103.58.148.118

Digital Life

Ξ Leave a comment

ใครจะต้านโซเชียลได้? เช็ค 3 ดราม่าพิสูจน์พลังออนไลน์ งานเข้าแบบไม่ทันเคลียร์!

posted by  826 views

เมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาซักเรื่อง จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงแบบที่เรียกกันว่า “ดราม่า” ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นบนโลกออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ตามที แต่เดี๋ยวนี้…ทุกสิ่งส่งผลถึงกัน! เราขอยกตัวอย่างดราม่าที่กำลังร้อนฉ่าจนฉุดไม่อยู่ แถมโยงกันนุงนังระหว่างโลกจริงโลกออนไลน์ ดูซิว่า กระแสโซเชียลมีพลังมากแค่ไหน ชี้เป็น ชี้ตายเรื่องราวต่างๆ ได้จริงหรือ?

ขอบอกไว้ก่อนเลย ที่รวบรวมเรื่องราวเหล่านี้มาบอกกล่าวกับคุณๆ ก็ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายใครทั้งสิ้น เพียงแต่อยากให้คุณได้เห็นถึงพลัง (ทำลายล้าง) หรือพลังสนับสนุนของโลกโซเชียล เท่านั้นแหละ

 

Screenshot (46)

ดราม่าไม่ร่วมงานรับรางวัล ลากยาวไปกระแสลูกเทพ…!

อย่างที่รู้กันสำหรับดราม่าที่คุณแม่ยังสาว กุ๊บกิ๊บ-สุมณทิพย์ ชี ไม่ได้พาลูกสาวซุป ‘ตาร์ ตัวน้อย เป่าเปา-พอลลีน่า ชี ไปร่วมงานประกาศรางวัลคนบันเทิงแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ไม่ไปเฉยๆ เพราะเจ้าตัวดันโพสต์ภาพและข้อความระบุว่าแฟนคลับไม่ต้องไปรอเชียร์ เนื่องจากเธอและลูกสาวไม่ได้ไปร่วมงานดังกล่าว ทีมงานไม่ได้เชิญ แน่นอน เมื่อมีคนเปิดประเด็นแล้ว แฟนคลับคนรักเป่าเปาต่างพากันไปถล่มช่องทางโซเชียลของการจัดงานดังกล่าว พูดง่ายๆ ก็คือเละ! แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นมหากาพย์ เพราะซัดกันนัวไปหมด แต่หลักๆ ก็จะมีฝ่ายผู้จัดงานและกุ๊บกิ๊บที่ตอบโต้กันคนละหมัด สองหมัด สลับกันไปมา แถมเรื่องราวยังเลยเถิดไปถึงเด็กน้อยวัยไม่ถึงขวบอย่างเป่าเปาอีกด้วย

แต่เพราะพลังโซเชียลขนานแท้! สารพัดเพจทั้งสายขาวสายดาร์คก็พากันเขี่ยดราม่านี้แบบต่อเนื่องเช่นกัน ประกอบกับพฤติกรรมตอบโต้กลุ่มคนที่เห็นต่างกับตนเองของกุ๊บกิ๊บ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ทำไมเราถึงบอกว่าแย่ลงน่ะเหรอ…

Screenshot (47)

ข้อมูลจากเว็บไทยแลนด์ซูเปอร์สตาร์

ขออ้างอิงสถิติจำนวนผู้ติดตาม IG@gggubgib36 ของสาวกุ๊บกิ๊บ จากเว็บไทยแลนด์ซูเปอร์สตาร์ ซึ่งพบว่าตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.ซึ่งเป็นวันถัดมาจากงานประกาศรางวัลที่เป็นประเด็น ยอดผู้ติดตามผ่าน IG ของกุ๊บกิ๊บก็เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง! โดยเริ่มต้นที่ 3,175 คน ถัดมาวันที่ 10 มิ.ย. ลดลงอีก 8,249 คนและมากถึง 13,442 คน เมื่อ 11 มิ.ย. เรียกว่าแค่ 3 วันในช่วงที่ดราม่ากำลังร้อน ทำให้กุ๊บกิ๊บมีคนติดตามผ่านช่องทางดังกล่าวน้อยลงเกือบ 25,000 คนทีเดียว กระทั่งวันที่ 12 มิ.ย. จำนวนผู้ติดตามเธอก็ยังลดลงอีกราว 6,900 คน จากเดิม IG นี้จะมีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นหลายพันคนต่อวัน แต่หากเทียบกับจำนวนผู้ติดตามเธออีกกว่า 5.5 ล้านคน ก็ถือเป็นสัดส่วนเล็กน้อยยังไม่ถึง 1% จากทั้งหมด

เห็นตัวอย่างชัดๆ สำหรับเรื่องนี้ซึ่งเป็นประเด็นจากโลกออฟไลน์ แต่การโพสต์ข้อความและตอบโต้กันไปมาผ่านโซเชียลมีเดียทำให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตดราม่าข้ามวันข้ามคืน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จบ (จบมั้ย น่าจะจบแล้วนะ) เพราะกุ๊บกิ๊บได้เดินทางไปขอโทษผู้จัดงานดังกล่าว แต่ไม่ได้ขอโทษเปล่านะจ๊ะ เขาลงภาพจับมือและกอดกันเพื่อประกาศจบดราม่าด้วย นี่สิ…โลกมายา!

 

Screenshot (48)

ฝรั่งพูดไทย ชอบทำการทดลอง!

เดี๋ยวนี้…การออกมาขอโทษหรืออธิบายถึงเรื่องราวหลังเกิดดราม่า คงไม่พอ!!! ดูตัวอย่างจากกรณีของครีเอเตอร์ที่ชื่อ เนท บาร์ทลิ่ง ฝรั่งพูดไทย คงพอจะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะหลังจากที่เขาได้เผยแพร่คลิป “แมว vs แมงป่อง!!! ใครจะชนะ?!?” ผ่าน Youtube Channel “My Mate Nate” ก็มีคนดูคลิปดังกล่าวไปแล้วกว่า 1.6 ล้านครั้ง แต่ตามด้วยเสียงบ่นว่าเป็นพฤติกรรมโหดร้าย ทารุณสัตว์จากคนรักแมวและผู้คนทั่วไปอีกเป็นกระบุง ซึ่งแม้ว่าภายหลัง เนท จะออกมาชี้แจงว่าเป็นเพียงการสอนให้แมวได้เรียนรู้การเอาตัวรอดจากแมงป่อง แต่ดูเหมือนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย…ไม่ขอยอมรับเหตุผลของเนท ถึงขั้นมีการแจ้งความดำเนินคดี รวมถึงรณรงค์ให้ผู้เห็นด้วยได้ลงชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อดำเนินคดีกับเนทในข้อหาทารุณกรรมสัตว์อีกด้วย

เคสนี้ถือว่ารับไปเต็มๆ ไม่ว่าจะออกมาชี้แจง ขอโทษ หรือพยายามเคลียร์ดราม่าอย่างไร ก็ดูเหมือนว่ากลุ่มคนรักสัตว์ต่างพร้อมใจกัน Say No ส่ายหัวไม่รับฟังคำอธิบาย เพราะบางส่วนอาจจะฝังใจกับพฤติกรรมของครีเอเตอร์รายนี้ ซึ่งเคยทำคลิปพิสูจน์ทักษะภาษาอังกฤษของวัยรุ่นไทยมาแล้ว แต่ดันเป็นการล้อเลียนด้วยประโยคที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ โดยครั้งนั้น เนท ก็ได้ออกมาขอโทษขอโพยยกใหญ่ หลังคนไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่สนุกกับการกระทำของเขา ยิ่งพอเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย หลายฝ่ายจึงมองว่าเขาต้องการสร้างดราม่าขึ้นมาเพื่อเรียกเรตติ้งให้ตัวเอง!

แถมยังงานเข้าอีกเด้ง เพราะทรูมูฟ เอช ได้ออกมาประกาศว่าเนทไม่ใช่พรีเซนเตอร์ของทรูมูฟ เอช พร้อมกับจะทำยุติการเผยแพร่ภาพกิจกรรมที่มีครีเอเตอร์คนดังกล่าวจากสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ของบริษัท เนื่องจากต้องการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า โดยจะนำเสนอและคัดเลือกตัวแทนโฆษณาสินค้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชนและสังคมเท่านั้น

 

virgin11

ฟิตเนสใจดี อยากบริการลูกค้าใหม่ แต่เจอลูกค้าเก่ารุมโวย!

เรื่องนี้คงต้องเรียกว่างานเข้าแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะหลังจากที่ฟิตเนสแห่งหนึ่งปิดตัวเองลงอย่างกะทันหัน ทำให้ลูกค้าจำนวนมากไม่ทันตั้งตัวและไม่มีพื้นที่สำรองให้ใช้บริการนั้น Virgin Active พยายามจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจากการฉวยฐานลูกค้าเก่าจากฟิตเนสที่เพิ่งปิดตัวมาเป็นของตัวเอง ด้วยข้อเสนอแบบหวังซื้อใจ! เปิดให้เข้าใช้บริการฟรี แต่บอกเลยว่างานนี้ไม่ง่ายเพราะเจอลูกค้าเก่าพร้อมใจกันเหยียบเบรค ว่าทุกวันนี้ก็มีปัญหาอุปกรณ์และห้องอาบน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว

ทำเอาฟิตเนสใจดีต้องออกมาย้ำชัดๆ ว่า ช่วงเวลาที่เปิดให้ลูกค้าอีกฟิตเนสมาใช้งานฟรีนั้นแค่ 19 วัน และจะไม่รบกวนลูกค้าเดิมแน่นอน ก็ไม่ได้ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบหายไปแต่อย่างใด “น้ำขึ้นให้รีบตัก” คงใช้กับสถานการณ์นี้ไม่ได้ เพราะเจอทัพลูกค้าเก่ากดดันให้เทน้ำทิ้งซะแล้ว

 

หากโยงกลับมาสู่เรื่องการตลาด คงจะพอสรุป ดังนี้…

1. คนไทยให้ความสำคัญกับประเด็นเซนซิทีฟ “เสมอ” หมายความว่า ทั้งแบรนด์และตัวแทนของแบรนด์ไม่ควรมีภาพลักษณ์ที่สุ่มเสี่ยงหรือเกี่ยวพันกับประเด็นการสร้างความขัดแย้ง เหยียดผิว หรือแม้แต่การใช้ความรุนแรง ทารุณกรรมต่อคนและสัตว์โดยเด็ดขาด

2. ไม่ว่าแบรนด์จะให้ความสำคัญกับ…แบรนด์แอมบาสเดอร์ พรีเซนเตอร์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ มาก-น้อยเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน คือ แบรนด์ต้องให้ความสำคัญสูงสุดต่อผู้บริโภคเสมอ! ทั้งความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์

3. เราไม่ได้บอกว่าคุณจะทำตลาดโดยใช้ข้อห้ามแบบที่เราบอกไว้ด้านบนไม่ได้ เพราะถ้าคุณนิยมทำการตลาดเชิงลบ (Negative Marketing) ก็คงจะถูกใจกับประเด็นยิ่งฉาว…ยิ่งดัง พิสูจน์พลังโซเชียลกันไปเลย…ว่าไวยิ่งกว่าไฟป่าลามทุ่ง!!! จริงหรือเปล่า

 

Copyright © MarketingOops.com

 

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

User Name: Ms.นกยูง

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


four + = 8

Recent Posts

Facebook