‘เที่ยวไหนก็ได้ แต่ต้องสนุกตลอดทริป!’ สรุป 5 เทรนด์ท่องเที่ยวโลกจากเวที Envision 2026 เมื่อ ‘ประสบการณ์’ กลายเป็นหัวใจของการเดินทางยุคใหม่ 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังกลับมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังดีมานด์การเดินทางระหว่างประเทศฟื้นตัวต่อเนื่องในหลายภูมิภาค ข้อมูลจากเวที Envision 2026 ที่เซี่ยงไฮ้ กลับมาอีกครั้ง พร้อมด้วยอินไซต์การท่องเที่ยวของทั่วทั้งโลก

โดยในปี 2025 Trip.com Group ระบุว่า มีนักเดินทางระหว่างประเทศมากกว่า 1,500 ล้านคน เพิ่มขึ้น 60 ล้านคนจากปีก่อน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP โลก คิดเป็นมูลค่า 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกี่ยวข้องกับการจ้างงาน 366 ล้านตำแหน่งทั่วโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการท่องเที่ยวกำลังกลับมาแข็งแรงในเชิงเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่าคือรูปแบบการเติบโตที่เปลี่ยนไป นักเดินทางมีความคาดหวังสูงขึ้น ทริปหนึ่งทริปมีรายละเอียดซับซ้อนขึ้น คอนเทนต์มีผลต่อการตัดสินใจมากขึ้น และเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วยตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง ไปจนถึงหลังจบทริป

จึงอยากชวนมาดู 5 เทรนด์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

 

1. คนเลือกเดินทางจาก ‘เหตุผลของทริป’ มากกว่าแค่ชื่อเมือง

 

การท่องเที่ยวยุคนี้กำลังขยับจากการเลือกจุดหมายปลายทางแบบกว้างๆ ไปสู่การเลือกเหตุผลเฉพาะของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น 

– คอนเสิร์ตและเฟสติวัล

– กีฬาและอีเวนต์ระดับเมือง

– เส้นทางอาหารและวัฒนธรรม

– ประสบการณ์ท้องถิ่น

– ทริปสุขภาพหรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม

 

โดยมีกรอบ 3Ds สรุปปลายทางยุคใหม่ที่ผู้คนมักจะเลือกเดินทางไป 

– Discovery การค้นพบปลายทางใหม่ หรือเมืองทางเลือกที่กำลังมาแรง

– Diversity ความหลากหลายของประสบการณ์ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร กีฬา อีเวนต์ และไลฟ์สไตล์

– Depth การเดินทางที่ลึกขึ้น ทั้งในแง่เวลา เส้นทาง และความหมายของทริป

 

– ข้อมูลด้าน Purposeful Travel ยังสะท้อนทิศทางเดียวกัน โดย entertainment-related bookings เติบโตราว 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

– กลุ่ม attraction segments เติบโตราว 30% ตัวเลขนี้บอกว่าการเดินทางจำนวนมากกำลังเกิดจาก “กิจกรรม” หรือ “ประสบการณ์” ที่เป็นแรงจูงใจหลัก มากกว่าการเดินทางเพื่อไปเช็กอินปลายทางเพียงอย่างเดียว

 

2. AI จะกลายเป็นผู้ช่วยจัดการความยุ่งยากของการเดินทาง

 

การเดินทางหนึ่งครั้งเต็มไปด้วยรายละเอียดจำนวนมาก ตั้งแต่วางแผนวันเดินทาง เลือกเส้นทาง เปรียบเทียบราคา จองตั๋ว จองโรงแรม จัดการไฟลต์ดีเลย์ เปลี่ยนแผนระหว่างทาง ไปจนถึงการขอคืนเงินหรือเอกสารหลังจบทริป 

ยิ่งทริปซับซ้อนขึ้น ผู้บริโภคยิ่งต้องการตัวช่วยที่จัดการเรื่องเหล่านี้ได้เร็ว และเข้าใจบริบทมากขึ้น

 

AI ในแอปพลิเคชันการเดินทางจึงยิ่งสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ช่วยลดความยุ่งยากตลอดทั้งทริป

– ก่อนเดินทาง: ช่วยวางแผนเส้นทาง แนะนำตัวเลือก และเปรียบเทียบสินค้า

– ระหว่างเดินทาง: ช่วยรับมือเหตุขัดข้อง ปรับแผน และตอบคำถามเฉพาะหน้า

– หลังเดินทาง: ช่วยดูแลงานบริการหลังการจอง เช่น การขอคืนเงิน เอกสาร หรือใบแจ้งหนี้

 

จากข้อมูลพบว่า AI adoption rate ของผู้บริโภคอยู่ที่มากกว่า 50% และ contacts per order ลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน หมายความว่า AI เริ่มช่วยลดภาระการติดต่อซ้ำๆ และช่วยให้ผู้ใช้จัดการปัญหาได้รวดเร็วขึ้น

ในฝั่งการเดินทางเพื่อธุรกิจ AI ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน 59% ขององค์กรอยู่ในกลุ่มที่กำลังวางแผนใช้หรือเริ่มใช้ AI ใน digital management แล้ว เพราะการเดินทางขององค์กรต้องคุมหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งงบประมาณ นโยบายบริษัท การอนุมัติ รายงานค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงของพนักงานระหว่างเดินทาง

แก่นของเทรนด์นี้จึงอยู่ที่การลด friction ของผู้ใช้ AI ในธุรกิจท่องเที่ยวจะมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น จัดการปัญหาเร็วขึ้น และทำให้ทริปทั้งทริปไหลลื่นกว่าเดิม

 

3. ทำคอนเทนต์อย่างไรให้คนอยากไปเที่ยวมากขึ้น และยอดจองจริงสูงขึ้น 

 

คอนเทนต์ท่องเที่ยวเคยมีบทบาทหลักในการสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้คนเห็นภาพปลายทางสวยๆ แล้วอยากเดินทาง แต่ในยุคครีเอเตอร์ แพลตฟอร์ม และคอมมูนิตี้ คอนเทนต์กำลังขยับมาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการซื้ออย่างชัดเจนขึ้น

คอนเทนต์ควรถูกออกแบบให้ทำงานลึกกว่า awareness เพียงชั้นเดียว เพราะคอนเทนต์ที่ดีต้องมีเส้นทางชัดเจน

1. เห็นแล้วสนใจ

2. เข้าใจว่าประสบการณ์นั้นเหมาะกับใคร

3. ได้ข้อมูลพอสำหรับการวางแผน

4. เห็นเส้นทางไปสู่การจองหรือการซื้อต่อทันที

สำหรับแบรนด์ โรงแรม สายการบิน เมืองท่องเที่ยว และแพลตฟอร์ม การทำคอนเทนต์ต้องตอบทั้งความรู้สึกและการตัดสินใจ คนดูต้องเห็นแล้วอยากไป และต้องมีข้อมูลพอสำหรับการเริ่มวางแผนต่อ

 

4. ทริปยุคใหม่จะถูกมองเป็นเส้นทางเดียว มากกว่าการซื้อบริการแยก

 

ในมุมของผู้บริโภค การเดินทางหนึ่งทริปแทบจะประกอบด้วยหลายบริการเสมอ อาจเริ่มจากเที่ยวบินระหว่างประเทศ ต่อด้วยรถไฟข้ามเมือง เข้าพักหลายโรงแรม จองกิจกรรมท้องถิ่น ใช้บริการสนามบิน และติดต่อบริการหลังการขายเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง

แต่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ จึงควรเชื่อมทุกบริการให้เสร็จจบในที่เดียว เพื่อออกแบบประสบการณ์ end-to-end journey เพราะผู้บริโภคต้องการให้แต่ละส่วนของทริปเชื่อมกันอย่างลื่นไหล และต้องการทางเลือกเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เช่น เปลี่ยนยานพาหนะ เปลี่ยนเส้นทาง หรือเพิ่มกิจกรรมระหว่างทาง

เทรนด์นี้มีความหมายสำคัญต่อธุรกิจท่องเที่ยว เพราะผู้เล่นแต่ละรายต้องเข้าใจว่าตัวเองอยู่ตรงจุดใดของ journey และจะเชื่อมกับบริการอื่นอย่างไรให้ผู้เดินทางรู้สึกต่อเนื่องที่สุด

 

5. แพลตฟอร์มท่องเที่ยวกำลังกลายเป็นโครงสร้างกลางของทั้งอุตสาหกรรม

 

เมื่อการเดินทางซับซ้อนขึ้น แพลตฟอร์มท่องเที่ยวจึงมีบทบาทมากกว่าแค่ช่องทางจองออนไลน์ เพราะแพลตฟอร์มทำหน้าที่เชื่อมดีมานด์จากผู้บริโภค ตัวเลือกจากพาร์ทเนอร์ ข้อมูล การชำระเงิน คอนเทนต์ บริการหลังการขาย และการทำตลาดข้ามประเทศเข้าด้วยกัน

บทบาทของแพลตฟอร์มจึงแยกได้เป็น 2 ฝั่งหลัก

– ฝั่งนักเดินทาง: ช่วยรวมตัวเลือกจำนวนมากไว้ในที่เดียว และช่วยให้จัดการทริปได้ง่ายขึ้น

– ฝั่งพาร์ทเนอร์: ช่วยเปิดทางสู่ลูกค้าหลายตลาด พร้อมข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจความต้องการและปรับข้อเสนอได้แม่นยำขึ้น

ข้อมูลจากเวที Envision 2026 ระบุว่า Trip.com Group สร้าง proceeds ให้พาร์ทเนอร์มากกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 พร้อมยอดจองบน OTA ระหว่างประเทศเติบโต 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอด outbound hotel and air bookings อยู่ที่ระดับ 140% ของปี 2019

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์มในฐานะตัวกลางของ ecosystem มากกว่าหน้าร้านดิจิทัลธรรมดา แพลตฟอร์มสามารถช่วยกระจายดีมานด์ เชื่อมตลาดต้นทางกับปลายทาง สนับสนุนพาร์ทเนอร์ และทำให้บริการหลังการจองมีมาตรฐานมากขึ้น

 

โลกท่องเที่ยวรอบใหม่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ประสบการณ์ และความเข้าใจผู้บริโภค

 

Envision 2026 สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาโตในบริบทใหม่ ผู้บริโภคเดินทางมากขึ้น แต่ก็คาดหวังทริปที่สะดวก เฉพาะตัว และมีความหมายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจท่องเที่ยวต้องรับมือกับ journey ที่ซับซ้อนกว่าเดิม และต้องทำงานร่วมกับผู้เล่นหลายฝ่ายใน ecosystem

ภาพรวมจากทั้ง 5 เทรนด์ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน

  • AI จะช่วยลดความยุ่งยากของทริป
  • คอนเทนต์จะมีบทบาทมากขึ้นต่อการตัดสินใจ สำคัญที่จะต้องนำไปสู่การจองได้ในตัวเอง
  • แพลตฟอร์มจะเป็นโครงสร้างกลางของอุตสาหกรรม
  • จุดหมายปลายทางต้องสร้างเหตุผลที่ชัดเจนให้ผู้คนอยากเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง

การท่องเที่ยวยุคถัดไปจึงยังเป็นเรื่องของสถานที่ แต่สิ่งที่ทำให้คนเลือกเดินทางจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เรื่องราว ความสะดวก และคุณค่าที่ได้รับตลอดทั้งทริปมากขึ้นเรื่อยๆ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •