
ก่อนหน้านี้คนอาจจะคิดว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลกด้วย productivity, automation และประสิทธิภาพระดับองค์กร แต่พอมาถึงตอนนี้สิ่งที่คนจำนวนมหาศาลกับการทำ AI จริง ๆ กลายเป็นเรื่องอย่าง “แมวฮ่องเต้”, “กุ้ยเฟยแมวส้ม”, “ผลไม้นอกใจ”, “ยุง toxic”, หรือ capybara ใส่สูทนั่งประชุม Brain Riot สุดๆ
แต่แม้จะฟังดูไร้สาระ ทว่า ในเชิงวัฒนธรรมดิจิทัล นี่คือหนึ่งในพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจที่สุดของยุคนี้
การรับรู้ของผู้คน กลายเป็นเรื่องของการเริ่มใช้ AI เพื่อสร้าง “ตัวละคร”, “จักรวาล”, และ “บุคลิก” ให้กับทุกสิ่งรอบตัว ตั้งแต่สัตว์ ผลไม้ แมลง ไปจนถึงสิ่งของในชีวิตประจำวัน และเบื้องหลังความตลกเหล่านี้ จริง ๆ แล้วมีมุมทางจิตวิทยาซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Cheap Dopamine, พฤติกรรมเสพสื่อยุคสั้น, วัฒนธรรม meme economy รวมไปถึงโอกาสทางการตลาดขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่เช่นกัน
จุดเริ่มต้น เมื่ออินเทอร์เน็ตเริ่ม ให้ ‘personality’ กับทุกอย่าง
ก่อนยุค AI ภาพแรก ๆ ของเทรนด์นี้เกิดจาก meme culture บน TikTok และ X ที่คนเริ่มสร้าง personality ให้สัตว์ (หรือแม้กระทั่งย้อนไปได้ถึง Italian Brainrot มีม AI สุดไวรัล : คลิกอ่านเพิ่มเติม) ไม่ว่าจะเป็น “แมวส้ม” กลายเป็นตัวแทนของ chaos energy “หมา Golden Retriever” กลายเป็นตัวแทนของแฟนธงเขียวธง เป็นต้น
แต่ต่อมาจากสัตว์ก็ก้าวไปสู่สิ่งอื่นๆ โดยผู้คนเริ่มสนใจการ “identity mapping” หรือการนำบุคลิกของคนมาแม็พกับคาแรกตเตอร์ของมนุษย์ และเริ่มแชร์คอนเทนต์กันมากขึ้น เพราะมีความคิดว่า เอ๊ะ! ไอ้เจ้าสิ่งนี้เหมือนคนนั้นคนนี้จัง เช่น “นี่เหมือนแฟนเก่าเราเลย” หรือ “นี่คือเพื่อนในออฟฟิศชัด ๆ” ฯลฯ ดังนั้น เมื่อ social media กลายเป็นพื้นที่ให้คนเอาตัวเองไป map กับ meme ต่างๆ คอนเทนต์ประเภทนี้จึงเติบโตเร็วมาก
AI เข้ามาเปลี่ยนเกม จาก meme ธรรมดา สู่ “จักรวาลคอนเทนต์”
เมื่อ generative AI โตขึ้น ทุกอย่างยิ่งไปไกลกว่าเดิม ขยับจากการสร้างบุคลิก หรือ mapping ผู้คน เริ่มมีการสร้างสตอรรี่เกิดเป็นจักรวาลคอนเทนต์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แมวจักรพรรดิ, แมว CEO, แมวกุ้ยเฟย, แมวไซเบอร์พังก์, แมวร้านหมูกระทะ, แมวออฟฟิศเงินเดือน 18,000 ฯลฯ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้คนไม่ได้ดูแค่เพราะว่าภาพมันสวยหรือตลกอย่างเดียวแล้ว แต่ดูเพราะมันเริ่มมีเรื่องราวและต่อยอดเป็นสตอรี่ได้เรื่อยๆ ทำเป็นตอนๆ มีจุดหักเห มีจุดให้คลิกต่อ กลายเป็นละครแนวตั้ง หรือเทียบเคียงกับละครคุณธรรมที่กำลังฮิตๆ อยู่
@tongtonc เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย — ส่วนเราคือ ทิมกุ้ยเฟย 😂🤣 #AI #petsoftiktok #catsoftiktok #สวนสัตว์tiktok #แมวน่ารัก ♬ เสียงต้นฉบับ – babycute – linlee164🌺
@cartoon.nami.2 กุ้ยเฟยจอมโหด #แมว #ละครคุณธรรม ♬ War Drums – Audiosphere
AI ทำให้คนธรรมดากลายเป็น mini studio ได้ทันที
อีกมุมที่น่าสนใจจากการ generative AI คือการสร้างสรรค์ผลงาน จากเดิมในอดีตการสร้าง character universe ต้องใช้ทีม animation หรือ production ขนาดใหญ่ แต่วันนี้คนคนเดียวก็สามารถเสกตัวละคร AI ได้วันละ 100 แบบ พร้อมทำ continuity ต่อเนื่องเหมือน cinematic universe ขนาดย่อมๆ ได้เลย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ meme cycle ยุคนี้ผลิตเร็วขึ้นอย่างมหาศาล
จาก “สัตว์”สู่ “ผลไม้นอกใจ” เมื่อทุกอย่างกลายเป็น relationship drama
หลังจาก wave ของสัตว์ AI และ character meme ก็เริ่มอิ่มตัว อินเทอร์เน็ตก็ขยับเข้าสู่เฟสใหม่ที่ รั่ว ปั่นสมองยิ่งกว่าเดิม นั่นคือ “ผลไม้มี personality” และมาถึงไวรัลที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยไถหน้าฟีดเจอ นั่นคือจักรวาลของ “ผลไม้นอกใจ” โดยคาแรคเตอร์หลัก ที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ เช่น ทุเรียนคือ toxic rich guy, ลำไย คือคนเจ้าชู้ , มะม่วง คือแฟนเก่าที่กลับมาตอน move on แล้ว, สตอร์เบอร์รี่ คือสาวใจง่าย เป็นต้น
@jatupatdanpair8 สายเลือดซ่อนเปรี้ยว🍊🍌 #ผลไม้พูดได้ #ผลไม้นอกใจ #ละครสั้น #ai ♬ เสียงต้นฉบับ – ละครผลไม้สด
@tae.ai.saler33 วงเวียนเสน่หา ep.2🍌🍍🍓 #ผลไม้นอกใจ #ผลไม้aiนอกใจ #ละครคุณธรรม #มาแรงวันนี้ #aicreator ♬ Sad song by piano and violin(886018) – NOVA
และนอกจากตัวผลไม้ที่สวมบุคลิกเป็นคนแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้คนฮิตติดเนื้อเรื่องนี้ก็คือ “relationship framework” ซึ่งเราคุ้นเคยกันในละครแนวตั้ง อาทิ red flag, green flag, toxic relationship ฯลฯ และเมื่อเอา framework เหล่านี้มาแม็พกับ object ธรรมดา มันจึงเกิดเป็นคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย แชร์ง่าย และ remix ได้ไม่มีจบ

Credit: @chomismaterialgirl
เหตุผลที่โซเชียลฯ ดันคอนเทนต์นี้ไม่รู้จบ
มากไปกว่านั้น คอนเทนต์ประเภทนี้ algorithm รักมาก เพราะมีคุณสมบัติครบ ไม่ว่าจะเป็น เข้าใจใน 1 วินาที, หยุดนิ้วได้, คอมเมนต์ต่อได้, tag เพื่อนได้, ทำเวอร์ชันตัวเองได้ และสำคัญที่สุดคือ “มันให้ Cheap Dopamine สูงมาก” เพราะ Cheap Dopamine ทำไมคนติดคอนเทนต์ไร้สาระมากขึ้น
คอนเทนต์ที่ตอบรับ Cheap Dopamine ในยุคโซเชียลฯ เบ่งบาน
Cheap Dopamine คือความสุขขนาดเล็ก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำทางสมอง ซึ่งปัจจุบันค่อนข้างสอดรับกับสมองคนยุค social media ที่ถูกฝึกให้เสพคอนเทนต์สั้น มุกตบเร็ว และความไร้สาระแบบไม่ต้องคิดเยอะ
ดังนั้น คอนเทนต์ประเภท “ผลไม้ toxic” หรือ “แมว CEO” ทำงานกับสมองได้ดี เพราะมันให้ reward ทางอารมณ์เร็วมาก คนไม่ต้องใช้สมองคิดเยอะ ไม่ต้องไตร่ตรองให้สูงมาก หรือไม่ต้องดูยาวๆ นานๆ แค่เห็นภาพ ส้ม กล้วย สัปปะรดใส่ชุดคน สมองก็รับ reward แล้ว
นี่คือเหตุผลที่อินเทอร์เน็ตกำลัง move จาก informative content ไปสู่ emotionally snackable content มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะใน TikTok และ Reels ที่เวลาแข่งขันกันเป็นวินาที
แล้ว “ยุง AI” มาได้ยังไง
เมื่ออินเตอร์เน็ตเริ่มทำให้ทุกอย่างดูเป็นมนุษย์ ล่าสุด แม้แต่ “ยุง” ก็ยังถูกจับมาทำเป็น Brain Riot คอนเทนต์ ซึ่งเริ่มจากการที่เราเห็นฟีดของยุงสวดมนต์ และต่อมาก็เริ่มมีการแต่งเรื่องแตกออกไป เช่น ยุงนักฆ่า, ยุงทวงหนี้, ยุง toxic ex, ยุง trained assassin, ยุงบินผ่านหูตอนตีสามแบบ psychological warfare ฯลฯ
@boom_x_ai วัดหวี่ #ยุงสวดมนต์ #viralvideo #ยุง #Ai ♬ original sound – 🇱🇹🫶🇨🇳小兰🫶🥰💕 – user20867499461
แต่แม้จะยังไม่ mass เท่าแมวหรือผลไม้ แต่ “ยุง” ก็มี potential สูงมาก เพราะมันอยู่ใน category ที่เรียกว่า relatable suffering หรือเป็นความทุกข์เล็ก ๆ ที่ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้
ถ้าให้ขยายความสิ่งที่เรียกว่า relatable suffering คืออะไร? ก็คล้ายกับปัญหารถติด, อากาศร้อน, แบตหมดยามจำเป็น, เน็ตล่ม หรือฝนตกตอนซักผ้า (ล้างรถ) เป็นต้น ยิ่งถ้าเป็น pain point ที่ universal มากเท่าไร ยิ่งกลายเป็น meme ได้ง่ายเท่านั้น
มิติใหม่ของ Marketing? และเหมาะกับ Brand ประเภทไหน
ในเชิงการตลาด นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป หลายแบรนด์ยังมอง trend พวกนี้เป็นคอนเทนต์ตลกชั่วคราว แต่จริง ๆ มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ digital behavior ผู้บริโภคยุคนี้ได้เช่นกัน เพราะผู้คนยุคใหม่ไม่ได้อยากเสพ “โฆษณา” ตรง ๆ แล้ว แต่พวกเขาอยากเสพงานที่สะท้อนตัวตน มี Insight joke ที่ทำให้เขารู้สึกร่วมได้ มีประสบการณ์ร่วม อย่าง relatable suffering ที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น แบรนด์ที่เล่น meme culture ได้ จึงสามารถสร้างความได้เปรียบด้าน attention มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง
สำหรับแบรนด์ที่คิดว่าน่าจะจับเรื่องนี้ได้ไม่อยาก น่าจะอยู่ใน category ประเภท F&B, beauty, lifestyle, pet เป็นต้น เพราะกลุ่มเหล่านี้สามารถเปลี่ยนสินค้าให้กลายเป็น character ได้ทันที
View this post on Instagram
จาก Meme สู่ Character Economy
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ เทรนด์เหล่านี้กำลังพาอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุคใหม่ของ “Character Economy” อนาคต คนอาจไม่ได้ติดตามแค่ influencer จริง ๆ อีกต่อไป แต่ติดตาม แมว AI, mascot AI, ตัวละคร meme, virtual creator, AI influencer
อันที่จริงเราเริ่มเห็นสัญญาณนี้แล้วในจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่ virtual character เริ่มมี fandom จริงจัง ดังนั้น แบรนด์ที่เข้าใจก่อน จะไม่ได้แค่ทำคอนเทนต์ไวรัล แต่จะสามารถสร้าง “IP” ของตัวเองได้
และเมื่อ AI ทำให้ต้นทุนการสร้าง character ลดลงแทบเป็นศูนย์ เราอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่ทุกแบรนด์ต้องมี mascot universe, character ecosystem, meme identity ให้แต่ละตัวมีเรื่องราวของตัวเอง มีจักรวาลเป็นของตัวเอง ไม่ต่างจากที่ทุกแบรนด์เคยต้องมี social media account เมื่อสิบปีก่อน
และแม้ว่า trend จะดูไร้สาระขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ทั้งหมดนี้คือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์นั่นคือ ทุกคนอยากเสพความสุข อยากหัวเราะโดยเฉพาะในโลกที่ข้อมูลหนักขึ้น เครียดขึ้น และเร็วขึ้น คอนเทนต์ absurd สั้น ๆ กลับกลายเป็น emotional snack ที่ผู้คนต้องการมากกว่าที่เคย ดังนั้น จากแมว AI สู่ผลไม้นอกใจ และอาจต่อไปถึงยุง toxic สิ่งเหล่านี้ต่อไปจะไม่ใช่ meme ชั่วคราว แต่อาจจะเป็นอนาคตของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ตัวละคร”, “อารมณ์”, และ “วัฒนธรรมร่วม” ที่สร้างขึ้นโดย AI แบบเรียลไทม์เลย.
อ้างอิงและสัญญาณที่เกี่ยวข้อง
- TikTok Newsroom – Trend & Culture Insights
แหล่งรวมพฤติกรรม TikTok trend, meme culture, creator behavior และ social engagement patterns - Google Trends
ใช้ดูการเติบโตของคำค้นเกี่ยวกับ AI meme, virtual influencer, anthropomorphism และ viral culture แบบ real-time - Meta IQ / Instagram Trend Report
ข้อมูลพฤติกรรม Reels, meme participation และ creator economy บน Instagram - Reddit – r/memes
หนึ่งในพื้นที่ต้นทางของ internet humor, absurd meme format และ character-based meme culture - Reddit – r/ChatGPT
community ที่เห็น evolution ของ AI-generated content และ AI personality trend ชัดมาก - Know Your Meme
ฐานข้อมูล meme culture ที่ใช้อ้างอิงการเกิด การแพร่ และ evolution ของ meme formats ต่าง ๆ - Harvard Business Review – Why Brands Need Cultural Relevance
แนวคิดเรื่อง cultural participation และแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในบทสนทนาของอินเทอร์เน็ต - WGSN Insight – Consumer Behaviour & Digital Culture
วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคยุค dopamine economy และ attention economy - MIT Technology Review – Generative AI Culture Shift
วิเคราะห์ผลกระทบของ generative AI ต่อ internet creativity และ media behavior - The Verge – AI Influencer & Virtual Character Coverage
บทความเกี่ยวกับ AI character, virtual influencer และอนาคตของ character economy - McKinsey – The State of AI and Consumer Adoption
ข้อมูล adoption ของ AI tools และผลต่อ consumer interaction - TikTok Creative Center
ใช้ดู emerging trends, trending hashtags, top creative formats และ viral hooks - YouTube Culture & Trends
วิเคราะห์ internet behavior และ evolving digital humor formats - HubSpot – Consumer Attention Span & Short-form Video Research
ข้อมูล supporting เรื่อง short-form content consumption และ cheap dopamine behavior
