
Microsoft ออกคำเตือนถึงนักเดินทาง หลังตรวจพบภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มุ่งโจมตีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงแรมและสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยเป็นการดัดแปลงเส้นทางการรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตในลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง แต่เลือกโจมตีเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม
Microsoft Threat Intelligence เผยแพร่ประกาศเตือนผ่านเว็บไซต์ของบริษัทเมื่อวันศุกร์ (31 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา หลังตรวจพบปฏิบัติการยึดเส้นทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งตั้งชื่อว่า “CaptiveCrunch”
Microsoft ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศหนึ่งในชื่อ Storm-2945 ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของ Midnight Blizzard หรือที่รู้จักกันในชื่อ APT29 และ Cozy Bear
บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า Midnight Blizzard มีความเชื่อมโยงกับหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย หรือ SVR
Microsoft ตรวจพบการเจาะระบบเครือข่าย Wi-Fi ขององค์กรในธุรกิจโรงแรมและบริการต้อนรับเป็นวงกว้าง รวมถึงเครือข่ายประเภทอื่น โดยเริ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวดังกล่าวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม Microsoft ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับ ABC News ว่า เหตุใดบริษัทจึงใช้เวลาประมาณสามเดือนก่อนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามนี้ต่อสาธารณะ
นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว Microsoft ยังเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการโจมตีของกลุ่มแฮกเกอร์ รวมถึงแนวทางที่ประชาชนสามารถนำไปใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเจาะระบบ
การแฮก Wi-Fi โรงแรมเกิดขึ้นได้อย่างไร
Microsoft ระบุว่า กลุ่ม Storm-2945 มุ่งโจมตีโรงแรมและสถานประกอบการด้านการบริการในหลายประเทศทั่วโลก โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ซึ่งต้องเข้าสู่ระบบผ่านหน้าล็อกอินสำหรับผู้เข้าพัก หรือที่เรียกว่า Captive Portal
เมื่อผู้ใช้งานเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ถูกเจาะระบบ จะได้รับข้อความแจ้งให้ดาวน์โหลดไฟล์ที่เป็นอันตราย หลังจากนั้นแฮกเกอร์จะติดตั้งมัลแวร์ลงในอุปกรณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น คุกกี้จากเบราว์เซอร์ รหัสผ่าน เอกสาร และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ
มัลแวร์ยังสามารถบันทึกการกดแป้นพิมพ์ จับภาพหน้าจอ บันทึกเสียงและวิดีโอ ตรวจสอบข้อมูลที่คัดลอกไว้ในคลิปบอร์ด รวมถึงควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกลได้
ในบางกรณี ผู้ที่พยายามเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ถูกโจมตีอาจถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้าล็อกอินปลอม หากกรอกข้อมูลลงในหน้าดังกล่าว แฮกเกอร์อาจเข้าถึงบัญชี Microsoft 365 ของผู้ใช้งาน และขยายการเข้าถึงไปยังอีเมลและไฟล์ที่จัดเก็บอยู่ใน OneDrive ได้
รูปแบบการโจมตีที่ผู้ใช้งานอาจพบ
ผู้ที่เผชิญกับภัยคุกคามนี้อาจเห็นหน้าต่างหรือข้อความแจ้งเตือนปลอมหลายรูปแบบ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือและทำให้ผู้ใช้งานสังเกตได้ยากว่าเป็นการหลอกลวง
Microsoft ยกตัวอย่างหน้าต่างปลอมที่อาจปรากฏขึ้นหลังจากเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ถูกเจาะระบบ โดยมักแจ้งให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดโปรแกรมอัปเดตหรือแพตช์ต่าง ๆ ได้แก่
- “winupdate” หน้าจอปลอมของ Windows Update ซึ่งแสดงข้อความว่า “กำลังดำเนินการอัปเดต กรุณาอย่าปิดคอมพิวเตอร์”
- “defender” หน้าจอสแกนไวรัสปลอมที่เลียนแบบระบบ Windows Security
- “directx” โปรแกรมติดตั้ง DirectX End-User Runtime Web Installer ปลอม
- “vcredist” โปรแกรมติดตั้ง Microsoft Visual C++ 2015–2022 Redistributable ปลอม
- “sysopt” เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพดิสก์ปลอม
- “netfix” เครื่องมือวิเคราะห์ปัญหาเครือข่าย Windows ปลอม
- “browser” ข้อความแจ้งให้อัปเดตเบราว์เซอร์
- “pdfview” โปรแกรมติดตั้งสำหรับเปิดเอกสารปลอม
ในบางสถานการณ์ ผู้ใช้งานอาจได้รับข้อความแจ้งให้อัปเดตเบราว์เซอร์ โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบอัตโนมัติ
หน้าจอตรวจสอบปลอมเหล่านี้อาจออกแบบให้คล้ายกับหน้าเว็บของ Google พร้อมข้อความ เช่น “ยืนยันว่าเป็นคุณ” หรือ “ระบบของเราตรวจพบการรับส่งข้อมูลที่ผิดปกติจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของคุณ กรุณาดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อเข้าถึง Google Search”
หากผู้ใช้งานทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ แฮกเกอร์อาจเข้าถึงอุปกรณ์และควบคุมการทำงานจากระยะไกลได้
วิธีป้องกันตัวจากการถูกแฮก
Microsoft แนะนำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องใช้เครือข่ายสำหรับผู้เข้าพักในโรงแรม ศูนย์ประชุม สนามบิน หรือสถานที่สาธารณะอื่น ๆ
หากเป็นไปได้ ผู้ใช้งานควรเลือกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายส่วนตัว เช่น การเปิดฮอตสปอตจากโทรศัพท์มือถือ แทนการใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ
ผู้ใช้งานควรระวังข้อความป๊อปอัปที่ปรากฏขึ้นโดยไม่คาดคิด และหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดโปรแกรมอัปเดต ใบรับรองดิจิทัล โปรแกรมอัปเดตเบราว์เซอร์ เครื่องมือแก้ไขปัญหาเครือข่าย หรือโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ถูกนำเสนอผ่านหน้าล็อกอินของ Wi-Fi สาธารณะ
Microsoft ยังเตือนไปยังองค์กรต่าง ๆ ให้ตรวจสอบว่า พนักงานเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลใดให้กับผู้ให้บริการโรงแรมและสถานที่พัก เมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายสำหรับผู้เข้าพัก
ที่มา: ABC News
