[ข่าวประชาสัมพันธ์]

ทุกวันนี้การมีสินค้าดีหรือบริการที่แตกต่าง อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ SME เติบโตได้ ยังมีอีกหลายด่านที่ต้องฝ่าฟัน ทั้งเงินทุน ความรู้ ช่องทางตลาด ข้อมูล และโอกาสที่ตอบโจทย์
และนี่คือโจทย์ที่ สสว. ต้องการเข้ามาเป็นผู้ที่ช่วยเชื่อมโยง SME ให้เกิดการเติบโต ผ่านบทบาท “The Growth Connector” ภายใต้แคมเปญ “สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย” ที่ไม่ได้เพียงนำข้อมูลและสิทธิประโยชน์ไปบอกผู้ประกอบการ แต่ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจว่า แต่ละธุรกิจต้องการ “กุญแจ” ดอกไหน เพื่อปลดล็อกการเติบโตของตัวเอง
ซึ่ง สสว. มี “กุญแจ” 5 ดอก เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ได้แก่ แหล่งเงินทุน, ความรู้และคำปรึกษา, โอกาสทางการตลาด, ข้อมูลและสิทธิประโยชน์ และนโยบายรัฐ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แคมเปญไม่ได้หยุดอยู่แค่การสื่อสารภาพลักษณ์ หากยังนำแนวคิดดังกล่าวลงไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการตัวจริงทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรม สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย สัญจร 4 ภาค ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ ในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีผลตอบรับสะท้อนชัดเจน เมื่อมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 7,000 คน จาก 4 ภูมิภาคทั่วไทย
4 ภาค 4 โจทย์ธุรกิจ เมื่อศักยภาพของแต่ละท้องถิ่น กลายเป็นหมัดเด็ดสำคัญ
สิ่งที่ทำให้โรดโชว์ของ สสว. ครั้งนี้น่าสนใจ คือการไม่ได้หยิบโมเดลเดียวไปใช้กับทุกพื้นที่ แต่เลือกออกแบบการลงพื้นที่ให้สอดคล้องกับศักยภาพและโจทย์ทางธุรกิจของแต่ละภูมิภาค

เริ่มจาก ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นแต้มต่อของธุรกิจ” ซึ่งสะท้อนศักยภาพของสินค้าและธุรกิจท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดตัวตนและเอกลักษณ์ไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมชมกิจการ SME ในอำเภอแม่แตงและอำเภอสันทราย เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากผู้ประกอบการโดยตรง
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และแนวทางการสร้างแพลตฟอร์ม e-Commerce ของไทย เพื่อเป็นอีกช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้า ลดต้นทุนค่าธรรมเนียม และเพิ่มโอกาสให้ SME ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

จากภาคเหนือ เดินทางต่อไปยัง ภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กับโจทย์ “เปิดประตูการค้าชายแดน เชื่อมธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก” ซึ่งใช้จุดแข็งด้านทำเลและการค้าชายแดนเป็นโอกาสในการขยายตลาด

ขณะที่ ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี โฟกัสไปที่ “ยกระดับซัพพลายเชนท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่โอกาสธุรกิจไร้ขีดจำกัด” สะท้อนบทบาทของ SME ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของระบบซัพพลายเชนและภาคอุตสาหกรรม

และปิดท้ายที่ ภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด “ส่งพลังท้องถิ่น สู่จุดแข็งบนเวทีโลก” ที่ต้องการยกระดับศักยภาพของธุรกิจท้องถิ่นให้สามารถมองไกลไปถึงตลาดระดับประเทศและตลาดโลก
ทั้ง 4 พื้นที่จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของการลงพื้นที่ของ สสว. แต่เปรียบเสมือน 4 มุมมองที่สะท้อนว่า SME ไทยกำลังมองหาโอกาสเติบโตจากจุดแข็งที่แตกต่างกัน
ไม่ใช่แค่ให้ข้อมูล แต่ทำให้ “ความรู้” ที่เอาไปใช้ได้จริง

อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมคือ The Unlock Stage เวทีที่ออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ลงมือทำธุรกิจจริง ซึ่งมีทั้งทั้ง ไอซ์พาดี้-ภาวิดา จาก Happy Sunday, ป้าตือ-สมบัษร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภาพลักษณ์และออร์แกไนเซอร์ และวิท-วริศ จากแบรนด์ซิงซิงหม่าล่า ตั้งแต่งานเปิดตัวที่กรุงเทพฯ ไปจนถึงผู้ประกอบการและอินฟลูเอนเซอร์ในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ มาวิน ทวีผล ในสายฟู้ดคอนเทนต์ที่ฟินเวอร์ – เชียงใหม่, เคน-ภูภูมิ กับธุรกิจร้านขนมเคนภูปัง – หาดใหญ่, ดัง-ณัฎฐ์ฐชัย เจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ขนมโฮมเมด NAVORI – ชลบุรี และ ต้าห์อู๋-พิทยา กับแบรนด์โกโก้ในตำนาน – ขอนแก่น
ถือเป็นการเปลี่ยนเรื่องที่อาจดูเป็นภาษาธุรกิจให้กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายไอเดีย ตั้งแต่การทำตลาด การบริหารต้นทุน การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสนามธุรกิจ และเมื่อองค์ความรู้ถูกเล่าผ่านคนที่ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่รู้จัก ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ถึงการสนับสนุนด้านต่างๆ ของ สสว. ทำให้โอกาสใหม่ ๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
กิจกรรมต่าง ๆ ในงานโรดโชว์ นอกจากเวทีเสวนาและนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟแล้ว ภายในงานยังมีบูธให้คำปรึกษาธุรกิจจาก ศูนย์ OSS (One-Stop Service) ที่เปิดให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาได้ฟรี เพราะนอกจากจะได้รู้จัก สสว. แล้ว ไปยังสามารถนำความรู้หรือโอกาสนั้นกลับไปต่อยอดธุรกิจได้จริง
สสว. กับบทบาทที่ไม่ได้วัดความสำเร็จแค่จำนวนคนเข้าร่วม

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการเดินทางไปเพื่อรับฟังและพูดคุยกับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างโอกาสให้ SME ไทย ซึ่งสะท้อนภารกิจของ สสว. ในการเป็นผู้ปลดล็อกเชิงรุกและเชื่อมโยงโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดและเดินหน้าธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง
“ความสำเร็จของกิจกรรมนี้จึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่คือการทำให้คนรู้จักบทบาทหน้าที่ของ สสว. ไปจนถึงความเชื่อใจ และนำองค์ความรู้ที่ สสว. ให้ไปปรับใช้ได้จริงในธุรกิจของตนเอง สามารถสร้างคอนเน็กชั่น เชื่อมต่อ และต่อยอดโอกาสได้ต่อไปในอนาคต”
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ต้องการในวันที่เศรษฐกิจไม่มีอะไรแน่นอน อาจไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปว่าต้องทำธุรกิจอย่างไร แต่คือการเข้ามาช่วยปลดล็อก ตั้งแต่เงินทุน ความรู้ ตลาด ข้อมูล ไปจนถึงคอนเน็กชั่น และนโยบายที่ช่วยลดข้อจำกัด ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ สสว. ในฐานะ The Growth Connector —กับการทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” เพื่อให้ SME ไทยมองเห็นโอกาสที่อยู่ตรงหน้า เข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น และเปลี่ยนศักยภาพของธุรกิจท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังในการแข่งขันบนเวทีระดับโลก
ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการสอบถามข้อมูลหรือขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สสว. ได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 1301 หรือ 02-142-9000 หรือ เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes และเว็บไซต์ https://sme.go.th/
[ข่าวประชาสัมพันธ์]
