหนึ่งแห่งการรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกัน โดยถ้าหากแยกเอากรรมของฝ่ายหนึ่งออกไปเพื่อตัดสินแล้ว เราจะยังคงเห็นอีกหนึ่งกรรมของอีกฝ่ายหนึ่งให้พิเคราะห์และตัดสินได้เช่นกัน นี่คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างน้อยสองคน ถ้าจะมองหาความเป็นธรรมเราก็ต้องสามารถใช้ตรรกะอันเดียวกันกับทุกฝ่ายได้ หรือลองเปลี่ยนโจทย์เป็นกรณีขับรถจยย.มาและโดยไม่ได้คิดว่าบนท้องถนนนั้นจะมีสิ่งกีดขวางอันใด แล้วบังเอิญชนสุนัขตัวโตทำให้คนขับรถจยย.ไม่สามารถบังคับรถได้ จึงล้มและคนขับคอหักตาย ถ้ากรณีเช่นนั้นสังคมจะลองพิจารณาพิพากษาคดีว่าอย่างไร และขอบคุณที่สร้างบทความที่มีเนื้อหา แง่คิดและให้ความสำคัญกับหลักการเขียน

Leave a Reply


1 + two =

Recent Posts

Facebook

PR News