
ประเทศไทยคือครัวของโลก แต่ปัจจุบันครัวของโลกกำลังประสบปัญหามากมาย จนส่งผลให้การทำการเกษตรยากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ เดี๋ยวแล้งจัด เดี๋ยวน้ำท่วม ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ และยังต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ภาพจำเดิม ๆ ที่เห็นเกษตรกรเดินหว่านปุ๋ยทีละไร่ แล้วรอให้ฟ้าฝนช่วยตกลงมาชะล้างให้ปุ๋ยละลายลงดิน อาจต้องเปลี่ยนไปเมื่อนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
เมื่อพูดถึงนวัตกรรม ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคำว่า “Smart Farming” ที่มีการใช้ข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์และประมวลผลให้การทำการเกษตรแม่นยำมากขึ้น คนทั่วไปอาจรู้สึก…ว้าว!!! แต่ในมุมของเกษตรกรนั่นคือต้นทุนที่ต้องทุ่มลงไป บางครั้งก็ดูจะเป็นเครื่องมือเฉพาะฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีกำลังจ่ายสูง

หากถามใจเกษตรกรใครบ้างที่ไม่อยากได้เทคโนโลยีที่มาช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ด้วยราคาที่เข้าไม่ถึง เกษตรกรจึงทำได้อย่างเดียวคือการทำใจแล้วหันไปทำการเกษตรแบบดั้งเดิม
คนที่รู้ใจพืชผสานการทำงานกับผู้พัฒนาระบบ
ทว่าความคิดนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อมีความพยายามที่จะให้เกษตรกรทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบฟาร์มสมัยใหม่ ส่งผลให้เกิดแนวคิดการให้เกษตรกรสามารถรดน้ำและให้ปุ๋ยได้พร้อมกัน ในปริมาณที่พอดิบพอดี ไม่เหลือทิ้งให้เสียของ และไม่ต้องจ้างใช้คนเดินหว่าน เป็นเทคโนโลยีที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน สำคัญที่สุดเกษตรกรคนไหน ๆ ก็เข้าถึงได้

โดย คุณนันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด และคุณนันทภรณ์ อังศุกุลธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรอินโน จำกัด เห็นตรงกันว่า การทำการเกษตรแม่นยำเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกร จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง ยาราและเกษตรอินโน เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันฟาร์มครบวงจรมาช่วยพัฒนาระบบการให้ปุ๋ยผ่านน้ำ (Fertigation) โดยมุ่งเน้นโซลูชันที่เกษตรกรไทยจับต้องได้จริง ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และที่สำคัญคือ ราคาต้องสมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ปัญหา “ท่อน้ำตัน” ยังเป็นปัญหาคลาสสิกของผู้ที่เคยพยายามละลายปุ๋ยไปตามสายน้ำ รวมไปถึงสัดส่วนของปุ๋ยที่ให้ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะพื้นที่แปลงที่อยู่ใกล้ต้นทางปริมาณปุ๋ยจะมีสัดส่วนที่มาก ขณะที่ต้นที่อยู่ปลายทางสัดส่วนของปุ๋ยอาจลดลงตามระยะทาง จนบางครั้งไม่มีสัดส่วนของปุ๋ยมีแต่น้ำเปล่า นั่นจึงทำให้เกิดการพัฒนาการให้ปุ๋ยผ่านน้ำ เพื่อแก้ Pain Point นี้ โดยแบ่งเป็น
- ระบบจัดส่งปุ๋ยน้ำ ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีการกวนผสมปุ๋ยให้เข้ากับน้ำได้รวดเร็วภายใน 10 นาที และมีระบบควบคุมการจ่ายน้ำที่แม่นยำสูงถึง 95% หมายความว่าพืชทุกต้นในไร่จะได้รับสารอาหารในปริมาณที่เท่ากันทุกขนาดพื้นที่
- นวัตกรรมปุ๋ย: ด้วยการพัฒนาปุ๋ยเม็ดที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบน้ำ อย่างปุ๋ย YaraRega ที่มีจุดเด่นพิเศษคือละลายน้ำได้ถึง 99% แทบจะไม่หลงเหลือตะกอนก้อนใหญ่ไปอุดตันหัวหยดน้ำ
ต้นทุนที่ลดลงแต่ได้ผลผลิตและเวลาที่เพิ่มขึ้น

สำหรับเกษตรกรจะทราบดีกว่า การให้ปุ๋ยทางน้ำเปรียบเสมือนการป้อนข้าวและน้ำให้กับลูกน้อย ด้วยสูตรที่คำนวนมาอย่างพอดีช่วยให้พืชได้รับสารอาหารตามที่ต้องการ และยังช่วยให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ทันที โดยที่เกษตรกรไม่ต้องรอให้ฝนมาชะล้างปุ๋ยซึมลงในพื้นดิน
สิ่งที่เกษตรกรจะได้กลับคืนมาในระยะยาว คือการที่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีขึ้นจากการที่พืชทุกต้นได้รับสารอาหารที่เท่ากัน พร้อมทั้งช่วยลด “ต้นทุน” จากการใช้ปุ๋ยอย่างคุ้มค่าเท่าที่จำเป็นและไม่ต้องหว่านโปรยแบบทิ้งขว้าง รวมถึงประหยัดค่าแรงงาน เพราะไม่ต้องจ้างคนมาเดินหว่านปุ๋ยอีกต่อไป แค่ทำระบบกระจายให้น้ำและปุ๋ยไปพร้อม ช่วยให้พืชได้รับสารอาหารและไม่ต้องเสียเวลาเดินรดน้ำอีกด้วย
สำคัญที่สุดคือการที่เกษตรกรยังสามารถมี “เวลา” ไปทำอย่างอื่นหรือการเตรียมความพร้อมเก็บเกี่ยว ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเสียเวลาไปหลาย ๆ ชั่วโมง แค่เปิดระบบควบคุมในไม่กี่นาที พืชทั้งฟาร์มก็จะได้รับสารอาหารไปพร้อม ๆ กัน

การร่วมมือกันพัฒนาระบบในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตจริง เป็นการยกระดับศักยภาพเกษตรกรสู่ Precision Farming และยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรได้ง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่เรียบง่าย ตรงความต้องการและคุ้มค่า ที่สำคัญยังช่วยให้เกษตรกรไทยพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
